18 ปมอดีต
“เรารู้จักกันมาตั้งนานแล้วนะคะ วุฒิเขาไม่เคยมีทีท่าว่าจะจีบเอมมี่เลยสักครั้ง” เอมิกาอธิบายด้วยแววตาใสซื่อ หวังจะให้ชายหนุ่มตรงหน้าคลายความกังวลลงบ้าง
ตุลธรพยักหน้าหงึกๆ คล้ายจะยอมรับคำตอบนั้น เขาขยับแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ทว่านัยน์ตาคมกลับยังไม่ละไปจากใบหน้าหวาน
“แล้วไอ้หนุ่มที่พี่เจอเมื่อวานที่ร้านล่ะ... มันมาจีบเอมมี่หรือเปล่า?”
“เปล่าค่ะ... วินเป็นแค่เพื่อนในคณะเดียวกัน เอมมี่ก็บอกพี่ไปแล้วนี่คะ”
“เหรอ... สงสัยพี่จะลืม” เขาแกล้งตอบเสียงเรียบ ทั้งที่ความจริงเขาจำแม่นทุกรายละเอียด แต่ที่ถามซ้ำก็เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาของเธอชัดๆ เท่านั้นเอง
“พี่ตุลดูจะกังวลเป็นพิเศษนะคะเวลาที่เอมมี่อยู่ใกล้ผู้ชาย” เธอถามหยั่งเชิงตามที่รู้สึก
“ก็ประมาณนั้นมั้ง...”
“หึงเหรอคะ?”
“ถ้าพี่บอกว่าหึงล่ะ... แล้วก็หึงมากด้วย” เขาขยับเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่น
“พี่ขอสั่งห้ามไม่ให้เอมมี่เข้าใกล้ผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือใครก็ตาม... พี่ไม่ชอบ”
“ดูเหมือนพี่ตุลจะเสพติดการใช้อำนาจมากเลยนะคะ” เธอโต้กลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าแววตาสั่นไหว ตุลธรเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดขึ้นมาถนัดตา
“พี่คงเคยชินกับการออกคำสั่งล่ะมั้ง...”
“ถามหน่อยสิคะ... ถ้าคืนนั้นเอมมี่ไม่ยอมออกไปกับพี่ พี่จะยิงเอมมี่จริงๆ เหรอ?”
“ไม่หรอก... พี่ก็แค่ขู่เล่นๆ ไปอย่างนั้นเอง เอมมี่โกรธพี่เรื่องคืนนั้นเหรอครับ?”
“โกรธค่ะ... แต่ก็หายโกรธไปนานแล้ว” หญิงสาวถอนหายใจทิ้ง
“แต่อดแปลกใจกับความบ้าบิ่นของตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ไม่คิดว่าชีวิตจะมาถึงจุดนี้ได้”
“พี่ถามจริงๆ เถอะ... คิดยังไงถึงกล้าเปิดประมูลพรหมจรรย์?”
“เอมมี่ต้องการเงินไปช่วยค่าผ่าตัดของแม่ค่ะ แล้วมันก็เป็นอะไรที่เร่งด่วน ถ้าต้องรอคิวโรงพยาบาลรัฐก็นานจนกลัวว่าแม่อาจจะทนไม่ไหว เอมมี่ไม่อยากเสียท่านไป”
บทสนทนาเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปสู่ความจริงจัง ตุลธรจ้องมองหญิงสาวด้วยแววตาที่อ่อนแสงลง
“เอมมี่เป็นลูกคนเดียวเหรอ”
“เอมมี่มีน้องชายอีกคนค่ะ... แต่เขาเสียจากอุบัติเหตุไปเมื่อสามปีก่อน”
“เล่าเรื่องครอบครัวให้พี่ฟังหน่อยได้ไหม... พี่อยากรู้จักเอมมี่ให้มากกว่านี้” แม้ในใจเอมิกาจะแอบนึกว่าเรื่องของเธอน่าเบื่อ แต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความใส่ใจของเขา เธอก็ยอมเปิดใจ
“พ่อของเอมมี่รับราชการค่ะ ท่านเสียไปตั้งแต่เอมมี่อายุได้เจ็ดขวบ เราสามคนแม่ลูกเลยสู้กันมาตลอด จนกระทั่งน้องชายเสีย คุณแม่ก็ตัดสินใจไปอยู่กินกับท่านสุพจน์เจ้านายของแม่ ซึ่งท่านก็คือพ่อของพี่แทนไทนั่นแหละค่ะ” ตุลธรนิ่งไปชั่วขณะ สีหน้าของเขาดูไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินชื่อนั้น
“พี่เสียใจเรื่องคุณพ่อกับน้องชายด้วยนะ... แล้วคุณแม่ย้ายไปอยู่กับท่านสุพจน์นานหรือยัง”
“ตั้งแต่เริ่มทำงานที่บริษัทของท่านได้ไม่นานค่ะ ตอนนั้นเอมมี่ยังเด็กมากเลยจำอะไรไม่ค่อยได้ แล้วท่านสุพจน์ก็ไม่ได้เปิดเผยว่าแม่เป็นภรรยา เพราะคุณแม่ของท่านหวงลูกชายมาก ตั้งแต่ภรรยาคนแรกเสียไป ท่านก็ไม่ได้แต่งงานใหม่กับใครอีกเลย... พอท่านสุพจน์เสีย พี่แทนไทก็เริ่มติดการพนันจนบ้านโดนยึด เอมมี่กับแม่เลยขอแยกตัวออกมาอยู่กันตามลำพัง หลังจากนั้นก็ต่างคนต่างอยู่มาตลอดค่ะ”
“ตอนแรกพี่ก็แปลกใจ... ว่าเอมมี่ไปเป็นน้องสาวของไอ้แทนมันตอนไหน”
“พี่แทนเคยไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลค่ะ เขาอยากช่วยค่ารักษาแต่เขาไม่มีเงิน เลยแนะนำเรื่องการประมูลพรหมจรรย์ ตอนแรกเอมมี่ไม่ได้สนใจหรอกค่ะ แต่พอหมอบอกว่าแม่ต้องผ่าตัดด่วนและต้องรอคิวนานเกือบเดือน เอมมี่เลยไม่มีทางเลือก... ตัดสินใจติดต่อพี่แทนไปว่าต้องการขายพรหมจรรย์”
“แล้วไม่กลัวเหรอครับ ที่ตัดสินใจทำเรื่องเสี่ยงๆ แบบนั้น?”
“กลัวค่ะ... กลัวมาก แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นที่เร็วกว่านี้แล้วจริงๆ จะไปกู้หนี้ยืมสินก็ไม่มีหลักค้ำประกัน” เธอสบตาเขา แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณนะคะที่พี่ตุลช่วยประมูลเอมมี่ไว้ ถ้าเป็นคนอื่น... เขาอาจจะไม่ใจดีกับเอมมี่แบบพี่ก็ได้”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ... พี่เต็มใจ” ตุลธรยิ้มบางๆ พลางลูบมือเธอเบาๆ
“เอาเป็นว่าเดี๋ยวเราออกไปหาคุณแม่กันดีกว่าเนาะ สายมากแล้ว”
“ค่ะ... พี่ตุล”