บทที่ 1.8
เจี่ยนอิงอ้าปากค้างมองคนตัวเล็กกว่าที่เขาตระหนักดีว่าแม้นางจะตัวเล็ก แต่กลับมีพิษสงอันน่าตระหนกรอบด้าน หากเปรียบนางเป็นดังบุบผา จูเสวี่ยหลินก็เป็นดังกุหลาบเช่นกลิ่นกายบนตัวนาง กุหลาบที่มีทั้งความงดงามที่แฝงเอาไว้ด้วยอันตราย เพราะกุหลาบนั้นมีหนามอันแหลมคมที่ไม่ควรประมาท
ความเฉลียวฉลาด ความคล่องแคล่ว ความงดงามที่มาพร้อมกับความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ทำให้ในสายตาเขาแล้วจูเสวี่ยหลินเป็นหญิงสาวที่อยู่เหนือสตรีทุกผู้ในผืนแผ่นดินนี้ ทุกอย่างที่เป็นนางทำให้เขาหวาดหวั่น เขาไม่คู่ควร ไม่ดีพอ และไม่แน่ใจว่าตนสามารถยืนอยู่ข้างกายนางได้
แส้ของเจี่ยนอิงถูกโยนลงบนพื้น ในยามที่จูเสวี่ยหลินตรงเข้าไปหาเขา หมัดทั้งสองข้างที่ปล่อยออกไป แม้ไม่ได้เจือเอาไว้ด้วยกำลังภายใน เพราะนางยังฝึกได้ไม่ถึงไหน แต่ทุกครั้งที่หมัดนั้นพุ่งออกไป มันก็มั่นคง หนักหน่วง แม่นยำพอที่จะให้เจี่ยนอิงที่คอยต้านรับไปพร้อมๆ กับระวังไม่ให้นางต้องเจ็บตัวเสียเอง ต้องถอยร่นไปด้านหลังไม่เป็นท่า
เมื่อโจมตีเจี่ยนอิงไม่สำเร็จ จูเสวี่ยหลินที่ออกแรงไปจนรู้สึกเหนื่อยก็หยุดลง หญิงสาวหันหลังกลับแล้วเดินกลับไป จนทำให้เจี่ยนอิงใจหายขึ้นมาจริงๆ
เขาไม่คิดว่านางจะถอดใจง่ายถึงเพียงนี้ ทว่าเขายังไม่ทันได้รั้งนางเอาไว้ จูเสวี่ยหลินพลันก้มลงหยิบแส้ที่เพิ่งโยนทิ้งไปขึ้นมา
เพลงแส้เหมันต์ไร้ใจของเจี่ยนอิง ถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีผู้ที่คิดค้น
ระหว่างที่เขาหลบการโจมตีของนางอยู่นั้น สายตาพลันปะทะเข้ากับพู่สีดำที่ร้อยเอาไว้กับไข่มุกเม็ดใหญ่สีชมพูที่เขาแทบจะเอาชีวิตแลกมาเพื่อมอบมันให้จูเสวี่ยหลิน
ในครานั้นเจี่ยนอิงและจูเสวี่ยหลินเดินทางท่องเที่ยวไปยังแคว้นฉิน ซึ่งเป็นแคว้นที่ด้านหนึ่งติดกับทะเล และแคว้นฉินก็ขึ้นชื่อในเรื่องของไข่มุกน้ำงาม หายาก และล้ำค่า เรียกขานกันตามชื่อของเมืองนั้นว่าไข่มุกหมิงจู
ทุกปีที่เมืองหมิงจูก็จะจัดงานประจำปีขึ้น ซึ่งในงานนั้นจะจัดให้มีการปนระลองหมัดมวยโดยห้ามให้ใช้วรยุทธ์อย่างเด็ดขาด และในงานก็จะมีเหล่าผู้กล้าจากทั่วทุกสารทิศเข้าร่วมมากมาย จุดประสงค์ก็เพื่อแย่งชิงไข่มุกล้ำค่าไปเป็นของกำนัลแด่คนสำคัญ
เจี่ยนอิงที่วรยุทธ์ยังไม่คงที่ แอบไปลงชื่อเข้าร่วมการประลองหมัดมวย กว่าที่จูเสวี่ยหลินจะรู้ว่าเขาคือหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน นางก็ไปยืนอยู่ข้างสนามการต่อสู้และได้เห็นเขาพยายามอย่างสุดความสามารถ ทั้งที่ในยามนั้นเขาไม่ใช่เจี่ยนอิงคนที่สามารถฆ่าคนได้โดยไร้ซึ่งความลังเล แต่เขาคืออาอิงผู้ที่ยังคงหวาดกลัวที่จะเข้าใกล้ผู้คน
แม้จะเดือดดาลแต่ในความเดือดดาลนั้น กลับแฝงเอาไว้ด้วยความยินดี เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เขาไม่เคยพูดคุยกับคนแปลกหน้าเลยนอกจากนาง แต่เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันนี้โดยไม่ให้นางรู้ เขาจึงจำเป็นต้องแอบออกมาจากโรงเตี๊ยมเพื่อเข้าสมัคร และแน่นอนว่าการคัดเลือกคงจะไม่ง่ายเช่นกัน
กระทั่งตอนนี้เจี่ยนอิงก็ยังคงไม่บอกจูเสวี่ยหลิน เรื่องที่เขาต้องจ่ายค่าสมัครเป็นสองเท่า เพียงเพราะเขาเป็นคนต่างถิ่นที่ไม่รู้รายละเอียดของการแข่งขัน หลังจากนั้นไม่นานเขาจึงได้รับรู้ว่าเขาถูกโกง
หากหญิงสาวรู้ว่าเขาถูกโกงเงินค่าสมัคร มีหวังงานในวันนั้นคงได้ถูกนางอาละวาดจนล่มไม่เป็นท่าแน่นอน และเงินอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเงินจำนวนสุดท้ายที่เขามีก็หมดลง หลังจากทำงานหลังขดหลังแข็ง ในการแบกหามถึงสามวันสามคืน เพียงเพื่อจ่ายค่าพู่ประดับสีดำอันแสนอัปลักษณ์ด้วยราคาสูงลิ่ว เพราะตัวเขาไม่มีความรู้เรื่องนี้
เมื่อนึกถึงรอยยิ้มยินดีของจูเสวี่ยหลิน ในยามที่เขามอบพู่ประดับสีดำห้อยด้วยไข่มุกล้ำค่า ด้วยใบหน้าที่เขียวช้ำและบาดแผลตามเนื้อตัว เจี่ยนอิงก็ลืมหมดสิ้นทั้งความขัดเคืองที่ถูกหลอก กระทั่งหลังจากวันนั้นเขาก็ล้มป่วยแทบจะเอาชีวิตไม่รอด เพราะบอบช้ำภายในอย่างรุนแรง
เจี่ยนอิงยังจำได้ว่าวันนั้นเขาเพิ่งจะเคยเห็นใบหน้าราวกับอยากจะฆ่าคนให้ตายของจูเสวี่ยหลิน และคนที่ทำให้นางเดือดดาลถึงขั้นนั้นก็คือตัวเขาเอง
เงาร่างของหนึ่งบุรุษและหนึ่งหญิงสาวในชุดรัดกุม ซึ่งกำลังประมือกันอย่างดุเดือดใกล้กับบริเวณสุสานหลวง ดึงดูดความสนใจของชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้น รวมไปถึงชาวยุทธ์ที่ชื่นชอบการต่อสู้ พวกเขาต่างก็อยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น โดยที่ผู้ที่กำลังตกเป็นเป้าทั้งสองไม่รับรู้แม้แต่น้อย ดังนั้นการประมือที่ดูเหมือนจะมีฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว จึงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งคนที่หมดแรงก่อนหยุดลง แน่นอนว่าจูเสวี่ยหลินคือคนผู้นั้น
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ และเสียงหอบถี่รัวของหญิงสาวทำให้เจี่ยนอิงขมวดคิ้ว การโจมตีของนางแต่ละครั้ง เขาจดจำได้ไว้ทั้งหมดว่าตรงไหนยังคงบกพร่อง เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เขาสอนให้ นางเขายังคงจดจำได้ไม่หมด ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน เมื่อเขารู้ว่าจุดใดที่เป็นจุดอ่อนของกระบวนท่า เขาก็อยากจะให้นางแก้ไขในจุดนั้น
“เจ้าต้องปรับลมหายใจและฝึกการเดินลมปราณอย่างที่ข้าได้สอนไปให้บ่อยขึ้น เจ้ายังด้อยเรื่องกำลังภายใน แต่กระบวนท่าของแส้ไม่ซับซ้อน หากว่าเจ้าโจมตีอย่างไร้ทิศทางเช่นนี้ สักวันเจ้าอาจถูกคู่ต่อสู้รู้จุดอ่อน”
เจี่ยนอิงที่จับปลายของแส้อีกด้านของนางเอาไว้ได้ แต่นั่นกลับยิ่งเป็นการเพิ่มความหงุดหงิดและเดือดดาลให้คนฟังเป็นอย่างยิ่ง
