บทที่ 1.3
สถานที่ซึ่งจูเสวี่ยหลินพบเขา เจี่ยนอิงไม่หลงเหลือความยโสโอหังอย่างที่เขาเป็น ในยามที่นางและเขาได้พบและประมือกัน เขาที่ได้รับบาดเจ็บถูกพ่อค้าคนกลางนำมาประมูล และทาสเหล่านั้นต่างก็ถูกซื้อต่อมาจากที่ต่างๆ หลังจากที่พวกเขาถูกนายขายต่อมาเป็นทอดๆ
แน่นอนว่าด้วยยุคสมัยที่ต่างกัน หากจะพูดถึงสิทธิเสรีภาพนั้นเรียกได้ว่ายากยิ่งกว่ายาก ดังนั้นเรื่องที่มีการซื้อขายทาสจึงมีให้เห็นบ่อยครั้ง
จูเสวี่ยหลินพบเจี่ยนอิงที่ทั้งสกปรกมอมแมมและหวาดกลัว ที่เมืองหลวงแคว้นหนานแห่งนี้ ทั้งยังพาเขากลับมาที่โรงเตี๊ยม ให้เขาอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และกินข้าว และที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ที่เขาถูกเสี่ยวเอ้อทุบตี เพียงเพราะเห็นว่าเขาคือทาสที่หญิงสาวซื้อกลับมา
เจี่ยนอิงที่ทั้งอ่อนแอและหวาดกลัว ยืนมองนางโยนเสี่ยวเอ้อที่ทุบตีเขาออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยดวงตาเทิดทูน ก่อนจะยอมไว้ใจและติดตามนางไปทุกหนทุกแห่ง
ในห้องนี้บนโต๊ะตัวนี้ที่หญิงสาวพยายามสอนให้เขาเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ โต๊ะซึ่งมีข้าวปลาอาหารวางเรียงรายอยู่ทว่าพอสั่งให้เขานั่งเจี่ยนอิงกลับนั่งลงบนพื้น ทั้งยังยกเข่าทั้งสองข้างขึ้นมากอดแล้วมุดตัวเข้าไปใต้โต๊ะ ดวงตาสองข้างกะพริบมองนางนิ่งคล้ายรอ
‘ไม่หิวหรือ’
ในยามนั้นคนอื่นคิดว่าเขาเป็นใบ้ เพราะไม่มีใครเคยได้ยินเขาพูด แต่นางรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นใบ้ เพียงแต่เขายังไม่ไว้ใจผู้ใดมากพอที่จะคุยด้วย ดังนั้นนางจึงอดทนรอ รอให้เขาไว้ใจและพร้อมที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาทั้งหมด
ใบหน้าที่อยู่ใต้โต๊ะยังคงมองมาที่นาง ทว่าดวงตาของเขากลับไม่ได้หวาดกลัวเช่นเคย เขามองนางสลับกับการยืดคอขึ้นมามองอาหารบนโต๊ะ
‘หิวหรือไม่’ นางยังคงเอ่ยถามหวังว่าเขาจะตอบกลับมาสักประโยค ‘อิง’
นางเรียกเขาแล้วหยิบตะเกียบกับชามข้าวขึ้นมา ซึ่งเขาก็มองตามแล้วกลืนน้ำลายลงคอ มือเรียวคีบกับข้าวใส่ลงไปในถ้วยจนพูน และนั่งนิ่งเฉยเพื่อรอกระทั่งเขายอมมองสบตากับนาง
ริมฝีปากอิ่มส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา ‘เจ้าชื่อ อิง นี่ข้าวของเจ้า’ จูเสวี่ยหลินยื่นข้าวและตะเกียบให้
เจี่ยนอิงมองมือที่ยื่นชามข้าวนั้นนิ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนางคล้ายกำลังลังเล เมื่อเห็นนางพยักหน้าให้ เขาก็ยื่นมือออกมาช้าๆ แล้วรับชามข้าวไปแต่ไม่ยอมรับตะเกียบไปด้วย
‘รับตะเกียบไปด้วย เจ้าต้องใช้ตะเกียบ’
จำได้ว่าในครานั้นนางต้องสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามอดทนให้มากที่สุด ทั้งยังพยายามทำความเข้าใจในท่าทีและความคิดของอีกฝ่าย เพราะตอนนี้ที่อยู่ต่อหน้านางนั้น มีเพียงคนที่มีบาดแผลฉกรรจ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เขาคนนี้ไม่ใช่เจี่ยนอิง บุรุษที่ครั้งหนึ่งคือจอมยุทธ์ฝีมือดี นักฆ่าเลือดเย็นที่ฆ่าคนดังผักปลา และคนเลวที่มองข้ามชีวิตผู้อื่นโดยสิ้นเชิง
เจี่ยนอิงคนเดิมคนนั้นไม่มีอีกแล้ว
ที่นั่งอยู่ตรงนี้มีเพียง...อาอิง บุรุษที่มีความคิดอ่านคล้ายกับเด็กน้อยคนหนึ่ง เด็กน้อยที่ต้องเริ่มเรียนรู้ทุกสิ่งใหม่ทั้งหมด เพราะเขาไม่หลงเหลือความทรงจำใดๆ
หลังจากจูเสวี่ยหลินออกมาจากหุบเขามังกรหลับ หญิงสาวก็เริ่มต้นแกะรอยอย่างนักล่า ยิ่งในยามที่นางมีอุปกรณ์ที่ล้ำยุคที่เขาไม่มีทางจินตนาการได้อย่างนาฬิกาไมโคร สิ่งที่สามารถใช้ย่อส่วนข้าวของหรือสัมภาระต่างๆ ซึ่งมันมีความจุอันมากมายมหาศาลจนแทบจะไม่มีที่สิ้นสุด
และด้านในนั้นก็มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชนิดที่หากจะว่าไปแล้ว คนในยุคอดีตเช่นนี้ไม่มีทางที่จะคาดคิดถึงอานุภาพของมัน
และในตอนนี้นางก็เลือกใช้ปีกบินแบบบังคับ ที่ทำให้นางสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วกว่าผู้อื่น บวกกับชุดเกราะรัดกุมสีดำแนบเนื้อ ความยืดหยุ่นสูง ทนทาน และสามารถพรางตัวได้หากต้องการ ซึ่งนี่ก็คือหนึ่งในวิวัฒนาการจากห้องแล็บทดลองของสกายเวิลด์
ในยามที่กำลังหยุดพักกลางป่า จูเสวี่ยหลินบังเอิญได้พบกับไป๋ซูที่กำลังเดินทางผ่านมาพอดี ที่จริงแล้วไป๋ซูนับว่าเป็นยอดฝีมือจริงๆ เพราะเขาถึงกับรับรู้ถึงตัวตนของหญิงสาว ทั้งที่ในยามนั้นนางเปิดเกราะพรางตัวทำให้ผู้อื่นไม่อาจมองเห็น
จอมดาบประจิมโจมตีนางโดยไม่เอ่ยคำ เมื่อจูเสวี่ยหลินรับรู้ถึงรังสีของการเข่นฆ่า หญิงสาวเองก็ไม่รีรอที่จะปลดอาวุธอีกฝ่าย แส้ของเจี่ยนอิงที่นางพกติดตัวสะบัดออกไปท่ามกลางความมืด เพียงสองกระบวนท่าเท่านั้นจูเสวี่ยหลินก็สามารถปลดอาวุธของไป๋ซูลงได้ จอมดาบแห่งประจิมพ่ายแพ้แก่นาง ทั้งที่หญิงสาวไร้ซึ่งกำลังภายใน ไร้ซึ่งวรยุทธ์
จูเสวี่ยหลินเอาชนะไป๋ซูได้เพราะวิวัฒนาการจากโลกอนาคต และความชำนาญของนักล่าโดยแท้
‘บัดซบ! กล้าประมือแต่กลับไม่กล้าเผยตัว เจ้าถือว่ายังเป็นผู้กล้าอยู่หรือ’ ไป๋ซูที่กำลังเดือดดาลตะโกนลั่น ผู้ติดตามของเขาสองคนยังคงตกตะลึงกับภาพที่จอมดาบประจิมโดนปลดอาวุธ
‘พวกเจ้าไสหัวไปซะ’
จูเสวี่ยหลินเพียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญ แต่หญิงสาวไม่รู้เลยว่านางได้ทำให้คนทั้งสามยิ่งตกตะลึง เนื่องจากพวกเขาไม่คาดคิดว่าคนที่สามารถเอาชนะจอมดาบผู้ยิ่งใหญ่แห่งตะวันตกได้ จะเป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง
‘ข้าขอทราบนามของจอมยุทธ์หญิง’ ไป๋ซูที่เพิ่งหายตกตะลึงสูดลมหายใจแล้วเอ่ยถามออกไป
‘ไม่จำเป็น’
