บท
ตั้งค่า

2

ลานบ้านตระกูลเหลียนเป็นเพียงลานดินกว้างที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ผุพัง มีบ้านดินสามหลังตั้งเรียงรายกัน บ้านหลังใหญ่สุดและดูดีที่สุดเป็นของนางเจียวซื่อและครอบครัวสายหลัก บ้านหลังรองลงมาเป็นของครอบครัวสายรอง ส่วนบ้านหลังเล็กสุดที่อยู่ท้ายลานบ้าน ซึ่งสภาพแทบไม่ต่างจากเล้าไก่ คือที่ซุกหัวนอนของครอบครัวสายสาม

เหลียนเปาเดินเตาะแตะออกมาจากห้อง ลมหนาวพัดมาปะทะร่างจนนางต้องยกแขนขึ้นกอดตัวเอง สายตาของเด็กน้อยมองไปที่ริมบ่อน้ำ ซานเหนียงกำลังนั่งยองๆ ซักผ้ากองโตด้วยมือเปล่า น้ำในบ่อช่วงต้นฤดูหนาวเย็นเฉียบจนมือของนางแดงก่ำและปริแตก แต่ซานเหนียงก็ยังคงก้มหน้าก้มตาซักผ้าต่อไปพร้อมกับใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ไหลซึมออกมาเงียบๆ

"เจ้าสาม มัวแต่ชักช้าอยู่ได้ รีบไปผ่าฟืนแล้วขึ้นเขาไปล่าสัตว์เสียที"

เสียงตวาดลอยมาจากหน้าประตูบ้านใหญ่ นางเจียวซื่อหญิงชราหน้าตาดุดันโผล่หน้าออกมา มือหนึ่งเท้าสะเอว อีกมือหนึ่งชี้หน้าด่าเหลียนหวงที่เพิ่งเดินออกมาจากลานหลังบ้านพร้อมหน้าไม้และเครื่องมือล่าสัตว์ที่เก่าคร่ำคร่า

"ท่านแม่ ข้าเพิ่งซ่อมหลังคาเล้าไก่เสร็จ ขอพักกินน้ำสักอึกก่อนขึ้นเขาไม่ได้หรือขอรับ" เหลียนหวงเอ่ยปากอย่างเหนื่อยอ่อน ใบหน้าคล้ำแดดเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อแม้จะอยู่ในฤดูหนาว

"กินน้ำอะไรกัน พี่ใหญ่ของเจ้าต้องใช้เงินซื้อกระดาษกับพู่กัน หลานชายเจ้าก็ต้องบำรุงร่างกายเพื่อเตรียมสอบซิ่วฉ่าย ส่วนบ้านรองก็ต้องใช้เงินดูแลหลงซื่อที่กำลังตั้งครรภ์ บ้านเรามีรายจ่ายมากมาย เจ้ามัวแต่อู้งานแบบนี้ เมื่อไหร่จะมีเงินเข้าบ้าน รีบไปเลยนะ ถ้าวันนี้ไม่ได้ไก่ป่าหรือกระต่ายติดมือกลับมา ก็ไม่ต้องมากินข้าว"

เหลียนเปามองบิดาที่ก้มหน้ายอมรับคำสั่งอย่างเงียบๆ เขาเดินคอตกออกจากลานบ้านไป บิดาของนางทำงานหนักที่สุดในบ้าน แต่กลับถูกปฏิบัติราวกับทาส ในขณะที่ลุงใหญ่เอาแต่อ้างเรื่องการอ่านตำรา ไม่เคยหยิบจับงานหนัก ส่วนลุงรองก็อ้างว่าต้องดูแลภรรยาตั้งครรภ์ จึงเอาแต่เดินเตาะแตะไปมาในหมู่บ้าน คอยเล่นพนันชนไก่ไปวันๆ

กลิ่นหอมของข้าวสวยและหมูตุ๋นพะโล้ลอยมาจากห้องครัวใหญ่ ทำเอาท้องของเหลียนเปาร้องจ๊อกๆ นางเดินเข้าไปใกล้ครัวอย่างเงียบเชียบเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

หน้าประตูครัว นางเห็นนางเจียวซื่อกำลังคีบเนื้อหมูชิ้นโตใส่ชามให้เหลียนอ้าย เด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันกับนางซึ่งเป็นบุตรสาวของลุงใหญ่ ถัดไปคือเหลียนจง บุตรชายวัยสิบสองปีของลุงรองที่กำลังยัดข้าวเข้าปากคำโตอย่างตะกละตะกลาม

"กินเยอะๆ นะหลานย่า อ้ายเอ๋อร์ของย่ากำลังโต ส่วนจงเอ๋อร์ก็ต้องบำรุงเยอะๆ จะได้แข็งแรงเป็นเสาหลักให้ตระกูลเรา" นางเจียวซื่อยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี ช่างแตกต่างจากท่าทีดุร้ายตอนที่คุยกับบิดาของนางเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

เหลียนอ้ายสวมเสื้อผ้าฝ้ายบุนวมสีชมพูตัวใหม่เอี่ยม บนผมยังผูกริบบิ้นสีแดงสดใส ผิดกับเหลียนเปาที่สวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่งและบางเฉียบจนลมหนาวบาดทะลุถึงกระดูก

เมื่อเหลียนอ้ายหันมาเห็นเหลียนเปายืนมองอยู่ นางก็เบ้ปากด้วยความรังเกียจ

"ท่านย่าดูสิเจ้าคะ นังตัวซวยมันมาแอบดูพวกเรากินข้าวอีกแล้ว"

นางเจียวซื่อหันขวับมามอง ดวงตาเกรี้ยวกราดจ้องเขม็ง "มองอะไรนังเด็กผี บ้านนี้ไม่มีข้าวให้เจ้ากินหรอกนะ แม่เจ้ายังซักผ้าไม่เสร็จ เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์กินอะไรทั้งนั้น ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า เดี๋ยวข้าวในชามจะบูดหมดเพราะความซวยของเจ้า"

เหลียนจงหัวเราะชอบใจ เขาโยนกระดูกไก่ที่แทะจนเกลี้ยงลงบนพื้นดินตรงหน้าเหลียนเปา "อยากกินหรือไงนังขอทานน้อย เอาไปสิ กระดูกนี่ข้าให้เป็นทาน ถือว่าสงเคราะห์สุนัขจรจัดก็แล้วกัน"

แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ใหญ่ในบ้านสั่งสอนมาอย่างไร เหลียนเปามองกระดูกไก่บนพื้นด้วยสายตาเรียบเฉย นางไม่ได้ร้องไห้โวยวายหรือหวาดกลัวเหมือนร่างเดิม แต่กลับจ้องมองสองพี่น้องและหญิงชราด้วยสายตาที่เยือกเย็นจนเหลียนจงถึงกับชะงักไปเล็กน้อย

เหลียนเปาไม่สนใจเด็กเกเรและหญิงชราใจร้าย นางหมุนตัวเดินกลับไปหาซานเหนียงที่ริมบ่อน้ำ

ซานเหนียงเห็นบุตรสาวเดินมาก็รีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนเก่าๆ แล้วดึงตัวเหลียนเปาเข้ามากอด

"เปาเอ๋อร์ ออกมาทำไมลูก ลมหนาวพัดแรงนัก เดี๋ยวก็ไข้กลับหรอก" ซานเหนียงลูบผมบุตรสาวด้วยความรักและเป็นห่วง

"ท่านแม่ ข้าไม่หนาวเจ้าค่ะ ท่านแม่ต่างหากที่มือเย็นไปหมดแล้ว" เหลียนเปาจับมือที่หยาบกร้านและมีแผลปริแตกของมารดาขึ้นมาเป่าลมร้อนใส่

ซานเหนียงน้ำตาคลอเบ้า "แม่ไม่เป็นไร ขอแค่เปาเอ๋อร์ของแม่ปลอดภัยและหายป่วย แม่ก็ทนได้ทุกอย่าง"

"ท่านแม่ เราแยกบ้านกันเถอะเจ้าค่ะ" เหลียนเปาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ซานเหนียงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากบุตรสาว มองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดกลัว "ชู่ อย่าพูดเสียงดังไปลูก ถ้าย่าของเจ้าได้ยินเข้า เราจะเดือดร้อนกันหมด การแยกบ้านไม่ใช่เรื่องที่เด็กอย่างเจ้าจะพูดได้นะลูก ตราบใดที่ปู่ย่ายังอยู่ การขอแยกบ้านถือเป็นเรื่องอกตัญญูที่รุนแรงนัก"

"แต่ถ้าเราอยู่ที่นี่ต่อไป เราก็ต้องตายกันหมดนะเจ้าคะ ท่านพ่อทำงานจนแทบจะไม่มีแรงเดิน ท่านแม่ก็ต้องซักผ้าท่ามกลางลมหนาว ส่วนข้าก็ถูกเหลียนอ้ายผลักตกน้ำจนเกือบตาย ท่านแม่คิดว่าเราจะมีชีวิตรอดไปได้อีกกี่ฤดูหนาวเจ้าคะ หรือท่านแม่จะทนเห็นข้าต้องอดตายอยู่ที่นี่"

นางรู้ดีว่าสิ่งที่บุตรสาวพูดคือความจริง ครอบครัวของนางถูกกดขี่ข่มเหงจนแทบไม่มีที่ยืน แต่ด้วยกรอบประเพณีและความหวาดกลัวนางเจียวซื่อที่ฝังรากลึก ทำให้นางไม่กล้าแม้แต่จะคิดขัดขืน

"เรื่องนี้ เอาไว้ให้พ่อของเจ้ากลับมาก่อนแล้วค่อยปรึกษากันเถอะนะลูก ตอนนี้เจ้ากลับไปนอนพักในห้องก่อนเถอะ" ซานเหนียงถอนหายใจยาว ตัดบทสนทนาเพียงแค่นั้นด้วยความอับจนหนทาง

เหลียนเปาพยักหน้ายอมทำตาม นางรู้ว่าการเปลี่ยนความคิดของผู้ใหญ่ในยุคโบราณไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะคนที่ถูกกดหัวมานานอย่างบิดามารดาของนาง

การจะให้พวกเขาลุกขึ้นสู้ต้องมีตัวกระตุ้นที่รุนแรงกว่านี้ และต้องมีหลักประกันว่าเมื่อแยกบ้านไปแล้ว พวกเขาจะสามารถเอาชีวิตรอดได้

เมื่อกลับเข้ามาในห้องแคบๆ เหลียนเปาก็ตั้งสมาธิเข้าไปในมิติลับอีกครั้ง นางนำกระบอกไม้ไผ่เก่าๆ ที่เจอในมุมห้องตักน้ำพุวิญญาณจนเต็ม แล้วนำออกมาวางไว้ซ่อนใต้เตียง นางตั้งใจว่าคืนนี้เมื่อบิดากลับมา นางจะให้ทั้งสองคนดื่มน้ำพุวิญญาณเพื่อฟื้นฟูร่างกายเสียก่อน

ร่างกายที่แข็งแรงคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้

ส่วนเรื่องแผนการแยกบ้าน นางเริ่มมีเค้าโครงในหัวแล้ว ในเมื่อนางเจียวซื่อหน้าเงินและเห็นแก่ตัวขนาดนั้น นางก็แค่ต้องหาวิธีทำให้บ้านสามกลายเป็นตัวซวยหรือเป็นภาระก้อนใหญ่ที่บ้านใหญ่และบ้านรองไม่อยากแบกรับอีกต่อไป เมื่อถึงเวลานั้น นางเจียวซื่อจะต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากขับไล่พวกเขาออกไปเอง

รอก่อนเถอะตระกูลเหลียน ข้าจะทำให้พวกท่านรู้ว่า การกดขี่บ้านสามคือความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุด เด็กน้อยพึมพำกับตัวเอง ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดในห้องดินซอมซ่อ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel