บทที่ 1.2
ใครจะคิดว่าระหว่างที่กำลังจะเดินทางเข้าไปยังหุบเขามังกรหลับ เจี่ยนอิง...อาอิงของนางกลับจดจำเรื่องราวทุกอย่างได้
ความทรงจำของเขากลับมาแล้ว และนั่นทำให้เขาเตลิดไปด้วยความสับสน เขามองนางอย่างหวาดระแวงราวกับว่าหากยังยืนอยู่ใกล้นางเขาอาจโดนสังหาร เพราะนางคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มารดาซึ่งเป็นคนเลี้ยงดูเขามาต้องตาย อีกทั้งเขาเองคล้ายตระหนักว่าตั้งแต่แรกเขาและนางต่างก็ยืนอยู่คนละฝั่ง
เขากับนางคือศัตรูกัน...
จูเสวี่ยหลินเจ็บปวดกับสายตาของเขายิ่งนัก ทว่าไม่ว่านางจะไล่ตามอย่างไรก็ไม่อาจติดตามเขาทัน วิชาตัวเบาของเขาหลังจากฟื้นความทรงจำทำให้นางตื่นตะลึง กอปรกับความตื่นตกใจทำให้หญิงสาวลืมสิ้นว่าหากใจเย็นสักนิด แล้วค่อยๆ แกะรอยติดตาม ด้วยความสามารถและวิวัฒนาการที่ล้ำหน้ากว่าของนาง ไม่มีทางที่เจี่ยนอิงจะหนีรอดไปจากสายตาของนางไปได้
นางรู้ดีว่าฝีมือของเขาร้ายกาจมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม้ความทรงจำของเขายังไม่กลับมาทั้งหมด แต่เขากลับสามารถดึงกำลังภายในและวรยุทธ์บางส่วนออกมาใช้โดยไม่รู้ตัว แต่ไม่คิดว่าทันทีที่ความทรงจำทั้งหมดกลับมา วรยุทธ์ทั้งหมดของเจี่ยนอิงเองก็กลับมาเช่นกัน ทำให้ในที่สุดทั้งสองก็คลาดจากกันจนได้
เมื่อรู้ว่าไล่ตามเขาไม่ทันแน่แล้ว จูเสวี่ยหลินตัดสินใจที่จะไปเตือนไป๋หลิน พี่สาวร่วมสาบานของนาง เนื่องจากความรักและความแค้นระหว่างเจี่ยนอิงและคนอื่นๆ ในครอบครัว หยั่งรากฝังลึกจนเกรงว่าเขาจะคิดโง่ๆ โดยหาทางแก้แค้น
แม้ว่าจะไม่มั่นใจนักว่าจิตใจของเขาจะได้รับการเยียวยาอย่างที่นางต้องการหรือไม่ แต่นางก็ไม่ต้องการให้ใครบาดเจ็บหรือล้มตาย
ไม่อีกแล้ว...
ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวใหม่ของนางหรือเจี่ยนอิง พวกเขาล้วนเป็นคนสำคัญ
หลังจากที่ไล่ตามและค้นหาร่องรอยของเจี่ยนอิงมาเกือบเดือน กระทั่งระหว่างทางได้ปะทะกับไป๋ซูอย่างไม่ตั้งใจ จูเสวี่ยหลิน หรือสตรีที่ชาวยุทธ์ต่างเรียกขานว่า นางมารประจิมเหมันต์ไร้ใจ ก็ยังคงช้ากว่าเจี่ยนอิงไปก้าวหนึ่งเสมอ เขามักจะจากไปแล้ว คล้ายนำหน้านางไปเพียงก้าวหนึ่ง
หญิงสาวเริ่มมั่นใจว่าแม้ความทรงจำของเขาจะกลับมาแล้ว ทว่าการตายของสตรีที่เขาเคยคิดว่าเป็นมารดา ไม่ได้ทำให้เขาคั่งแค้นใจจนอยากแก้แค้น แต่มันกลับทำให้เขาไม่อาจยืนเคียงข้างนางได้ต่างหาก!!!
จูเสวี่ยหลินรู้ดีว่าเขาเองก็คิดถึงนาง
...คิดถึงมาก
ไม่เช่นนั้นทุกที่ที่นางแกะรอยมา จะเป็นสถานที่ซึ่งนางและเขาได้เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกันหรือ
…สองวันก่อนหน้านี้เขาเองก็เข้ามาพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ สถานที่ซึ่งทำให้เขาเริ่มที่จะไว้ใจนาง
ความทรงจำทุกอย่างยังคงชัดเจนราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนั้นหญิงสาวจำได้ว่าหลังแยกทางกับไป๋หลิน และสือเจี้ยนหาว นางก็เดินทางกลับเข้ามายังเมืองหลวงแคว้นหนานเงียบๆ
ความหดหู่สิ้นหวังทำให้หัวใจสับสน คำสั่งเสียสุดท้ายของสหายก่อนสิ้นลมเพื่อให้นางดูแลบุตรชายของเขา ยังคงดังก้องในความทรงจำ
เช่นกันกับภาพที่เจี่ยนอิงถูกสัตว์ร้ายเหวี่ยงร่างลงไปในทะเลสาบ หลังจากนั้นไม่ว่านางจะพยายามค้นหาร่างของเขาเท่าไรก็หาไม่พบ
ความจริงแล้วตอนนั้นนางตระหนักดี โอกาสที่เจี่ยนอิงจะรอดชีวิตนั้นน้อยมาก เพราะด้วยบาดแผลฉกรรจ์ก่อนหน้าที่จะตกลงไปในทะเลสาบ ต่อให้ไม่จมหายไปในทะเลสาบ ก็ใช่ว่าเขาจะทนความเจ็บปวดได้ ถึงอย่างนั้นจูเสวี่ยหลินก็ยังอยากจะพยายาม เพราะรู้ดีว่าหากนางไม่ทำ
ก็ไม่มีใครอื่นอีก...
ภาพใบหน้าเศร้าสร้อยและดวงตาสิ้นหวังของเขา ในยามที่ถูกสตรีที่เขาคิดว่าเป็นมารดาทำร้ายจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า
น้ำเสียงสลดที่เต็มเปี่ยมด้วยการขอร้อง ในยามที่เขาบอกให้นางเกลียดเขา แต่ขอให้นางอภัยให้ผู้เป็นมารดา และรอยยิ้มน่าสงสารของเขา ในยามที่เอ่ยขอบคุณที่นางอุตส่าห์มีความคิดที่จะช่วยเหลือเขาอย่างจริงใจ เพราะไม่เคยมีใครคิดทำเช่นนั้นกับเขามาก่อน
เจี่ยนอิงเคยเป็นคนเลว
ใช่ จูเสวี่ยหลินไม่อาจปฏิเสธ แต่หากย้อนกลับไปมองในมุมของเขาแล้ว หญิงสาวกลับเข้าใจเขามากขึ้น เพราะตอนถูกลักพาตัวมาจากบิดาและมารดาที่แท้จริง สตรีผู้นั้นไม่เพียงลบความทรงจำเขา แต่กลับเลี้ยงดูเขาให้ยึดเหนี่ยวนางเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เขาต้องให้ความสำคัญ
เขาจึงมองอีกฝ่ายเป็นดังเจ้าชีวิต ไม่ว่าอีกฝ่ายจะชี้นำไปในทางใด เขาก็จะทำตามโดยไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะถูกหรือผิด แต่สุดท้ายสตรีผู้นั้นกลับทอดทิ้งเขา ทั้งยังทำราวกับเขาเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่พอนางไม่ต้องการก็เพียงแค่หันหลังให้ โดยไม่สนใจว่าเขาจะเป็นตายอย่างไร
สถานการณ์ทุกอย่างรอบกายของเจี่ยนอิง ผลักดันให้เขาไม่มีทางเลือก เพราะตั้งแต่แรกเขาก็รู้จักเพียงความดำมืดในใจของผู้ที่เลี้ยงดู ดังนั้นทั้งชีวิตของเขานอกจากด้านมืดนั้นแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่ายังมีด้านอื่นที่เขาต้องออกไปสัมผัสและเรียนรู้
...ตลาดค้าทาส
