บทที่ 1.5
สตรีนางนั้นหมุนกายเดินกลับมาหาเหวินซวี่ไห่ นั่นเป็นครั้งแรกที่เหวินซวี่ไห่รู้สึกเสียใจสุดแสน ไม่นึกว่าการช่วยสหายกลับกลายเป็นนำภัยมาสู่ตัวเอง
มนุษย์...ไม่ว่าผู้ใดย่อมรักตัวกลัวตาย เขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
หากเมื่อครู่เขาไม่ขว้างดาบออกไป กระทั่งหันเหความสนใจของปิศาจสาว เขาคงไม่ตกเป็นเป้าหมายอย่างไร้ทางเลือกเช่นนี้
ชายหนุ่มมองไปยังกู้จื่อเหยียน จากนั้นก็ได้แต่เบิกตากว้างขึ้น เขามองดาบปักวสันต์ด้ามหนึ่งเสียบทะลุเงาร่างสีขาว จากนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องพร้อมกับเสียงลมพัดกระหน่ำ
กู้จื่อเหยียนเองก็คล้ายไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเห็นชัดว่าดาบของเหวินซวี่ไห่ไม่อาจทำอะไรปิศาจสาวได้ แต่ดาบของสหายกลับแตกต่าง
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขา เช่นกันกับสายลมที่พัดกระหน่ำราวกับพายุ เหวินซวี่ไห่ยกมือขึ้นปิดหน้า ด้วยเศษใบไม้และฝุ่นกำลังลอยวน
จากคลองสายตาเขามองเห็นภาพของปิศาจสาวตนนั้นยื่นมือออกไปคว้าลำคอของสหาย กระนั้นเมื่อคว้าได้กลับไม่อาจทำร้ายกู้จื่อเหยียน เพราะทันทีที่มือคว้าจับเงาร่างสีขาวกลับค่อยๆ บิดเบี้ยว กลุ่มควันสีดำกำลังหลั่งไหลออกจากเงาร่างสีขาว
ที่เป็นเช่นนั้นเหวินซวี่ไห่เองก็ไม่มั่นใจ แท้จริงแล้วเป็นเพราะดาบปักวสันต์ที่ยังคงเสียบติดอยู่กลางอก หรือเป็นเพราะปิศาจสาวตนนั้นไม่อาจทำร้ายกู้จื่อเหยียน
เสียงกรีดร้องยังคงดังขึ้น พร้อมกับปลายนิ้วที่ชี้ไปยังกู้จื่อเหยียน “เจ้า!!...”
ร่างสีขาวเลือนหายไปเช่นกันกับพายุที่สงบลงราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น กู้จื่อเหยียนทิ้งตัวลงนั่ง เขามองดาบของตนที่ร่วงลงบนพื้น คิ้วเข้มขมวดมุ่นเพราะยังคงไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
มือใหญ่ยกขึ้นกุมลำคอของตน ซึ่งยังคงหลงเหลือความรู้สึกเย็นเยียบที่มาพร้อมกับกลิ่นอายของความตาย
ชั่วขณะหนึ่งที่จ้วงแทงดาบออกไป เขาเหมือนมองเห็นภาพความทรงจำอันเลือนราง ภาพที่เขาเองก็ไม่อาจปะติดปะต่อกันออกมา
ภาพที่เขาไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่...
กู้จื่อเหยียนมองสบตากับเหวินซวี่ไห่นิ่ง ทั้งสองคนต่างตัดสินใจไม่พูดอะไร เพียงเก็บดาบขึ้นและต่างคนต่างก็ช่วยกันพยุงกันและกันเดินลงเขามา
ระยะทางที่ทั้งสองขึ้นเขาไปนั้นไม่ไกลนัก หากแต่เส้นทางที่รกร้างก็ทำให้ลำบากไม่น้อยกว่าจะเดินลงเขามาได้
เมื่อนำม้าที่ผูกเอาไว้เดินออกมาจากเขตหั่วซาน เหวินซวี่ไห่อดที่จะมองหน้าสหายของตนไม่ได้ เขาสงสัยหากแต่ก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยถามเช่นไรดี ดังนั้นจึงได้แต่รวบรวมความคิดของตัวเอง กระทั่งหันไปมองกู้จื่อเหยียนอีกครั้ง และพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมายังเขาเช่นกัน
“มีอะไรหรือ”
“จื่อเหยียน ข้า...”
“ข้าเหมือนจะเห็นภาพบางอย่าง ตอนที่ข้าแทงปิศาจตนนั้น”
เหวินซวี่ไห่เลิกคิ้วมองอีกฝ่าย “ภาพอะไร”
“บุรุษผู้หนึ่ง”
“ใครหรือ”
“ไม่รู้สิ ข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน ดูเหมือนเขากำลังคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพ” พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองยังยอดเขาที่ถูกเมฆหมอกหนาทึบบดบัง “หลุมศพที่ดูเหมือนจะตั้งอยู่บนยอดเขา...สักแห่ง”
หากเขาเดาไม่ผิดหลุมศพนั้นอาจอยู่เหนือยอดเขาหั่วซาน หากแต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา
“จื่อเหยียน” เหวินซวี่ไห่รู้สึกไม่ใคร่จะสบายใจนัก “เรื่องในวันนี้เราไม่ควรพูดออกไป ความเชื่ออันล้ำลึกของชาวบ้านที่นี่ อาจทำให้พวกเขาต่อต้านทั้งเจ้าและข้า”
“เพียงเพราะเราเข้ามาในหั่วซานหรือ”
“ใช่ ดีไม่ดีพวกเขาอาจโทษว่าเป็นเพราะเราสองคนเข้ามา ดังนั้นเรื่องการตายที่อาจยังคงเกิดขึ้นนั้น เราอาจกลายเป็นต้นเหตุขึ้นมาจริงๆ ข้าว่าเรื่องนี้...จนกว่าเราจะสามารถไขคดีได้ เรา...”
กู้จื่อเหยียนขมวดคิ้ว เขายังคงเงยหน้าขึ้นมองยอดเขาสูงชัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำได้เพียงพยักหน้า “ข้าเข้าใจ ไปเถิด”
“ยังมี...”
“อะไรหรือ”