บท
ตั้งค่า

บทที่ 3: บทเรียนแรกจากรุ่นพี่ปีศาจ

*ช็อปเครื่องกล ด้านหลังตึกคณะวิศวะ*

ไฟท์พาข้าวหอมเดินมาจนถึงโรงช่างขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องมือช่างและชิ้นส่วนรถยนต์มากมาย กลิ่นน้ำมันเครื่องและเศษเหล็กคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ข้าวหอมยกมือขึ้นปิดจมูกเล็กน้อย มองซ้ายมองขวาด้วยความไม่คุ้นเคย

“พี่พาหนูมาที่นี่ทำไมคะ?” หญิงสาวถามขึ้นอย่างหวาดระแวง

ไฟท์โยนกระเป๋าเป้ลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง ก่อนจะหันมามองเธอ

“ช่วงนี้ฉันกำลังทำโปรเจกต์จบ ต้องสิงอยู่ที่นี่เกือบทุกวัน หน้าที่ของเธอคือ... คอยหยิบเครื่องมือ ทำความสะอาด และจัดการเรื่องอาหารการกินให้ฉัน

ทั้งหมดนี่คือเขตรับผิดชอบของเธอ” ข้าวหอมเบิกตากว้าง

“เดี๋ยวนะคะ! ให้หนูมาหยิบเครื่องมือช่างเนี่ยนะ? หนูเรียนบัญชีนะคะ ไม่ใช่ช่างยนต์! ประแจเบอร์อะไรหนูยังไม่รู้จักเลย!” ร่างสูงก้าวอาดๆ เข้ามาหาคนตัวเล็กจนข้าวหอมต้องถอยกรูดจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์โลหะ ไฟยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกักขังเธอไว้ในวงแขนกว้าง โน้มใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้มีคราบน้ำมันเครื่องเปื้อนอยู่ที่แก้มซ้าย เข้ามาใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน

“ฉันไม่ได้ขอให้เธอมาประกอบเครื่องยนต์...”

ไฟกระซิบเสียงพร่า แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นประกายวิบวับอย่างคนเจ้าเล่ห์

“แค่บอกให้ทำอะไรก็ทำ อย่าเถียง เพราะถ้าเธอเถียง... ฉันอาจจะหาวิธีทำโทษที่มัน ‘สนุก’ กว่าการเป็นเบ๊ก็ได้”

หัวใจของข้าวหอมเต้นกระหน่ำรัว ราวกับจังหวะกลองร็อก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกับกลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ จากตัวเขาลอยมาแตะจมูก มันไม่ได้เหม็น แต่กลับทำให้รู้สึกปั่นป่วนแปลกๆ ใบหน้าหวานแดงซ่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“พะ... พี่จะบ้าเหรอ ถอยออกไปเลยนะ!” ข้าวหอมใช้สองมือเล็กๆ ดันแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เสื้อช็อปสีแดงนั้นสุดแรง แต่มันกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด ร่างสูงแข็งแกร่งราวกับกำแพงหิน ไฟหัวเราะหึๆ ในลำคอ ยอมผละออกมาแต่โดยดี

“ดี... รู้จักกลัวซะบ้าง ไปหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดโต๊ะตรงนั้นให้สะอาด แล้วจัดเรียงเอกสารพวกนี้ใหม่ให้หมด” เขาชี้มือไปยังกองเอกสารที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะทำงาน ข้าวหอมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลอบเบ้ปากใส่แผ่นหลังกว้างของรุ่นพี่จอมเผด็จการ ก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้าไปหยิบผ้าขี้ริ้วตามคำสั่ง

‘ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้พี่ไฟท์! คอยดูนะ ถ้าฉันมีโอกาสเอาคืนเมื่อไหร่ ฉันจะแกล้งให้ร้องไม่ออกเลย!’ เวลาผ่านไปกว่าสามชั่วโมง ข้าวหอมต้องวิ่งวุ่นทำตามคำสั่งสารพัดของไฟท์ที่ทั้งเช็ดโต๊ะ จัดเอกสารวิ่งไปซื้อน้ำอัดลม และที่หนักสุดคือการต้องมายืนถือไฟฉายส่องให้ร่างสูงที่กำลังมุดเข้าไปซ่อมช่วงล่างของรถยนต์เก่าๆ คันหนึ่ง

“ส่องไปทางซ้ายหน่อยสิยัยเด็กบ๊อง ส่องตาฉันทำไมเนี่ย!”

เสียงดุๆลอดออกมาจากใต้ท้องรถ

“ก็หนูเมื่อยนี่นา! ยืนถือมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ แขนจะหลุดแล้วเนี่ย!”

ข้าวหอมโวยวายกลับ พยายามปรับแสงไฟฉายให้ตรงจุด

ร่างสูงเลื่อนกระดานล้อเลื่อนออกมาจากใต้ท้องรถ ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่มและคราบน้ำมัน เขาปาดเหงื่อลวกๆ ก่อนจะหันมามองคนตัวเล็กที่ยืนหน้ามุ่ยอยู่ข้างๆ

“บ่นเก่งจริงนะ” ไฟท์พึมพำ เอื้อมมือหนาที่เปื้อนคราบน้ำมันไปแตะเบาๆ ที่ปลายจมูกรั้นของข้าวหอม รอยดำปื้นใหญ่ถูกประทับลงบนจมูกเล็กๆ ของเฟรชชี่สาวทันที “เฮ้ยยย! พี่ไฟท์! พี่เอาอะไรมาป้ายหน้าหนูเนี่ย!” ข้าวหอมร้องลั่น รีบยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเอง ยิ่งลูบ คราบน้ำมันก็ยิ่งเลอะเทอะไปทั่วแก้มใสจนดูเหมือนแมวขโมยตัวน้อยๆ

ไฟหลุดหัวเราะออกมาเต็มเสียง เป็นครั้งแรกที่ข้าวหอมได้เห็นเขายิ้มกว้างขนาดนี้ รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าดุดันดูสว่างไสวและมีเสน่ห์จนน่าใจหาย นัยน์ตาคมที่เคยมองใครด้วยความเย็นชากลับทอประกายความเอ็นดูออกมาอย่างปิดไม่มิด

“ฮ่าๆๆ เธอนี่มัน... โก๊ะจริงๆ เลยว่ะ” ไฟส่ายหัวไปมา ขยับเข้าไปใกล้คนตัวเล็กอีกครั้ง มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบผ้าเช็ดหน้าสีเข้มออกมา

“มานี่...” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ไฟท์เชยคางมนของข้าวหอมขึ้นเบาๆ ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าค่อยๆ ซับคราบน้ำมันที่เปื้อนแก้มและจมูกของเธอออกให้อย่างเบามือ

ข้าวหอมยืนตัวแข็งทื่อ การกระทำที่แสนจะอ่อนโยนขัดกับลุคเฮดว้ากจอมเถื่อนของเขาทำให้เธอสติหลุดไปชั่วขณะ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดอยู่ที่ไรผม ระยะห่างที่ใกล้จนเกินพอดีทำให้เธอแทบจะไม่กล้าหายใจแรง

“ทีหลังก็หัดระวังบ้างสิ เป็นผู้หญิงปล่อยให้หน้าเลอะแบบนี้ได้ไง”

ไฟท์บ่นพึมพำ แต่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากบางสีพีชของคนตรงหน้าอย่างลืมตัว บรรยากาศรอบกายคล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เสียงเครื่องยนต์หรือเสียงพูดคุยของคนอื่นดูเหมือนจะเลือนหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานกันอย่างเงียบเชียบ

ข้าวหอมเผลอสบเข้ากับนัยน์ตาคมกริบคู่นั้น ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้เธอไม่อาจละสายตาไปได้

“ไอ้ไฟท์! อาจารย์สมศักดิ์เรียกหามึงว่ะ!”

เสียงตะโกนแหกปากของแทนไทดังแทรกขึ้นมา ทำลายมนต์สะกดนั้นจนแตกกระจาย

ไฟชะงัก ผละออกจากร่างเล็กทันที กระแอมไอแก้เก้อเล็กน้อย หันหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยริ้วสีแดงจางๆ ที่พาดผ่านใบหู

“เออ! เดี๋ยวค่อยเคลียร์กัน” ไฟท์หันมาสั่งข้าวหอมเสียงห้วน พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาขรึมดังเดิม

“วันนี้พอแค่นี้แหละ พรุ่งนี้เลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่เหมือนเดิม เข้าใจไหม?”

“ขะ... เข้าใจแล้วค่ะ!” ข้าวหอมรับคำตะกุกตะกัก รีบคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเองแล้ววิ่งหนีออกจากช็อปเครื่องกลราวกับพายุบุเต็ง ทิ้งให้ร่างสูงยืนล้วงกระเป๋ามองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปจนลับสายตา

ไฟยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองเบาๆ ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มมุมปากขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ‘ยัยเด็กบัญชีนี่... ก็น่ารักดีแฮะ’ ภารกิจการเป็น ‘เบ๊’ วันแรกของข้าวหอมจบลงด้วยความวุ่นวายและอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะ

เสียงกระดิ่งลมหน้าหอพักดังกรุ๊งกริ๊ง เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ ทว่าวันนี้ไม่ใช่เช้าวันใหม่แบบธรรมดาสำหรับ ‘ข้าวหอม’ หญิงสาวค่อยๆ หมุนตัวหน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องนอนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กสาวที่วันๆ เอาแต่สวมชุดนักศึกษาหลวมโคร่งและกระโปรงยาวคลุมเข่า วันนี้เธอเลือกหยิบเสื้อเชิ้ตที่สั่งตัดพิเศษให้เข้ารูปรับกับช่วงเอวบางและทรวงอกที่เริ่มเด่นชัดจากการดูแลตัวเองอย่างหนักหน่วงมาหลายสัปดาห์

กระโปรงทรงสอบสีดำสนิทที่เลือกมานั้นสั้นเหนือเข่าขึ้นมาหลายนิ้วแถมยังผ่าข้างสูงขึ้นไปจนเกือบถึงต้นขา ทุกย่างก้าวที่เดินทำให้เห็นเรียวขาขาวเนียนที่ดูยาวระหงขึ้นเป็นกอง เมื่อสวมเข้ากับรองเท้าส้นสูงสีดำหัวแหลมคู่ใหม่

เหตุผลของการลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองไม่ใช่เพื่อใครที่ไหน... แต่เป็นเพราะความ ‘หมั่นไส้’ ที่สะสมมาตลอดสัปดาห์! เมื่อวานนี้ระหว่างที่เธอหอบเอกสารกองโตไปส่งให้พี่ไฟที่ช็อปเครื่องกล เธอแอบเห็นรุ่นพี่สาวสวยจากคณะศิลปกรรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความเซ็กซี่เดินนุ่งสั้นมานั่งอ่อยถึงในช็อป แถมพี่ไฟยังนั่งยิ้มรับให้ยัยนั่นอย่างใจดี ต่างจากเวลาเขาทำหน้ายักษ์ใส่เธอลิบลับ ทั้งดุ ทั้งใช้งานราวกับเธอเป็นทาสในเรือนเบี้ย

‘ในเมื่อพี่ชอบคนสวยนักใช่ไหม? ได้... ยัยข้าวหอมคนนี้ก็จะสวยให้ดู จะไม่ยอมเป็นแค่ยัยเบ๊จอมซุ่มซ่ามให้พี่แกล้งเล่นฟรีๆ อีกต่อไป!’

“หอม... แกโอเคแน่นะ? วันนี้แกดู... แปลกตาไปมากเลยว่ะ”

ลูกพีช เพื่อนสนิทที่เดินตามมาสมทบที่หน้าคณะ มองเพื่อนสาวด้วยสายตาตะลึง

“แกจะไปเรียนหรือจะไปถ่ายแบบลงนิตยสารวะนั่น”

“ไปเรียนนั่นแหละพีช แต่ฉันแค่รู้สึกว่า... การแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่มันเป็นมารยาท” ข้าวหอมตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความมั่นใจที่ฉายชัดออกมาจากแววตา

“ที่นี่มันถิ่นวิศวะไม่ใช่เหรอ? ถ้าอยากจะยืนหยัดในถิ่นนี้ ฉันก็ต้องแต่งตัวให้มันดู... ทรงพลังหน่อย”

“ทรงพลังหรือจะไปยั่วใครกันแน่ฮะ?” ลูกพีชหรี่ตามองพลางกระเซ้า

ข้าวหอมเพียงแค่ยักไหล่เบาๆ ก่อนจะหยิบลิปสติกสีแดงระเรื่อขึ้นมาทาเพิ่มความมั่นใจอีกครั้ง ความรู้สึกประหม่าในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นที่ลึกๆ แล้วเธออยากจะเห็นใบหน้าของคนบางคนเมื่อได้เห็นโฉมใหม่ของเธอวันนี้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel