บทที่ 4 : โฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม
ณ ลานเกียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในช่วงสายของวันเต็มไปด้วยนักศึกษาหนุ่มที่เดินขวักไขว่ แต่ทันทีที่ร่างเล็กในชุดนักศึกษาที่ดูโฉบเฉี่ยวเดินตรงเข้ามา บรรยากาศรอบข้างก็คล้ายจะถูกกดปุ่มหยุดเวลา ทุกสายตาจับจ้องไปที่เรียวขาขาวที่โผล่พ้นรอยผ่าของกระโปรงสั้น และเสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นคอนกรีตเป็นจังหวะมั่นคง
ข้าวหอมไม่ได้เดินห่อไหล่เหมือนวันแรกที่เธอเข้ามาในคณะนี้แล้ว เธอยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความมั่นใจเกินร้อย ที่โต๊ะม้าหินตัวเดิมซึ่งเป็นอาณาจักรของกลุ่มอดีตเฮดว้าก ‘ไฟท์’ กำลังนั่งคุยงานกับเพื่อนๆ
ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปสีเลือดหมูที่ดูทะมัดทะแมงดูโดดเด่นสะดุดตาเสมอ แต่ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมาจากแฟ้มงานแล้วเห็นภาพตรงหน้า ดวงตาคมกริบของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยแรงกดดัน
“เห้ยไอ้ไฟท์... ตาฝาดเปล่าวะนั่นน้องข้าวหอม?” แทนไทที่นั่งข้างๆ ถึงกับทำปากค้าง “แม่ง...ซ่อนรูปชิบหาย ปกติใส่ชุดเหมือนนักเรียนมัธยม พอแต่งตัวแบบนี้แล้ว... โคตรแซ่บเลยว่ะ”
คำว่า ‘โคตรแซ่บ’ ที่ดังออกมาจากปากเพื่อนสนิททำเอาไฟขบกรามแน่น ความหงุดหงิดแล่นพล่านขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาจำได้แม่นว่าเมื่อวานเขาเพิ่งจะสั่งห้ามเธอไม่ให้ใส่กระโปรงสั้นมาเดินพลุกพล่าน แต่วันนี้เธอกลับจัดเต็มมาเสียยิ่งกว่าเดิม ราวกับจงใจจะท้าทายกฎเกณฑ์ที่เขาวางเอาไว้
ข้าวหอมเดินมาหยุดลงตรงหน้าโต๊ะ วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ พร้อมส่งยิ้มหวานที่แฝงความยั่วเย้าไปให้
“กาแฟไม่ใส่น้ำตาลของพี่ค่ะ... แล้วนี่เอกสารสรุปยอดโปรเจกต์ที่พี่ให้หนูทำเสร็จแล้วนะคะ” เสียงของเธอนุ่มนวลและมั่นใจกว่าทุกวันอย่างเห็นได้ชัด ไฟมองแก้วกาแฟสลับกับใบหน้าสวยที่แต่งแต้มมาอย่างดี นัยน์ตาคมเข้มวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างอันตราย
เขานิ่งเงียบไปนานจนคนรอบข้างเริ่มรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนข้าวหอมต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
“ใครสั่งให้ใส่ชุดนี้มา” น้ำเสียงเขากดต่ำจนคนฟังขนลุกซู่
ข้าวหอมเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา แม้หัวใจจะเต้นรัวเหมือนกลองรบ
“มันก็ชุดนักศึกษาปกติไม่ใช่เหรอคะ? หนูแค่ปรับเปลี่ยนนิดหน่อย... พี่ว่าไม่สวยเหรอคะ?” เธอแกล้งถามพลางเอียงคอเล็กน้อยอย่างจงใจ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเธอผสมกับบรรยากาศลานเกียร์ทำให้ไฟรู้สึกหงุดหงิดจนบอกไม่ถูก
เขาไม่ได้ตอบคำถาม แต่สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบข้าง เมื่อเห็นสายตาของพวกรุ่นน้องปีสามและปีสี่ที่กำลังจ้องมองเรียวขาของ ‘เบ๊ส่วนตัว’ ของเขาอารมณ์หงุดหงิด มหาศาลก็ตีรวนอยู่ในอกจนเขารู้สึกเหมือนจะคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่
“สวย...” ไฟตอบเสียงเรียบ แต่สายตานั้นดุดัน
“สวยจนอยากจะจับยัดเข้าห้องเครื่องแล้วขังไว้ไม่ให้ใครเห็นอีกเลย”
เขาคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แน่นด้วยแรงที่ไม่เบานัก ก่อนจะออกแรงดึงให้เธอเดินตามเขาไปทางด้านหลังของตึกคณะ ข้าวหอมก้าวเท้าตามแทบไม่ทันด้วยส้นสูงที่ทำ
ให้ทรงตัวลำบาก แต่เธอก็ไม่ได้ร้องประท้วง เธอรับรู้ได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวของรุ่นพี่คนนี้ ซึ่งมันเป็นสัญญาณว่าแผนการของเธอเริ่มได้ผลอย่างรุนแรง
เมื่อเข้ามาถึงโรงช่างเครื่องกลที่เงียบสงัด ไฟท์ผลักร่างเล็กให้เข้าไปชิดกับโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างกักขังเธอเอาไว้ในอาณาเขตของเขา แผ่นหลังของข้าวหอมชนเข้ากับเครื่องมือช่างที่วางระเกะระกะบนโต๊ะ ไฟท์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกของเขาเฉียดผ่านแก้มใสของเธอ
“ฉันเคยสั่งแล้วใช่ไหมว่าห้ามใส่กระโปรงสั้นแบบนี้มาที่นี่” ไฟกระซิบชิดใบหู เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามสะกดกลั้น
“หรือว่าที่แต่งมาเนี่ย... ตั้งใจจะมายั่วใคร?”
“ปะเปล่านะ.. หนูแค่เบื่อลุคเดิมๆ” ข้าวหอมตอบเสียงสั่น พยายามเบี่ยงหน้าหนีจากลมหายใจร้อนๆ ที่รินรดผิวคอ
“พี่ไฟมีสิทธิ์อะไรมาบงการการแต่งตัวของหนูคะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”“ไม่ได้เป็นอะไรกันงั้นเหรอ?” ไฟท์ทวนคำ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความคุกคาม
เขาเลื่อนมือหนาที่เปื้อนคราบน้ำมันเล็กน้อยขึ้นมาไล้ไปตามแนวขอบกระโปรงผ่าสูงอย่างถือวิสาสะ สัมผัสหยาบกร้านแต่ร้อนผ่าวทำให้ข้าวหอมสะดุ้งสุดตัว มือเล็กเผลอไปเกาะไหล่แกร่งของเขาไว้แน่น
“พะ... พี่ไฟท์! จะทำอะไร!”
“ถ้าอยากรู้ว่าเราเป็นอะไรกัน... พี่ว่าเราลองพิสูจน์ดูไหมล่ะ”
เขาแกล้งกดน้ำหนักมือลงไปเบาๆ ที่ต้นขาอ่อนของเธอ สายตาที่เคยมองเธอด้วยความรำคาญ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาที่ชัดเจนจนข้าวหอมต้องหลบสายตาหนี
“พี่ไฟท์!...คนนิสัยไม่ดี ชอบฉวยโอกาสกับเบ๊”
ข้าวหอมเม้มปากแน่น แม้จะเขินอายจนหน้าแดงก่ำ แต่เธอก็ยังคงแกล้งพูดท้าทาย
“ก็รู้อยู่แล้วว่านิสัยไม่ดี แล้วยังจะแต่งตัวแบบนี้มายั่วกันอีก” ไฟหัวเราะหึๆในลำคอ ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีจากการคุกคามเป็นความอ่อนโยนที่คาดไม่ถึง เขาใช้นิ้วโป้งเกลี่ยรอยลิปสติกที่มุมปากของเธอ อย่างแผ่วเบา
“อย่าทำแบบนี้อีก... ถ้าฉันไม่ใช่คนใจเย็น เธออาจจะไม่ได้เดินออกจากช็อปนี้ไปง่ายๆ แบบเมื่อวานแน่” ไฟถอยหลังออกมาเพียงนิด แต่ก็ยังคงจ้องมองเธอไม่วางตา รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงมีความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ
“วันนี้งานในช็อปมีเยอะมาก... ถ้าอยากจะลองดี ก็อยู่ช่วยฉันให้เสร็จจนกว่าจะดึกก็แล้วกัน” ข้าวหอมยืนหอบหายใจถี่ พยายามปรับอารมณ์ตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ เธอรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่เธอไม่สามารถหยุดได้แล้ว ทั้งความตื่นเต้น ความหวั่นไหว และความรู้สึกที่ว่า ‘วิศวะเกียร์ยาว’
คนนี้ อาจจะไม่ใช่แค่รุ่นพี่ที่ชอบแกล้งเธอไปวันๆ อีกต่อไป
“ค่ะ... จะช่วยให้ถึงเช้าเลยคอยดู”
ข้าวหอมท้าทายกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าน้อยๆ ไฟมองเด็กดื้อตรงหน้าด้วยแววตาที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เขาหยิบประแจขึ้นมาวางลงบนโต๊ะข้างๆ ตัวเธอก่อนจะพยักหน้าให้
“งั้นก็เริ่มทำงานได้แล้ว... ยัยตัวยุ่ง”
บรรยากาศในช็อปเครื่องกลที่เคยมีแต่กลิ่นน้ำมัน บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความตึงเครียดของแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น ระหว่างเฮดว้ากผู้หวงแหนความเป็นส่วนตัว กับยัยเฟรชชี่ที่เริ่มก้าวข้ามเส้นที่เขาขีดเอาไว้... และดูเหมือนว่างานนี้ ‘เกียร์ยาว’ ของเขา จะไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ประจำตัวเสียแล้ว แต่มันกำลังจะกลายเป็นเครื่องมือที่นำพาเขาสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด!
บรรยากาศภายในช็อปเครื่องกลยามค่ำคืนเงียบสงัดกว่าปกติ เสียงพัดลมระบายอากาศตัวใหญ่ที่หมุนเอื่อยๆ ดังแทรกความเงียบเป็นระยะ กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ ผสมกับกลิ่นฟีโรโมนอ่อนๆ ของผู้ชายที่อบอวลอยู่ในอากาศเริ่มทำให้สติของข้าวหอมพร่าเลือน เธอหยิบผ้าเช็ดมือมาซับเหงื่อบนหน้าผาก ในขณะที่ดวงตากลมโตก็เผลอแอบมองคนตัวสูงที่กำลังมุดอยู่ใต้ท้องรถอีกครั้ง
ไฟถอดเสื้อช็อปสีเลือดหมูตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อยืดสีดำเนื้อบางแนบไปกับกล้ามเนื้อแผ่นหลังและต้นแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามจากการทำงานหนัก หยาดเหงื่อที่ซึมตามผิวหนังทำให้เขาดูหล่อเหลาแบบทำวัวตายควายล้มได้จริงๆ
“มองอะไร” เสียงทุ้มดุๆ ดังขึ้นโดยที่เขายังไม่หันมามอง
“ไม่ได้มองซะหน่อย!” ข้าวหอมรีบหันหน้าหนี หน้าแดงก่ำราวกับลูกตำลึง
“แค่จะดูว่าพี่ทำถึงไหนแล้ว... จะได้กลับหอ!”
