บทที่ 1.9
“หนอย เวลาอะไรยังมีหน้ามาสอน เจ้าคนน่าโมโห! ข้าเดือดดาลถึงเพียงนี้ กลับยังมีหน้ามาสอนวรยุทธ์อยู่อีกหรือ”
พูดยังไม่ทันจบจูเสวี่ยหลินก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นางกระโดดขึ้นสูง ก่อนจะเตะเข้าไปยังกลางลำตัวของเจี่ยนอิงเต็มแรง คนที่ถูกโจมตีกลับยังคงยืนนิ่ง และใช้เพียงแขนสองข้างตั้งรับอย่างไม่สะทกสะท้าน
เจี่ยนอิงรวบตัวหญิงสาวเอาไว้อย่างง่ายดาย ทั้งยังยัดเยียดแส้ไปในมือของนาง บังคับให้นางเคลื่อนไหวอย่างที่เขาต้องการ เพื่อพยายามให้นางจดจำกระบวนท่าที่เขาเห็นว่านางยังคงบกพร่อง และพยายามให้นางมองเห็นจุดอ่อนของตัวเองในยามที่นางบุกเข้าโจมตี
“พลิ้วไหวดังสายน้ำ แข็งแกร่งดุจหินผา เยือกเย็นดังหิมะ และดุดันสง่างามดังนางหงส์ ในยามที่เจ้าโจมตี อย่าปล่อยช่องว่างใต้ช่วงแขนให้กว้างจนเกินไป นั่นอาจจะให้ทำคู่ต่อมองเห็นช่องที่จะโจมตีกลับได้ จุดอ่อนของเจ้าอยู่ตรงนี้ แต่หากเจ้าวางมือให้ต่ำเพื่อปกปิดจุดอ่อน...”
“อาอิง เจ้าคนน่าโมโหปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ หากแน่จริงอยู่นิ่งๆ ให้ข้าตีเสีย!” จูเสวี่ยหลินดิ้นรนสุดแรง ทว่ากลับไม่อาจหลุดจากอ้อมแขนของเขาไปได้ นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาจะแรงเยอะขนาดนี้ ทั้งที่ตลอดมานางก็ตีเขาได้อย่างใจอยากทุกครั้ง โดยไม่ระแคะระคายเลยว่าเป็นเพราะทุกครั้งเจี่ยนอิงยอมให้นางเสมอ ไม่เช่นนั้นนางมีหรือจะว่องไวเท่าเขาที่มีกำลังภายในเป็นเลิศ แม้ว่าความทรงจำของเขายังไม่กลับมา แต่ความเคยชินของผู้ฝึกยุทธ์ทำให้การตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างของเขาเป็นไปตามธรรมชาติ การเคลื่อนไหวและความสามารถที่มักจะถูกดึงออกมา ในยามที่เขาเองก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นกัน
“เจ้าหยุดให้ข้าเดี๋ยวนี้นะเจี่ยนอิง!” จูเสวี่ยหลินตวาดลั่นด้วยความโมโห ทั้งยังหายใจหอบจนตัวโยน
และนั่นทำให้เจี่ยนอิงพลอยชะงักไปด้วย ในที่สุดคนทั้งสองก็มีเวลาให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้าง เมื่อครู่เพราะต่างคนต่างก็พะว้าพะวงกับความคิดของตัวเอง จนไม่รับรู้เลยว่าตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่กันเพียงลำพังอีกต่อไป
“บ้าที่สุด!!” เจี่ยนอิงสบถออกมาคำหนึ่งทำให้จูเสวี่ยหลินสะดุ้ง
“เจ้าว่าอะไรนะ!” นางถลึงตาใส่เขาเพราะคิดว่าเขาสบถให้ตน
“...ข้าไม่ได้จะว่าเจ้า แต่ข้าถึงกับปล่อยให้มีคนเข้าใกล้เราได้โดยที่ข้าไม่รู้ตัวเลยสักนิด”
เขาเอ่ยออกมาทั้งที่สายตาของเขากลับมองกวาดไปรอบๆ โดยที่มือทั้งสองข้างยังคงเกาะกุมข้อมือทั้งสองข้างของหญิงสาวเอาไว้แน่น
เขาโทษตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะหากเป็นก่อนหน้าที่เขาจะสูญเสียความทรงจำ ในยามที่เขายังเป็นนักฆ่าผู้เลือดเย็นนั้น ประสาทรับรู้ของเขามักจะเฉียบไวอยู่เสมอ
ไม่มีทางที่จะมีคนเข้าใกล้เขาได้โดยที่เขาไม่รู้ตัว
ทว่าในยามนี้กลับมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนมองดูการประมือของเขาและจูเสวี่ยหลิน ทั้งยังไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไรแล้ว หากคนเหล่านี้ประสงค์ร้ายทั้งต่อเขาและนาง ป่านนี้ทั้งสองอาจโดนอีกฝ่ายฉวยโอกาสโจมตีโดยไม่ทันได้ตั้งตัวก็เป็นได้
“เจ้าปล่อยข้านะ”
“อยู่นิ่งๆ เรากำลังตกเป็นเป้า ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์ดีหรือร้าย”
“เกี่ยวอันใดกับพวกเรากัน พวกเขาไม่รู้จักเราเสียหน่อย...อย่ามาถ่วงเวลา ให้ข้าตีสักทีข้าก็หายโมโหแล้ว หลังจากนั้นเจ้าจะหนีก็หนี ข้าจะตามหรือไม่มันเป็นเรื่องของข้า”
ได้ยินเช่นนั้นเจี่ยนอิงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างยอมแพ้ เพราะเขารู้จักนางดีกว่าใคร
จูเสวี่ยหลินคือหญิงสาวที่สามารถดื้อรั้นเป็นเด็กๆ หากนางไม่พอใจขึ้นมา และนางไม่มีทางปล่อยให้เรื่องใดค้างคาโดยไม่ได้สะสางเป็นอันขาด ในยามนี้สิ่งที่เขาทำได้คือพยายามต่อรอง
“หากเจ้ายอมเชื่อข้าสักครั้งให้ข้าจัดการเรื่องนี้ หลังจากเสร็จเรื่องข้าจะยอมอยู่นิ่งให้เจ้าตีก็ได้”
“คำไหนคำนั้น?”
“ใช่ คำไหนคำนั้น”
“ตกลง”
จูเสวี่ยหลินยินยอมโดยดี ทำให้เจี่ยนอิงโล่งอกจนแทบจะถอนหายใจออกมาดังๆ เขาปล่อยหญิงสาวให้เป็นอิสระก่อนจะส่งแส้คืนให้นาง แล้วหันมาสนใจกลุ่มคนที่กำลังยืนมองอยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว ซึ่งความรู้สึกของเขารับรู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดมีวรยุทธ์
“พวกเขามีวรยุทธ์ดังนั้นอย่าพูดหรือแสดงท่าทีอะไร”
“รู้แล้ว!”
แม้ไม่หันกลับไปมอง เจี่ยนอิงก็พอจะเดาออกว่าจูเสวี่ยหลินกำลังทำปากยื่นด้วยท่าทีขัดใจ เนื่องจากปกติแล้วนางมักจะเป็นคนออกหน้าเสมอในยามที่ทั้งสองคนกำลังมีเรื่อง
ทว่าในตอนนี้ทั้งเขาและนางต่างก็ตระหนักดีว่าหากให้เขาที่กลับมาเป็นเจี่ยนอิงคนเดิมจัดการกับเหล่าชาวยุทธ์ คงจะทำให้เรื่องราวต่างๆ ง่ายยิ่งกว่าง่าย อีกทั้งหญิงสาวเองก็ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย เพราะหากให้นางเป็นคนจัดการ ก็คงไม่แคล้วต้องได้ประมือออกกำลังอยู่ร่ำไป
ความจริงนางนิสัยเหมือนเขาในยามที่เขายังคงอยู่เคียงข้างมารดา เขาเองก็เคยใจร้อนและไม่ชอบให้ใครตอแย หากเรื่องใดที่เขาบอกว่าไม่ออกไปแล้ว ต่อให้ต้องสู้หรือเจ็บตัว เขาก็จะสู้
