บทที่ 5 : เกือบได้รับมอบเกียร์แล้วไหมล่ะ
ไฟท์เลื่อนกระดานล้อเลื่อนออกมาจากใต้ท้องรถ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะคว้าขวดน้ำเปล่าขึ้นมาดื่ม ท่าทางการดื่มน้ำของเขาช่างดูเซ็กซี่จนข้าวหอมต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาเดินตรงมาหาเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป..มันไม่ใช่สายตาดุๆ เหมือนตอนที่แกล้งกัน แต่เป็นสายตาที่ลุ่มลึกและจดจ้องราวกับจะอ่านใจเธอ
“อยากกลับหอนักเหรอ?” เขาถาม พลางขยับเข้ามาใกล้จนระยะห่างแทบจะเป็นศูนย์ “แต่เท่าที่ดู...งานของฉันยังไม่จบ และเธอก็ยังต้องทำหน้าที่ ‘เบ๊’ ของฉันต่อจนกว่าฉันจะพอใจ”
“นี่มันจะสี่ทุ่มแล้วนะพี่ไฟท์! พรุ่งนี้หนูมีเรียนเช้า!” ข้าวหอมประท้วง เสียงของเธอสั่นพร่าเมื่อเขายกมือขึ้นมาปัดปอยผมที่ปรกหน้าของเธอออกอย่างเบามือ
“เรียนเช้าก็แค่เข้าสายหน่อยจะเป็นไรไป” ไฟก้มลงมากระซิบที่ข้างหู
กลิ่นกายสะอาดๆ ของเขาทำเอาข้าวหอมยืนแทบไม่อยู่ มือหนาเลื่อนลงมาจับที่เอวบางผ่านเนื้อผ้าเช็ดตัวที่เธอใช้เช็ดคราบน้ำมันเมื่อครู่
“หรือว่า... กลัวว่าถ้าอยู่กับฉันดึกกว่านี้ จะกลายเป็นไม่อยากกลับ?”
ลมหายใจร้อนๆ ของเขาเป่ารดที่ลำคอ ทำเอาข้าวหอมสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ ความฟินที่อบอวลอยู่ในอากาศ บวกกับท่าทีที่รุกหนักของอดีตเฮดว้ากทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปในวังวนของเขา
“พี่ไฟท์บ้า...” เธอพึมพำ แต่ทว่ามือเล็กกลับเผลอไปกำชายเสื้อของเขาไว้แน่น “หึ... บ้าแค่กับเธอคนเดียวล่ะมั้ง” ไฟหัวเราะในลำคอ ก่อนจะรวบเอวเธอให้เข้ามาประชิดตัวมากขึ้น ข้าวหอมรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของหน้าอกแกร่งที่เบียดเข้ากับแผ่นอกนุ่มนิ่มของเธอ ความใกล้ชิดที่เกินขีดจำกัดทำให้หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำราวกับจะระเบิดออกมา
ไฟมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววหวั่นไหว เขาไม่ได้ต้องการแค่แกล้งเธอเหมือนวันก่อนๆ ความดื้อรั้นและความโฉบเฉี่ยวที่เธอแสดงออกมาวันนี้ มันปลุกสัญชาตญาณความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในตัวเขาจนยากจะสะกด
“รู้ไหมข้าวหอม...” เขาเอ่ยเสียงพร่า มือหนาเริ่มไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนอย่างช้าๆ
“ไอ้สิ่งที่เรียกว่าเกียร์เนี่ย... สำหรับเด็กวิศวะมันมีความหมายมากนะ แต่มันจะไร้ค่าทันทีถ้าเจ้าของมันไม่คิดจะยกให้ใคร” ข้าวหอมไม่เข้าใจความหมายแฝงที่เขาสื่อ แต่ร่างกายของเธอกลับตอบสนองต่อสัมผัสของเขาไปแล้ว เธอรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งร่างเหมือนกับโดนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นผ่าน
“แล้วพี่... เก็บเกียร์ของพี่ไว้ทำไมตั้งสี่ปี?” เธอถามด้วยเสียงแผ่วเบา
ไฟยิ้มร้าย แววตาของเขาจ้องมองลงมาที่ริมฝีปากบางของเธออย่างเปิดเผย
“ฉันเก็บไว้... รอน้องใหม่ที่ซุ่มซ่ามพอจะมาทำสร้อยฉันขาดมั้ง แล้วต้องมารับผิดชอบชีวิตฉันไปทั้งเทอมไง” ประโยคนั้นทำเอาข้าวหอมถึงกับใบ้กิน เธอไม่คิดว่าเขาจะพูดตรงขนาดนี้
ไฟไม่ปล่อยให้เธอได้มีเวลาตั้งตัว เขาโน้มใบหน้าลงมาหาช้าๆ ระยะห่างที่เหลือเพียงไม่กี่นิ้ว ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุจากร่างกายของเขา
“ถ้าอยากรู้ว่าเกียร์ของฉันมันมีไว้ทำไม...” ไฟเว้นจังหวะ ก่อนจะกระซิบคำที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ “ก็ลองมาเป็นเจ้าของมันจริงๆ ดูสิ”
เขาก้มลงมาประทับจูบที่มุมปากของเธอเบาๆ ไม่ใช่การจูบที่ล่วงเกิน แต่เป็นสัมผัสที่อ้อยอิ่งและนุ่มนวลจนข้าวหอมเผลอหลับตาพริ้ม ไฟท์เปลี่ยนการจูบให้ลึกซึ้งขึ้น ลมหายใจของทั้งคู่ประสานกันในความเงียบสลัวของช็อปเครื่องกล
ในวินาทีนั้น ข้าวหอมรู้ตัวดีว่าเธอพลาดแล้ว... พลาดที่เผลอไปท้าทายเสือร้ายตัวนี้ และพลาดที่เผลอใจไปกับความอ่อนโยนที่แอบซ่อนอยู่ใต้ความดุร้ายนั้น
“นี่แค่เริ่มต้นนะ...” ไฟกระซิบหลังจากผละออกเพียงเล็กน้อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหมายที่ทำให้ข้าวหอมรู้ว่า ต่อจากนี้ชีวิตเบ๊ของเธอจะไม่ใช่แค่การซื้อกาแฟ
หรือถือกุญแจเครื่องมือช่างอีกต่อไป แต่มันคือการเผชิญหน้ากับ ‘วิศวะเกียร์ยาว’ ที่เริ่มจะเอาจริงกับความสัมพันธ์ครั้งนี้อย่างเต็มตัว และเขาหมายมั่นปั่นมือว่าจะมอบเกียร์ส่วนตัวที่ไม่ใช่ฟันเฟืองให้กับน้องเฟรชชี่คนนี้ให้ได้
ข้าวหอมยืนหอบหายใจ ใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู เธอทำอะไรไม่ถูกนอกจากก้มหน้าหลบสายตาคมคริบคู่นั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะวาบหวาม ไฟไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เขากลับคว้ามือของเธอมาวางไว้บนอกแกร่งของเขา ให้เธอได้รับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวไม่แพ้กัน...
ความรู้สึกพิเศษที่เริ่มจากความซวย กำลังจะกลายเป็นความหวานที่ไม่มีใครหยุดได้แล้วจริงๆ บรรยากาศในช็อปเครื่องกลที่เคยดูเย็นชาและเต็มไปด้วยกลิ่นคราบน้ำมัน บัดนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคนสองคนที่หัวใจกำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ความเงียบงันถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่สอดประสาน ข้าวหอมยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่ของไฟ มือเล็กที่ถูกเขาวางแนบลงบนอกแกร่งสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งแน่นและจังหวะหัวใจที่เต้นโครมครามไม่ต่างจากเธอ
ไฟไม่ได้ผละออกไปไหน เขายังคงใช้มือข้างหนึ่งประคองแผ่นหลังของเธอไว้แน่น อีกข้างหนึ่งค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาเชยคางมนของเธอให้เงยขึ้นรับสัมผัสจากเขา
ความอ่อนโยนที่เขามอบให้มันช่างขัดกับลุคเฮดว้ากจอมโหดโดยสิ้นเชิง แต่มันกลับเป็นความอบอุ่นที่ทำให้ข้าวหอมยอมจำนนอย่างง่ายดาย
“เมื่อกี้... พี่...” ข้าวหอมพึมพำ เสียงของเธอสั่นเครือและแหบพร่า
“พี่แกล้งหนูอีกแล้วใช่ไหม” ไฟหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนไปถึงทรวงอกของหญิงสาว “ถ้าการจูบคือการแกล้ง... งั้นฉันก็คงเป็นคนที่ชอบแกล้งเธอไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ”
คำสารภาพตรงไปตรงมานั้นทำให้ข้าวหอมหน้าเห่อร้อนยิ่งกว่าเดิม เธอพยายามจะเบี่ยงหน้าหนีด้วยความเขินอาย แต่ไฟกลับไม่ยอมปล่อย เขาโน้มใบหน้าลงมาหาอีกครั้ง คราวนี้เขากดจูบลงบนหน้าผากเนียน ก่อนจะเลื่อนลงมาที่ปลายจมูกรั้น และหยุดลงที่ริมฝีปากบางเบาๆ เป็นการหยั่งเชิง
“วันนี้เธอเปลี่ยนไปมากนะข้าวหอม” เขาพึมพำชิดริมฝีปากเธอ “รู้ตัวไหมว่าชุดที่ใส่มาเนี่ย... มันทำให้ฉันแทบจะทำงานต่อไม่ได้เลย”
“ก็... ก็พี่บอกว่าพี่ชอบคนสวยไม่ใช่เหรอคะ”
ข้าวหอมตอบเสียงแผ่ว พยายามรวบรวมความกล้า
“หนูก็แค่... อยากให้พี่หันมาสนใจบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ดุหรือใช้ให้ไปซื้อกาแฟ”
ไฟชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาคมกริบนั้นอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเข้าใจแล้วว่าที่สาวน้อยตรงหน้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดนี้ ทั้งหมดก็เพื่อเขาเพียงคนเดียว
มือหนาเลื่อนลงมาโอบรัดเอวบางเข้าหาตัวจนแนบชิดมากขึ้น สัมผัสที่เกิดขึ้นผ่านเนื้อผ้าบางเบาทำให้ข้าวหอมรู้สึกเหมือนร่างกายจะละลายลงไปกับอากาศ
“สนใจเหรอ...” ไฟถามซ้ำ เสียงของเขาเข้มขึ้นและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน “สนใจจนอยากจะเก็บไว้ดูคนเดียว... สนใจจนไม่อยากให้ใครหน้าไหนมามองเธอด้วยสายตาแบบนั้นอีก ต่อไปนี้... ห้ามใส่ชุดแบบนี้ไปให้ใครดูนอกจากฉัน... เข้าใจไหม”
คำสั่งที่ฟังดูเหมือนการแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเต็มตัวทำให้ข้าวหอมถึงกับใจสั่น แต่แทนที่จะโกรธ เธอกลับรู้สึกถึงความหวามไหวที่เอ่อล้นอยู่ในอก
“พี่ไฟเผด็จการ...หนูใส่มาเรียนนะจะให้พี่เห็นคนเดียวได้ไง ”
“เผด็จการแค่กับคนของตัวเอง” ไฟย้ำ ก่อนจะตัดสินใจดึงเธอเข้ามาจูบอย่างดูดดื่มอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่เพียงแค่สัมผัสที่ผิวเผิน แต่เป็นการรุกรานที่เร่าร้อนและหวงแหน
ข้าวหอมตอบรับสัมผัสนั้นด้วยความประหม่าในตอนแรก ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวเข้าหาความอบอุ่นที่เขาหยิบยื่นให้ มือเล็กเลื่อนขึ้นไปขยำผมด้านหลังของเขาเบาๆ บรรยากาศในช็อปดูเหมือนจะร้อนระอุขึ้นอีกหลายองศาเมื่อมือหนาของไฟเริ่มไม่อยู่สุข เขาเลื่อนมือลงมาแตะที่ขอบกระโปรงผ่าสูง
