ตอนที่ 4
องครักษ์ของจวนแม้จะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ทว่าศัตรูมีจำนวนมากกว่าถึงสามเท่าตัว อีกทั้งยังลงมืออย่างโหดเหี้ยมและเฉียบขาด เพียงไม่นาน องครักษ์หลายนายก็พลาดท่าล้มลงจมกองเลือด เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วบริเวณ
ลู่ผิงตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว นางขยับเข้ามาสวมกอดคุณหนูแน่น น้ำตาไหลอาบสองแก้ม “คุณหนู พวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ โจรป่าพวกนี้ต้องฆ่าพวกเราแน่”
จ้าวซืออินพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจ นางเป็นเพียงสตรีบอบบางที่ทะลุมิติมา ไม่มีวรยุทธ์ติดตัวแม้แต่น้อย หากองครักษ์ทั้งหมดถูกสังหาร นางและลู่ผิงย่อมไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือของชายชุดดำเหล่านี้ นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามใช้สติคิดวิเคราะห์สถานการณ์ คนเหล่านี้แต่งกายรัดกุม ลงมือพร้อมเพรียงและมุ่งเป้ามาที่รถม้าอย่างชัดเจน ย่อมมิใช่โจรป่าธรรมดา แต่เป็นนักฆ่าที่ถูกส่งมาโดยเจตนา
เป็นฝีมือผู้ใดกัน ศัตรูทางการเมืองของบิดา หรือเป็นผู้ที่หมายปองตำแหน่งพระชายาขององค์รัชทายาทจึงต้องการกำจัดนางให้พ้นทาง
ขณะที่นางกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด คมดาบเล่มหนึ่งก็ฟาดฟันลงมาที่หลังคารถม้าจนไม้กระดานแตกกระจาย เศษไม้ร่วงกราวลงมาบนพื้น ลู่ผิงหวีดร้องสุดเสียง ร่างของนักฆ่าชุดดำผู้หนึ่งกระโจนเข้ามาทางช่องโหว่นั้น แววตาที่มองตรงมายังจ้าวซืออินเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต ดาบในมือของมันเงื้อขึ้นสุดแขนหมายจะบั่นคอของสตรีผู้งดงามเบื้องหน้าให้ขาดสะบั้น
จ้าวซืออินเบิกตากว้าง ความตายอยู่ห่างเพียงแค่เอื้อม นางหลับตาลงแน่น เตรียมรับความเจ็บปวดที่กำลังจะมาถึง
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นเสียงของมีคมตัดผ่านเนื้อหนัง ตามด้วยหยาดเลือดอุ่นร้อนที่สาดกระเซ็นมาโดนข้างแก้มของนาง จ้าวซืออินลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพเบื้องหน้าทำให้นางต้องเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม
ร่างของนักฆ่าที่เงื้อดาบหมายสังหารนางเมื่อครู่ บัดนี้ล้มลงไปนอนกองกับพื้นรถม้า ลำคอมีรอยกรีดลึก เลือดสีแดงฉานทะลักออกมาไม่ขาดสาย ชายชุดดำดิ้นทุรนทุรายเพียงครู่เดียวก็นิ่งสนิทไป
จ้าวซืออินเงยหน้าขึ้นมองผ่านช่องหลังคาที่แตกออก เบื้องบนนั้น ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดไผ่ อาภรณ์สีดำสนิทของเขาพลิ้วไหวตามแรงลมราวกับมัจจุราชที่เพิ่งจุติจากขุมนรก เส้นผมสีหมึกยาวสยายตัดกับผิวขาวซีด ใบหน้าครึ่งบนถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีเงินวาววับ ปล่อยให้เห็นเพียงสันกรามและริมฝีปากที่เหยียดยิ้มเย็นชา
โม่เยว่เทียน ประมุขพรรคมาร
เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร จ้าวซืออินหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นระคนตกตะลึง นางไม่คิดว่าจะได้พบเจอบุรุษในดวงใจเร็วถึงเพียงนี้ เหตุการณ์นี้ไม่มีอยู่ในนิยายต้นฉบับ นางจึงไม่อาจคาดเดาเจตนาของเขาได้เลย
บุรุษบนยอดไผ่ขยับกายเพียงวูบเดียว ร่างสูงโปร่งก็ทิ้งตัวลงมายืนอยู่เบื้องหน้ารถม้าอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง ราวกับขนนกที่ร่วงหล่นลงบนพื้นดิน นักฆ่าชุดดำที่เหลือต่างหยุดชะงักการต่อสู้ พวกมันหันขวับมามองผู้มาใหม่ด้วยความตื่นตระหนก สัญชาตญาณของนักฆ่าบอกพวกมันว่าบุรุษผู้นี้คือตัวอันตรายระดับที่พวกมันมิอาจต่อกรได้
“เจ้าเป็นผู้ใด สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของพวกเราทำไม” หนึ่งในนักฆ่าตวาดถามเสียงกร้าว แม้ในใจจะหวาดหวั่น ทว่าก็ต้องทำใจดีสู้เสือ
โม่เยว่เทียนหาได้สนใจคำถามนั้นไม่ เขาค่อยๆ ดึงกระบี่เรียวยาวออกจากฝัก ตัวกระบี่เปล่งประกายสีเงินยวงเย็นเยียบ สะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเย็นจนบาดตา นัยน์ตาที่ทอดมองลอดผ่านหน้ากากสีเงินนั้นไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความรู้สึกใดๆ มันว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์
“พวกเจ้าขวางทางข้า” เสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้องป่าไผ่ เป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่กดข่มผู้ฟังจนแทบหายใจไม่ออก
สิ้นคำกล่าวนั้น ร่างของประมุขพรรคมารก็พุ่งทะยานเข้าใส่กลุ่มนักฆ่าดุจพยัคฆ์ร้ายกระโจนเข้าหาฝูงแกะ เพลงกระบี่ของเขารวดเร็วและดุดันจนมองตามไม่ทัน แสงกระบี่วูบวาบตัดผ่านอากาศ เสียงโลหะปะทะกัน ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่านักฆ่าที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จ้าวซืออินดันตัวลุกขึ้นยืน มองลอดผ่านม่านหน้าต่างที่ขาดวิ่นเพื่อชมภาพการต่อสู้เบื้องหน้า นางหาได้มีความหวาดกลัวต่อภาพการนองเลือดไม่ ทว่าสายตาของนางกลับจับจ้องไปยังท่วงท่าอันสง่างามและทรงพลังของบุรุษชุดดำ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ การสังหารผู้คนในสายตาของเขาดูราวกับการร่ายรำอันวิจิตรบรรจง
เพียงชั่วจิบชา นักฆ่าชุดดำนับสิบชีวิตก็ล้มลงนอนจมกองเลือด ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว โม่เยว่เทียนสะบัดปลายกระบี่เพียงครั้งเดียว หยาดเลือดที่เกาะติดอยู่บนใบมีดก็หลุดร่วงลงสู่พื้นดินจนหมดสิ้น เขาสอดกระบี่กลับเข้าฝักด้วยท่วงท่าสงบเยือกเย็น ราวกับว่าเมื่อครู่เขาเพียงแค่ออกมาเดินเล่นชมสวน หาได้ลงมือสังหารผู้คนนับสิบชีวิตไม่
องครักษ์ของจวนอัครเสนาบดีที่รอดชีวิตมาได้ต่างยืนตัวสั่นเทา พวกเขาทิ้งดาบในมือและทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมา ความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของบุรุษสวมหน้ากากผู้นี้หนักอึ้งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับไหว
โม่เยว่เทียนหมุนตัวเตรียมจะจากไป ทว่าจังหวะนั้นเอง ประตูรถม้าที่พังยับเยินก็ถูกผลักออก ร่างระหงของจ้าวซืออินก้าวลงมายืนอยู่บนพื้นดินที่อาบย้อมไปด้วยสีเลือด
นางสลัดเสื้อคลุมกันลมที่เปรอะเปื้อนฝุ่นควันทิ้ง เผยให้เห็นชุดสีกลีบบัวและใบหน้าที่งดงามสะกดสายตา แม้รอบด้านจะเต็มไปด้วยซากศพและความตาย ทว่าสตรีผู้นี้กลับยืนหยัดอย่างสง่างาม ดุจดอกบัวที่เบ่งบานกลางสระโลหิต
จ้าวซืออินก้าวเดินเข้าไปหาบุรุษผู้สวมหน้ากากสีเงินอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจและปราศจากความหวาดกลัว องครักษ์และลู่ผิงต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พยายามจะร้องห้าม ทว่าก็ไร้เรี่ยวแรงจะเปล่งเสียง
เมื่อนางเดินเข้าไปใกล้จนห่างกันเพียงสามก้าว โม่เยว่เทียนก็ปรายตามองสตรีเบื้องหน้า นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ สตรีทั่วไปหากพบเจอเหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้ ย่อมต้องหวาดกลัวจนสิ้นสติ ทว่าสตรีผู้นี้กลับเดินเข้าหาเขาผู้เป็นต้นเหตุแห่งความตายอย่างไม่เกรงกลัว
จ้าวซืออินเงยหน้าขึ้นสบตากับประมุขพรรคมาร นางพิจารณาเสี้ยวหน้าที่โผล่พ้นหน้ากากสีเงินอย่างละเอียด ผิวพรรณของเขาขาวสะอาดไร้รอยตำหนิ ริมฝีปากหยักลึกสีแดงระเรื่อราวกับแต้มชาด จมูกโด่งเป็นสันรับกับโครงหน้าอันไร้ที่ติ เพียงแค่มองเสี้ยวหน้าครึ่งล่าง นางก็รู้ได้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้มีความหล่อเหลาเหนือชั้นกว่าองค์รัชทายาทไป๋อี้เฉินหลายสิบเท่า
หัวใจของจ้าวซืออินพองโตด้วยความปีติยินดี นี่สิคือบุรุษที่สมควรค่าแก่การมอบหัวใจให้ ความงดงามอันตรายที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งคือเสน่ห์ที่ทำให้นางไม่อาจละสายตาได้
นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะแย้มยิ้ม ส่งสายตาพราวระยับไปให้บุรุษเบื้องหน้า และเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ผู้คนรอบด้านต้องตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
“ท่านจอมยุทธ์ รูปโฉมของท่านช่างงดงามเหนือผู้ใดในใต้หล้า ข้าขอทราบนามของท่านได้หรือไม่”
เสียงหวานใสที่กังวานขึ้นท่ามกลางป่าไผ่อันเงียบสงัด ทำให้สายลมที่พัดผ่านหยุดชะงัก โม่เยว่เทียนผู้ซึ่งเพิ่งสังหารคนไปนับสิบด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับชะงักงันไปชั่วขณะ คิ้วเข้มใต้หน้ากากขมวดเข้าหากันแน่น
เขาใช้ชีวิตมายี่สิบปี สังหารผู้คนมานับไม่ถ้วน ผู้คนที่พบเจอเขาหากไม่หวาดกลัวจนตัวสั่น ก็เกลียดชังจนอยากสังหารเขาให้ตาย ทว่าสตรีวิปลาสผู้นี้เพิ่งรอดพ้นจากความตายมาหมาดๆ กลับมายืนส่งยิ้มหวานและกล่าวชมเชยรูปโฉมของเขา
ประมุขพรรคมารมองลึกลงไปในดวงตากลมโตของนาง พยายามค้นหาความเสแสร้งหรือแผนการร้าย ทว่าสิ่งที่เขาพบมีเพียงความชื่นชมหลงใหลอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาจนน่าขัน
สตรีบ้าผู้นี้มาจากที่ใดกัน โม่เยว่เทียนรำพึงในใจอย่างเงียบงัน
