บทที่ 1.1
หากนางลืมเลือนเขาไปเเล้ว...เขาจะทำเช่นไรดี
ปล่อยนางไปเช่นนั้นหรือ ไม่! เขาทำไม่ได้
ในบรรดายอดฝีมือในยุทธภพ ถูกแบ่งออกเป็นยอดยุทธ์ผู้มีอิทธิพลทั้งสี่ทิศ โดยใช้หุบเขาซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสามแคว้นคือหนาน แคว้นจ้าวและแคว้นเยวี่ยเป็นจุดกึ่งกลาง
เมื่อไม่นานมานี้จอมดาบประจิม ‘ไป๋ซู’ ถูกโค่นล้ม ทั้งที่เขาเป็นหนึ่งในตะวันตกมายาวนานกว่าสิบปี แต่ภายในคืนเดียว กลับมียอดยุทธ์ซึ่งมาพร้อมกับเงามืดเข้าประชิด ทั้งยังเอาชนะเขาได้เพียงแค่สองกระบวนท่า กระทั่งไป๋ซูเองก็ไม่กระจ่างว่าตนถูกเข้าประชิดถึงตัวได้อย่างไร
ร่ำลือกันว่าแม้แต่ใบหน้าของอีกฝ่าย ไป๋ซูก็ไม่อาจมองเห็น มีเพียงเสียงของคู่ต่อสู้เท่านั้นที่ทำให้กระจ่างว่าคู่ต่อสู้คือจอมยุทธ์หญิง!!
‘ข้าขอทราบนามของจอมยุทธ์หญิง’ ไป๋ซูที่เพิ่งหายตกตะลึงสูดลมหายใจแล้วเอ่ยถามออกไป
‘ไม่จำเป็น’
‘แต่ข้าพ่ายแพ้ให้แก่ท่าน อย่างน้อยข้าขอทราบกระบวนท่าที่ท่านใช้...ได้หรือไม่’
‘เหมันต์ไร้ใจ’
สิ้นเสียงนั้นก็พลันเกิดความเงียบงัน สายลมท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ ไป๋ซูได้แต่พึมพำเสียงเบาออกมา ‘เหมันต์ไร้ใจ’
นั่นเป็นบทสนทนาของผู้เยี่ยมยุทธ์สองคนที่เพิ่งจะประมือกัน หลังจากนั้นไม่ว่าไป๋ซูหรือผู้ใดก็ไม่เคยพบนางอีกเลย ทั่วทั้งยุทธภพต่างก็ควานหาตัวนางด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป
บ้างก็ต้องการประลองฝีมือ
บ้างก็ต้องการโค่นล้มนางที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งทิศประจิม
บ้างก็ต้องการชักชวนนางเข้าพรรค
นานวันเข้าชื่อเสียงของนางก็ยิ่งสะท้านไปทั้งยุทธภพ กระทั่งหลายคนเรียกนางว่า ‘มารประจิมเหมันต์ไร้ใจ’
คำร่ำลือปากต่อปากจากสองกระบวนท่าที่ประมือกับไป๋ซู กลายเป็นหนึ่งฝ่ามือไป๋ซูก็ล้มไม่เป็นท่า จากหนึ่งกระบี่กลายเป็นสู้กันด้วยมือเปล่า และจากจอมยุทธ์หญิงกลายเป็นนางมารเจ้าเล่ห์ที่โจมตีไป๋ซูโดยไม่ให้เขาได้ตั้งตัว
ทว่าไม่ว่าข่าวลือจะออกมาในแนวทางใด ก็ไม่อาจยั่วยุนางมารประจิมผู้นี้ให้ออกมาปรากฏตัวได้ นางคล้ายกับหมอกควันที่อยู่ๆ ก็ปรากฏกายต่อมาก็หายวับไปกับตา
ทิ้งไว้เพียงข้อกังขาที่ว่านางเป็นใคร และต้องการอะไร ไยจึงปรากฏตัวเพื่อสะเทือนฟ้าสะท้านยุทธจักรเพียงครั้งเดียว แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้...
ในขณะเรื่องเล่ากำลังเป็นหัวข้อการสนทนาของชาวยุทธ์ในโรงเตี๊ยม มุมหนึ่งยังมีหญิงสาวในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังนั่งจิบชาเงียบๆ โดยไม่สนใจผู้ใดทั้งนั้น
ใบหน้าเรียบเฉยที่แม้ไม่ได้งดงาม แต่ก็นับว่าสะดุดตาผู้พบเห็นไม่น้อย แม้หญิงสาวจะแต่งกายด้วยชุดรัดกุมของบุรุษ ทว่านางก็ไม่ได้พยายามปิดบังแม้แต่น้อยว่าตนคือสตรี
ทั้งยังเป็นสตรีที่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ดูออกว่า ...ไม่แน่จริงอย่าได้กล้าเข้าไปตอแย หากมองเห็นใบหน้าและดวงตาอันแสนเย็นชา ราวกับกำลังปิดกั้นตนเองจากคนรอบข้างโดยสิ้นเชิงนั้น
บนโต๊ะตรงหน้าของหญิงสาวยังมีแส้หนังเส้นยาววางอยู่ นัยว่านั่นเป็นอาวุธคู่กาย บนด้ามของแส้เส้นนั้นมีไข่มุกสีชมพูน้ำงามเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งห้อยกับพู่ประดับสีดำ ซึ่งไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่ได้เข้ากันแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่าผู้ถือครองคิดเช่นใดจึงใช้พู่สีนี้ประดับไข่มุกน้ำงามเช่นนี้ ...แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความในใจของผู้ที่พบเห็น เพราะไม่มีใครอาจหาญเข้าไปถามไถ่
จูเสวี่ยหลินวางเงินลงบนโต๊ะแล้วเดินขึ้นไปยังชั้นสองของโรงเตี๊ยม ก่อนหน้านี้เสี่ยวเอ้อได้พานางมาห้องพักแล้วรอบหนึ่ง หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดนางจึงลงไปหาอะไรกินที่ชั้นล่าง ทั้งที่ทุกครั้งนางมักจะชอบกินอาหารเงียบๆ ในห้องมากกว่า
ความทรงจำครั้งเก่าก่อนจากทุกมุมของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ทำให้นางไม่อยากอยู่เพียงลำพัง นางไม่อยากนั่งจมจ่อมอยู่กับความหลังที่ทำให้นางคิดถึงเขามากขึ้น เพราะที่นี่คือที่ซึ่งนางพบเขาอีกครั้งหลังจากเรื่องราวมากมาย
คนผู้หนึ่งสามารถมีชะตาชีวิตที่เลวร้ายได้เพียงใด บัดนี้นางค้นพบว่าชีวิตของตนดูจืดชืดไปสิ้น หากเทียบกับเขาผู้นั้น...ซึ่งเกิดมาจากครรภ์มารดาได้ไม่กี่ขวบปีก็โดนลักตัวไปจากอ้อมอกผู้ให้กำเนิด
สตรีจิตใจดำมืดผู้นั้น สอนให้เขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเงามืดที่มีแต่ความเห็นแก่ตัว สอนให้เขาโหดเหี้ยม ฆ่าคนดังผักปลา สอนให้เขายืดเหนี่ยวนางเป็นดังเจ้าชีวิต ทำให้เขามองเห็นโลกเฉพาะในด้านที่ดำมืดไร้ซึ่งความดีงาม ไร้ซึ่งแสงสว่าง
เขา...ยึดมั่นในตัวนาง ทั้งรักและเทิดทูน บูชานางเหนือสิ่งใด ยอมมอบให้ได้แม้กระทั่งชีวิต ทว่าสุดท้ายแล้วนางก็หักหลังเขา ผลักเขาไปสู่ประตูแห่งความตาย เหยียบย่ำหัวใจดวงนั้นอย่างเลือดเย็น ทำให้โลกของเขาบิดเบี้ยวไปจากคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
...เขาผู้ซึ่งเป็นดังนกอินทรีที่บินหนีไปจากนาง ‘เจี่ยนอิง’
สองปีที่จูเสวี่ยหลินและเจี่ยนอิงเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วทั้งสี่แคว้น เริ่มจากแคว้นหนาน แคว้นเยวี่ย แคว้นฉิน กระทั่งมาจบลงที่แคว้นจ้าว หญิงสาวตั้งใจจะพาเขากลับไปยังหุบเขามังกรหลับ สถานที่ซึ่งนางตั้งใจจะเรียกว่าบ้าน เนื่องจากพี่สาวร่วมสาบานของนางทั้งขู่เข็ญทั้งบังคับ เพื่อที่จะยัดเยียดให้นางเป็นหนึ่งในสมาชิก ทั้งที่นั่นไม่จำเป็นเลยเพราะนางเต็มใจเสียยิ่งกว่าเต็มใจ
