บท
ตั้งค่า

บทที่ 1.5

จูเสวี่ยหลินเอ่ยทั้งยังจ้องหน้าเขาเขม็ง เขากระวนกระวายเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า

‘พยักหน้าไม่ใช่คำตอบ ข้ารู้ว่าเจ้าพูดได้ ตอบข้ามา รู้หรือไม่รู้’ จูเสวี่ยหลินยังคงน้ำเสียงให้ราบเรียบ เพราะเกรงว่าเขาจะตื่นกลัว ด้วยสังเกตเห็นว่าเขาจะจับอารมณ์ของผู้คนจากน้ำเสียง หากนางเสียงเข้มขึ้นเพียงเล็กน้อย ความลนลานจะเผยออกมาทางแววตาเขาทันที คล้ายเกรงว่าเขาจะทำให้นางโกรธ

‘ระ...รู้’ เขาตอบเสียงเบา

จูเสวี่ยหลินลอบยิ้ม ‘ดี เช่นนั้นเจ้าจะเชื่อฟังข้าใช่หรือไม่’

‘เชื่อ’ เขาตอบและพยักหน้าในคราวเดียวกัน

‘อืม ถ้าเช่นนั้นฟังข้า นับจากนี้ชื่อของเจ้าคืออิง ข้าคือเสวี่ย’ จูเสวี่ยหลินทวนซ้ำๆ เพื่อให้เขาเข้าใจ

‘อิง...นายหญิง’ เขาเรียกชื่อตัวเองก็จริงแต่กลับยังเรียกนางว่านายหญิง

ในตอนนั้นนางไม่เข้าใจว่าก่อนที่จะเจอกันเกิดอะไรขึ้นกับเขา นางจึงทำได้เพียงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

‘ไม่ใช่นายหญิงเรียก เสวี่ย พูดสิ เสวี่ย’

‘นายหญิง นายหญิง’ เขาส่ายหน้ารุนแรงแล้วนั่งลงกับพื้นก่อนจะมีท่าทีหวาดกลัวอย่างรุนแรง กระทั่งนางก้าวเข้าไปหาเขาก็สะดุ้งแล้วขยับตัวหนี

ในวันที่นางได้คำตอบว่าบาดแผลทางจิตใจที่เขาได้รับนั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากก่อนหน้าที่เขาจะสูญเสียความทรงจำเท่านั้น แต่หลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาเขาก็ถูกสองสามีภรรยาตระกูลเหวินทารุณกรรม เพียงเพราะความชื่นชอบที่วิปริตทางจิตใจของตนเอง

จูเสวี่ยหลินตัดสินใจพาเจี่ยนอิงกลับไปหาคนที่ทำร้ายเขาโดยไม่หยุดคิดแม้แต่น้อย นางก็เป็นคนเช่นนี้หากไม่หาเรื่องนางก่อนนางก็ไม่ยุ่งกับผู้อื่น แต่หากกล้าทำให้นางขุ่นเคืองเมื่อใดก็ตาต่อตาฟันต่อฟัน

หลังจากที่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจี่ยนอิงบ้าง นางก็กลับโรงเตี๊ยมด้วยเพลิงพิโรธที่ยังคุกรุ่น ท่าทีการก้าวเดินฉับๆ คล้ายอารมณ์เสียเต็มที่ ทำให้ชาวบ้านหลายคนไม่กล้าเดินเฉียดเข้ามาใกล้ เนื่องจากสิ่งที่ได้ยินมาทำให้หญิงสาวโกรธสุดๆ จนรู้สึกเหมือนอยากจะฆ่าใครสักคนให้ตาย จึงจะสามารถระบายอารมณ์เช่นนี้ลงได้ เมื่อคิดถึงสิ่งที่เจี่ยนอิงต้องพบเจอในระยะหนึ่งเดือนที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเหวินแห่งนั้น

ทว่าในยามที่กลับไปถึงโรงเตี๊ยม ความโกรธเกรี้ยวของนางพลันปลิวหายไปจนหมดสิ้น เพราะเสี่ยวเอ้อปรี่เข้ามาหานางด้วยใบหน้าที่จวนเจียนจะร้องไห้ ในตอนนั้นจูเสวี่ยหลินรู้สึกแตกตื่นเล็กน้อย ในใจก็เริ่มคิดในแง่ร้ายว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเจี่ยนอิง

‘เกิดอะไรขึ้น’

‘ท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ ข้ารอท่านตั้งนาน คนผู้นั้นที่ท่านพากลับมาด้วย ตั้งแต่ท่านออกไปเขาก็นั่งอยู่ที่โต๊ะไม่ขยับไปไหนเลย ถามก็ไม่ยอมตอบ เอาแต่นั่งตัวแข็งอยู่แบบนั้น ตอนนี้ลูกค้าเข้ามากินอาหารจนโต๊ะเต็มไม่มีที่ว่าง เหลือโต๊ะนั้นเพียงโต๊ะเดียว ดังนั้น...’

‘เขานั่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่บ่ายเลยหรือ’

จูเสวี่ยหลินเลิกคิ้วอ้าปากค้าง เพราะนางออกไปจากโรงเตี๊ยมหลังมื้อเที่ยง กว่าจะที่นางจะรู้เรื่องทั้งหมดและกว่าที่นางจะสงบสติอารมณ์ลงได้ก็พลบค่ำแล้ว คิดได้เช่นนั้นหญิงสาวก็พุ่งไปยังโต๊ะเดิมที่นางนั่งเมื่อตอนเที่ยง เป็นนางที่ผิดเอง นางสั่งให้เขารอ เขาก็รอจริงๆ ทั้งยังนั่งรอแบบไม่ยอมขยับไปไหน

น่าตายนัก!

‘อิง’

เมื่อเห็นใบหน้าดีอกดีใจก่อนลุกขึ้นแล้วก้าวฉับๆ เข้ามาหา จูเสวี่ยหลินก็กล่าวอันใดไม่ออก แม้ว่าจะครู่เดียวแต่นางมองเห็นสายตาราวกับเด็กที่ถูกทอดทิ้งจากเขา

...เจี่ยนอิงกลัวนางจากไป!

‘นายหญิง’ เขาเรียกนางเสียงเบาทำให้เสี่ยวเอ้ออ้าปากค้าง

‘ไม่ใช่ว่าเขาเป็นใบ้หรอกหรือ ทำไมเขา...’ เสี่ยวเอ้อน้อยรีบหุบปากแล้วเดินหายไปทันที เมื่อรู้ว่าเอ่ยในสิ่งที่ไม่ควรออกไป ในยามที่นางตวัดสายตาดุดันเข้าใส่

‘ไยจึงยังนั่งอยู่ตรงนี้ไม่กลับห้อง’

‘ท่าน...ให้รอ’

เขาก้มหน้าลงแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว ในใจที่หวาดหวั่นว่าจะถูกนางทิ้งไว้ที่โรงเตี๊ยม หายวับไปทันทีที่เห็นนางก้าวเข้ามา

ได้ยินเช่นนั้นจูเสวี่ยหลินก็พลันถอนหายใจ เป็นนางที่ผิดเอง นางผิดที่ไม่ได้บอกให้ชัดเจนว่าให้เขากลับไปรอที่ห้อง ทั้งที่นางก็รู้ว่าสมองของเขาสูญเสียความสามารถในการคิดไตร่ตรองโดยสิ้นเชิง

นับจากจบเรื่องในวันนั้นเจี่ยนอิงก็สถาปนาตัวเองไปเป็นทาสรับใช้ของนางไปโดยปริยาย และหน้าที่ยกน้ำร้อนเข้ามาให้นางล้างหน้า หรือหยิบจับของต่างๆ ให้นาง ก็คือหน้าที่ของเขา แม้ว่านางจะไม่เคยปริปากให้เขาทำก็ตาม

การเดินทางของเช้าวันนี้ ยังคงเหมือนหลายวันก่อนหน้า ร่องรอยของเจี่ยนอิงเริ่มสับสน ราวกับเขาล่วงรู้ว่านางติดตามเขาอยู่

เขาเก่งขึ้น รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถปกปิดร่องรอยของตัวเองจากนาง ซึ่งแน่นอนว่าจูเสวี่ยหลินไม่รู้สึกเคืองเขาแม้แต่น้อย

การที่เขาใช้เวลาอยู่กับนาง แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ร่วมกัน โดยนางสอนเขาให้รู้จักวิถีของนักล่า ส่วนเขาก็สอนวรยุทธ์ง่ายๆ ที่เขาพอจะนึกออก ซึ่งทั้งหมดที่นางสอนให้เขานั้น เจี่ยนอิงก็แสดงให้นางรู้ว่ามันไม่ได้สูญเปล่า

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel