บทที่ 6: เกียร์ในมือ... กับหัวใจที่เต้นรัว nc
ของเธอเบาๆ ก่อนจะออกแรงรั้งให้ร่างเล็กขึ้นมานั่งบนโต๊ะทำงานตัวเดินข้าวหอมต้องใช้ขาเรียวทั้งสองข้างเกี่ยวสะเอวสอบของเขาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองล้มลง
ไฟแทรกตัวเข้ามาระหว่างขาเรียว สัมผัสถึงความนุ่มนิ่มของร่างกายที่อยู่ใต้ร่างเขา กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอผสมกับความร้อนแรงจากรสจูบทำให้ไฟแทบจะคุมสติไม่อยู่
“พี่ไฟ...” ข้าวหอมหอบหายใจถี่ มือของเธอยังคงคล้องคอเขาไว้แน่น ความวาบหวามที่เกิดขึ้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน
“หอม...” ไฟเรียกชื่อเธอเสียงพร่า เขากดจูบหนักๆ ลงบนซอกคอหอมกรุ่นของเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาที่พ่นรดผิวทำให้ข้าวหอมสะดุ้งตัวโยน
“รู้ไหมว่า... เกียร์ที่ฉันหวงมาตลอดสี่ปี มันไม่เคยมีความหมายเท่ากับผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้เลย” เขาผละออกเล็กน้อยเพื่อสบตากับเธอ แววตาของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ไม่มีการปกปิดอีกต่อไป เขาคว้ามือเล็กของเธอขึ้นมา แล้ววางเกียร์สีเงินหม่นที่เคยห้อยคอเขาลงบนฝ่ามือของเธอ
“ฉันเคยบอกว่าเกียร์นี้มันอยู่ในกำมือเธอ... แต่วันนี้ ฉันจะมอบมันให้เธออย่างเป็นทางการ” ไฟกระซิบชิดริมฝีปาก
“ไม่ต้องมาเป็นเบ๊แล้ว... แต่มาเป็น ‘คนของฉัน’ อย่างเต็มตัวแทน... เอาไหม?”
คำขอที่เหมือนกับคำบอกรักในสไตล์หนุ่มวิศวะจอมเถื่อนทำเอาข้าวหอมน้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน เธอพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา ในขณะที่ไฟรีบคว้าตัวเธอเข้ามากอดไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากเขาปล่อยมือ เธอจะหายไป
ในความเงียบสลัวของช็อปเครื่องกลคืนนั้น ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากความซวยได้แปรเปลี่ยนเป็นความหวานที่ลึกซึ้ง ความรู้สึกที่เคยซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งขรึมของอดีตเฮดว้าก บัดนี้ได้ถูกปลดปล่อยออกมาผ่านสัมผัสที่อ่อนโยนและจูบที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
บรรยากาศภายในห้องสโมสรนักศึกษายามเย็นดูอึมครึมกว่าปกติ เมฆฝนก้อนใหญ่ตั้งเค้าทะมึนอยู่เหนือยอดตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลมพัดแรงจนหน้าต่างบานเกล็ดสั่นไหวดังครืดคราด ข้าวหอมที่เพิ่งเดินกลับมาจากห้องสมุดต้องรีบสาวเท้าเข้ามาหลบฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาเป็นสาย เธอแทบไม่ทันสังเกตเห็นร่างสูงที่นั่งรออยู่ตรงโซฟาตัวเดิมจนกระทั่งเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น
“มาช้า... วันนี้งานเยอะกว่าที่คิด ถ้าเธอไม่โผล่หัวมา ฉันว่าจะออกไปตามถึงที่หอแล้ว” ไฟนั่งไขว่ห้างอยู่ในเงามืด เขาขยับตัวลุกขึ้นยืน ความสูงของเขาสร้างแรงกดดันให้พื้นที่แคบๆ ดูอึดอัดขึ้นทันตา ข้าวหอมชะงักฝีเท้า หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะเมื่อเห็นแววตาที่จ้องมองมานั้นไม่ได้มีเพียงความดุเหมือนเก่า แต่แฝงไปด้วยความ ‘หิวโหย’ บางอย่างที่เธอเองก็อธิบายไม่ถูก
“หนูไปห้องสมุดมาค่ะ... ฝนมันตก หนูเลยรีบวิ่งมา”
ข้าวหอมตอบพลางพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ
“ห้องสมุดเหรอ?” ไฟเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้
“แล้วทำไมต้องแต่งตัวแบบนี้ไปห้องสมุด... กางเกงยีนส์ขาสั้นเนี่ยนะ?”
เขาไล่สายตามองร่างเล็กที่วันนี้มาในลุคเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีขาวกับกางเกงยีนส์ขาสั้นที่เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวย ความหมั่นไส้ในใจไฟเริ่มเดือดพล่าน เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ทุกครั้งที่มีคนมองขาของเธอ โดยเฉพาะในสถานที่สาธารณะแบบห้องสมุด
“มันก็เป็นสิทธิ์ของหนูไหมคะพี่ไฟ พี่ไม่ได้เป็นเจ้าชีวิตหนูสักหน่อย!”
ข้าวหอมเถียงกลับ แม้จะเริ่มถอยหลังหนีจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้อง
“เป็นเจ้าของ... ไม่ใช่แค่เจ้าชีวิต” ไฟสวนกลับเร็วแรง เขาขยับเข้ามาประชิดตัวจนข้าวหอมต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นตระหนก ไฟใช้มือข้างหนึ่งยันผนังไว้เหนือศีรษะเธอ ส่วนอีกข้างก็เลื่อนมาจับคางมนให้เชิดขึ้น
ฝนข้างนอกเริ่มตกหนักขึ้นจนเสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้อง แสงไฟในห้องสโมสรฯ วูบไหวราวกับจะดับลง ทำให้บรรยากาศดูน่าหวั่นใจมากกว่าเดิม
“พี่ไฟ... ถอยไปนะ ฝนตกหนักแบบนี้หนูต้องรีบกลับหอแล้ว”
“ยังกลับไม่ได้...” ไฟกระซิบชิดริมฝีปาก
“เพราะคืนนี้... ฉันมีบทเรียนบทใหม่จะสอนเธอ เรื่องการเป็นเบ๊ที่ดี... ต้องรู้จักเชื่อฟัง ‘คำสั่ง’ ของเจ้านายให้มากกว่านี้”
เขาไม่รอให้ข้าวหอมได้ทันตั้งตัว ไฟกดจูบลงบนกลีบปากบางอย่างหนักหน่วงและรวดเร็ว ราวกับต้องการจะตอกย้ำความเป็นเจ้าของ เขาไม่ได้จูบแบบอ่อนโยนเหมือนครั้งก่อน แต่มันคือจูบที่เปี่ยมไปด้วยความหวงแหนและแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
จนข้าวหอมแทบขาดใจ จูบของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่กลางกระแสน้ำวนที่รุนแรงและร้อนระอุ ข้าวหอมเผลอไผลตอบรับจูบนั้นด้วยความไม่ประสีประสา แต่ยิ่งเธอกล้าที่จะโต้ตอบ ไฟก็ยิ่งรุกหนักขึ้น มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบางผ่านเสื้อยืดตัวบางเบา สัมผัสที่ร้อนผ่าวของเขาทำเอาข้าวหอมสะท้านไปทั้งร่าง ขาเรียวทั้งสองข้างแทบจะไร้เรี่ยวแรงจนต้องเกาะบ่ากว้างของเขาไว้เป็นที่ยึด
ไฟผละออกเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อให้เธอได้หายใจ ทว่าแววตานั้นกลับวาววับไปด้วยความปรารถนาที่ไม่มีการปกปิดอีกต่อไป “รู้ไหม... ตั้งแต่ที่เธอเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ฉันก็แทบไม่มีสมาธิทำอะไรเลยนอกจากคิดว่าจะทำยังไงให้เธอเป็นของฉันคนเดียว”
“พี่ไฟ...” ข้าวหอมเรียกชื่อเขาเสียงพร่า น้ำตาแห่งความซาบซึ้งและตื่นเต้นรื้นขึ้นที่ขอบตา “พี่หมายความว่ายังไงคะ?”
“หมายความว่า... ฉันหวงเธอ” ไฟพูดออกมาตรงๆ โดยไม่มีอ้อมค้อม น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจังจนข้าวหอมชะงักไป
“ชอบมานานแล้ว... ตั้งแต่ตอนที่ยัยเด็กโก๊ะคนหนึ่งวิ่งมาคว้าสร้อยเกียร์ฉันจนขาด และเริ่มเข้ามาป่วนชีวิตที่น่าเบื่อของฉันจนยุ่งเหยิงไปหมด” หัวใจของข้าวหอมเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก คำสารภาพที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังจากปากของผู้ชายที่เย็นชาที่สุด ทำให้ความกำแพงในใจของเธอพังทลายลงในพริบตา
“หนูก็...” ข้าวหอมกระซิบแผ่ว “หนูก็ชอบพี่... ชอบตั้งแต่เห็นพี่ห้อยเกียร์ยาวๆ นั่นแล้ว”
ไฟหัวเราะหึๆ อย่างพอใจ เขาประคองใบหน้าเธอไว้ด้วยสองมือ ก่อนจะจูบลงบนหน้าผากเนียนซ้ำๆ “งั้นต่อจากนี้... ไม่ต้องเป็นเบ๊แล้วนะ แต่เป็น ‘แฟน’ ของฉันแทน... ตกลงไหม?” ข้าวหอมพยักหน้าตอบรับ ไฟรวบตัวเธอเข้าไปกอดแน่นราวกับจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ภายนอก
ดูเหมือนว่าคืนนี้จะไม่ใช่แค่ค่ำคืนของการหลบฝน แต่มันคือคืนเริ่มต้นของ ‘บทรัก’ ที่ทั้งคู่จะเขียนร่วมกันไปอีกนาน
เขาอุ้มร่างเล็กขึ้นนั่งบนโต๊ะทำงานตัวเดิม ข้าวหอมโอบรอบคอเขาไว้แน่น ไฟค่อยๆ เลื่อนใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่นอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้รีบร้อน แต่ละสัมผัสเปี่ยมไปด้วยความทะนุถนอม
“คืนนี้... คงต้องค้างที่นี่ไปก่อนนะ ฝนตกหนักขนาดนี้ ฉันไม่ยอมปล่อยให้เธอออกไปเสี่ยงข้างนอกหรอก” ไฟกระซิบชิดใบหู “และคืนนี้... ฉันจะแสดงให้เธอเห็นว่า ‘เกียร์ยาวๆ’ ของฉันเนี่ย มันมีไว้สำหรับคนที่ฉันรักเท่านั้น”
ข้าวหอมหน้าแดงก่ำเมื่อเข้าใจความหมายแฝงที่แฝงมากับคำพูดนั้น แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอกลับโน้มคอเขาลงมาจูบอีกครั้งเป็นการตอบรับ ในความสลัวของห้องสโมสรฯ ที่มีเพียงเสียงฝนเป็นเพื่อน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างสวยงามท่ามกลางกองเอกสารและกลิ่นอายของความเป็นวิศวะ ที่จะทำให้คืนนี้กลายเป็นคืนที่ทั้งคู่ไม่มีวันลืม...
