2 เมื่อโลกหมุน
ความเงียบปกคลุมรถอยู่ชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบตัวถังรถราวกับบทเพลงหม่นเศร้า พิมพ์นารินรู้สึกถึงบรรยากาศที่เริ่มอึดอัดและร้อนรุ่มแปลก ๆ เธอจึงตัดสินใจถามต่อ
“พี่ขับแกร็บมานานหรือยังคะ”
“พี่เพิ่งมาขับได้แค่สองเดือนเอง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เป็นไงบ้าง...พิมพ์สบายดีมั้ย” น้ำเสียงของเขาเริ่มผ่อนคลายลง เปลี่ยนมาเป็นความสนิทสนมที่คุ้นเคย แต่อบอวลไปด้วยมวลพลังงานบางอย่างที่สื่อถึงกัน
“ก็เรื่อย ๆ ค่ะ พิมพ์ย้ายบ้านแล้วนะคะ”
“ที่จะไปนี่... คือบ้านใหม่ของพิมพ์เหรอ” เขาจำได้แม่นว่าบ้านเดิมของเธอไม่ได้อยู่แถวพัฒนาการ ความทรงจำเกี่ยวกับตัวเธอไม่เคยเลือนหายไปจากสมองของเขาเลย
“ค่ะ เป็นบ้านใหม่ แม่พิมพ์แต่งงานใหม่ พิมพ์กับแม่ก็เลยย้ายมาอยู่บ้านพ่อเลี้ยง”
ศุภกรณ์พยักหน้ารับรู้ เขาขยับแขนข้างหนึ่งวางลงบนที่พักแขนกลางรถอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะบังคับพวงมาลัยด้วยมือข้างเดียว ท่าทางที่ดูแข็งแกร่งและเชี่ยวชาญนั้นทำให้พิมพ์นารินลอบกลืนน้ำลาย
“พิมพ์เรียนจบ แล้วก็ทำงานเลยใช่มั้ย... ทำงานอะไร บอกพี่ได้มั้ย”
“พิมพ์เป็นบรรณารักษ์ค่ะ”
“อ๋อ... มิน่าล่ะ ถึงดูเรียบร้อยขึ้น” เขาพูดยิ้ม ๆ แต่สายตาที่มองผ่านกระจกหลังกลับบอกความหมายตรงกันข้าม เพราะชุดที่เธอใส่ในคืนนี้มันไม่มีความเรียบร้อยเลยสักนิด
“แล้ว...แต่งงานหรือยังล่ะ”
“ยังเลยค่ะ...แล้วพี่ล่ะ”
“พี่ก็ยังเหมือนกัน” คำตอบของเขา ทำให้ใจที่เคยหนักอึ้งของเธอเบาลงอย่างประหลาด
“แล้วพี่กรณ์ยังเล่นดนตรีอยู่หรือเปล่า”
“ไม่ได้เล่นแล้วล่ะ พอช่วงโควิดระบาด พี่ไม่มีงาน ก็เลยเปลี่ยนไปขายของออนไลน์อยู่พักหนึ่ง แล้วก็มาขับแกร็บอย่างที่เห็นนี่แหละ”
“ขยันขนาดนี้ จะเก็บเงินแต่งงานหรือไงคะ” พิมพ์นารินแกล้งแซว พร้อมกับส่งยิ้มหวานที่มุมปาก
“ก็ไม่เชิงหรอก แต่ทุกอย่างมันต้องขับเคลื่อนด้วยเงินน่ะสิ” เขาอธิบายพลางกระตุกยิ้มที่ทำให้หัวใจคนมองสั่นไหว
“แหม่... ฟังดูน่าอิจฉานะคะ ใครได้แต่งงานด้วยคงสบายแน่ ๆ เลย”
“ใครจะมาสนใจคนหาเช้ากินค่ำอย่างพี่กันล่ะ” เขาถอนหายใจสั้น ๆ ทว่าสายตาที่จ้องมองเธอนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
“พี่ยังไม่มีแฟนเหรอคะ”
“ยังหรอก...แล้วพิมพ์ล่ะ มีแฟนหรือยัง”
“ตอนนี้... ยังค่ะ”
“จริงเหรอ... ไม่น่าเชื่อ” เขาทำเสียงสูงอย่างหยอกเย้า สายตาคมโลมเลียไปตามลำคอระหงของหญิงสาวที่ดูนวลตาภายใต้แสงไฟสลัวในรถ
“แหม... ผิดมากหรือไงคะ ที่พิมพ์ยังโสด”
“สงสัยจะช่างเลือกสินะ” เขากระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่หรอกค่ะ แต่ว่าพิมพ์ไม่อยากผิดหวังเหมือนเมื่อห้าปีก่อน...” ประโยคนี้ทำให้บรรยากาศในรถชะงักกึก พิมพ์นารินจ้องสบตาเขาผ่านกระจกมองหลังอย่างไม่ลดละ “ตอนนั้นมีรุ่นพี่บางคนหายไปเฉย ๆ ทิ้งให้พิมพ์ต้องเคว้งคว้างอยู่คนเดียว”
ศุภกรณ์นิ่งไปครู่หนึ่ง หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเมื่อรับรู้ถึงความตัดพ้อในน้ำเสียงหวาน
“ทำไมถึงพูดอย่างนั้นละครับ”
“พี่ก็น่าจะรู้ตัวดีนี่คะ แต่ช่างเถอะ เรื่องมันก็นานมาแล้ว” พิมพ์นารินเบือนหน้าหนีออกไปมองสายฝนด้านนอกพยายามซ่อนความรู้สึกที่กำลังปะทุ
“ใครกันนะ...ช่างใจร้ายจัง” เขาแกล้งตีมึน แต่น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นกลับฟังดูแหบพร่าและเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก
“จะให้บอกชื่อมั้ยคะ...” เธอหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันนิ่งนาน ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วห้องโดยสารที่แคบลงทุกที