บทที่ 1.6
ร่องรอยของเจี่ยนอิงถูกลบเลือน แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้จูเสวี่ยหลินถอดใจ นางใช้วิธีเดาใจเขาแทน การมาถึงเมืองหลวงแคว้นหนานของเจี่ยนอิงไม่ใช่เพียงบังเอิญ เขามีเป้าหมาย และนางรู้ว่าที่นั่นก็คือสถานที่ซึ่งเกิดเรื่องราวขึ้น ก่อนที่เขาจะสูญเสียความทรงจำ
สุสานตระกูลหลี่...
สถานที่ซึ่งเขาได้รับรู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่บุตรชายแท้ๆของสตรีที่เลี้ยงดูเขามา แต่เขาถูกนางลักพาตัวมาจากบิดาและมารดาที่แท้จริง เพียงเพราะนางเคียดแค้นและชิงชังคนทุกผู้ที่คอยขัดขวางนาง ไม่ให้นางหาร่องรอยของบุรุษที่นางทั้งรักและแค้นพบ
บุรุษร่างสูงที่กำลังยืนหันหลังให้จูเสวี่ยหลินนิ่ง ทำให้หญิงสาวเองก็ไม่ได้เดินเข้าไปหา หญิงสาวรู้ดีว่าเขารับรู้การมาถึงของนาง แต่นางก็ยังเลือกที่จะรอให้เขาพร้อมที่จะหันกลับมาเผชิญหน้ากับนางด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่เพราะนางกดดันหรือบังคับให้เขาทำ
เจี่ยนอิงยืนมองซากปรักหักพังในอดีตด้วยใบหน้าเรียบเฉย ความทรงจำที่เพิ่งจะครบถ้วนยังคงให้ส่งผลต่อความรู้สึก ทั้งความเจ็บปวด ความรัก และความแค้น ทั้งหมดนี้ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจ จนยากที่จะทำเป็นไม่แยแส
หากเพียงแต่เขาจะลืมมันไปอย่างที่เป็น หากเพียงแต่เขายังคงสูญเสียความทรงจำเช่นเดิมทุกอย่างคงง่ายขึ้น เขาคงยังสามารถยืนอยู่ข้างกายนาง ท่องเที่ยวและเล่นสนุกไปวันๆ เหนื่อยก็พัก หิวก็หาอะไรให้นางกิน หมดแรงก็นอนพัก ไม่ว่าจะเป็นกลางป่าหรือในชุมชนที่พลุกพล่าน ชีวิตอิสรเสรีไร้ข้อผูกมัดคือสิ่งที่เขาเฝ้าแต่ฝันถึงมาโดยตลอด
ทว่าทั้งหมดนั้นคล้ายฝันตื่นหนึ่ง ในยามนี้เขาได้ตื่นจากฝันนั้นแล้ว ตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อพบกับความจริงที่ว่า...เขาและนางไม่อาจอยู่ร่วมกัน
“มาแล้วหรือ” ในที่สุดเจี่ยนอิงก็หันกลับไปหาหญิงสาวที่ยืนนิ่งเงียบนับตั้งแต่มาถึง
ใบหน้าเนียนที่แดงก่ำเพราะแดดแผดเผา ทำให้เขาต้องอดทนที่จะไม่โทษตัวเองซึ่งเป็นต้นเหตุ เนื่องจากในยามปกติจูเสวี่ยหลินจะอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
หญิงสาวทำเช่นนี้เสมอ โดยให้เหตุผลว่ามันคือความเคยชินที่จะปกปิดโฉมหน้าของตัวเอง เนื่องจากโลกที่นางจากมา นางและสหายอีกสี่คนมีรูปลักษณ์ที่ต่างไป ทำให้นางมักจะตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นเสมอ ไม่ว่าจะย่างกรายไปที่ไหน
แต่เป็นเขาที่ขอให้นางปฏิบัติตัวอย่างคนที่นี่ ขอให้นางปรับตัว และใช้ชีวิตเช่นเดียวกันกับเขา เป็นชาวยุทธ์ธรรมดาที่เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้าค่ำไหนนอนนั่น ซึ่งนั่นคงเป็นสาเหตุให้จูเสวี่ยหลินยังคงแต่งกายอย่างชาวยุทธ์ ทั้งที่หญิงสาวสามารถสวมชุดที่มีเกราะพรางตัว ทำให้ไม่มีใครรับรู้ตัวตนและไม่มีใครมองเห็นนาง
หญิงสาวคงทำมันมาหลายวันแล้ว ดูจากผิวพรรณขาวละเอียดที่โดนแดดแผดเผาจนเริ่มมีรอยแดงพาดผ่าน
“เจ้ากลับไปยังที่ของเจ้าเสีย ข้าเองก็จะไปตามทางของข้า อย่าเกี่ยวข้องกันอีกเลยนับจากนี้” เจี่ยนอิงพยายามรักษาน้ำเสียงให้ราบเรียบ พร้อมๆ กับรักษาใบหน้าให้สงบนิ่ง
“อิง” จูเสวี่ยหลินเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดังเดิม “คิดถึงจัง” นางยิ้มแล้วก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา
ด้วยความสูงที่แตกต่าง ทำให้หญิงสาวต้องเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีเล็กน้อย เขาเป็นเช่นนี้เสมอนับตั้งแต่ติดตามนาง หากนางเข้าประชิดตัวหรือเข้าใกล้ เขามักจะหลุดกิริยา
เจี่ยนอิงคือบุรุษที่ไม่อาจเก็บงำความเขินอาย โดยเฉพาะยามที่จูเสวี่ยหลินจู่โจมเขาก่อน และสิ่งที่ทำให้จูเสวี่ยหลินยิ่งมั่นใจว่าไม่ว่าความทรงจำของเขาจะกลับมาหรือไม่ เจี่ยนอิงตรงหน้าก็คืออาอิง...ของนาง
“เจ้าถอยไป! ข้าเป็นบุรุษส่วนเจ้าเป็นอิสตรี ไม่ควรใกล้ชิดเกินงาม”
“ทำไมหรือ เจ้ากลัวจะผิดประเพณี? อย่าห่วงเลยข้าจะรับผิดชอบเจ้าเอง” จูเสวี่ยหลินเย้ากลั้วหัวเราะ
“เจ้า...” เจี่ยนอิงจนด้วยคำพูด เขาทั้งโมโหทั้งขัดเขินจนไม่รู้ว่าควรจะวางมือเอาไว้ตรงไหน ได้แต่ละล้าละลังจนลืมแม้กระทั่งถอยหลัง
“กลับไปกับข้า อยู่ข้างกายข้า” จูเสวี่ยหลินไม่ปิดบังและไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย ใบหน้าของนางยังคงจ้องมองไปยังเขาไม่มีท่าทียอมแพ้
เจี่ยนอิงยืนนิ่ง ดวงตาคมที่อ่อนแสงลงกว่าตอนแรก จ้องตอบหญิงสาวอย่างค้นหา เขาแทบจะเผลอตอบตกลงออกไป หากไม่ใช่เพราะนึกถึงสาเหตุที่เขาต้องจากมาได้เสียก่อน
เขากับนางไม่อาจอยู่ด้วยกัน ไม่อาจเนรคุณด้วยการแสร้งทำเป็นเมินเฉยไปได้ การที่เขาไม่อาจแก้แค้นให้บุพการีก็นับว่าเนรคุณจนหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว
“ไปซะ! ข้าไม่ใช่บุรุษคนเดิมในวันวานที่เจ้ารู้จักอีกแล้ว ข้าเจี่ยนอิง...จอมปิศาจแดนใต้ที่ฆ่าคนโดยไม่เห็นเลือดสักหยด ข้าไม่ใช่บุรุษอ่อนแอผู้นั้น เพราะบัดนี้ข้าจดจำทุกอย่างได้แล้ว จำได้แม้กระทั่งว่าเจ้าและพี่สาวของเจ้าคือสาเหตุการตายของท่านแม่!”
เจี่ยนอิงแสร้งทำเป็นเสียงดัง ขณะจ้องมองใบหน้าที่ยังคงยิ้มน้อยๆ ของหญิงสาว
นางกำลังทำให้เขาโกรธจริงๆ แล้ว ทั้งที่เขาแสร้งโมโหในคราแรก เพราะท่าทีของนางคล้ายกำลังรู้เท่าทันความคิดของเขา และนั่นทำให้เจี่ยนอิงเจียนคลั่ง
