ตอนที่ 3
แสงแดดทอประกายเรืองรองลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลัก สาดส่องกระทบพื้นกระดานในห้องนอนอันหรูหราของจวนอัครเสนาบดี กลิ่นหอมระรื่นของกำยานดอกมู่หลานลอยอวลอยู่ในอากาศ ช่วยให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลง จ้าวซืออินขยับกายลุกขึ้นจากเตียงนอนหลังใหญ่ซึ่งปูลาดด้วยผ้าไหมเนื้อนุ่ม นางปัดปอยผมที่ปรกหน้าออกพ้นสายตา ความทรงจำจากงานเลี้ยงเมื่อคืนยังคงแจ่มชัดในห้วงความคิด
ภาพใบหน้าจืดชืดขององค์รัชทายาทไป๋อี้เฉินสลับกับเสี้ยวหน้าอันคมคายใต้หน้ากากสีเงินของโม่เยว่เทียนวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” ลู่ผิงก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับอ่างทองเหลืองบรรจุน้ำอุ่นสำหรับล้างหน้า สาวใช้คนสนิทมีสีหน้าแช่มชื่นเบิกบานผิดกับผู้เป็นนายที่เอาแต่นั่งเหม่อลอย
จ้าวซืออินพยักหน้ารับเชื่องช้า นางขยับตัวไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉม ปล่อยให้ลู่ผิงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดใบหน้าและปรนนิบัติหวีผมให้อย่างเบามือ คันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่สะท้อนภาพสตรีผู้มีความงามล่มเมือง ดวงตากลมโตที่เคยสุกสกาวบัดนี้กลับแฝงความรำคาญใจเอาไว้
“วันนี้ปักด้วยปิ่นหยกขาวระย้าที่นายท่านเพิ่งมอบให้ รับรองว่างดงามหาผู้ใดเปรียบมิได้เลยเจ้าค่ะ” ลู่ผิงเอ่ยเจื้อยแจ้ว มือก็สางผมเส้นเล็กละเอียดอย่างระมัดระวัง
“เอาแบบเรียบง่ายก็พอ ข้ามิได้จะออกไปอวดโฉมที่ใด” จ้าวซืออินตอบเสียงเรียบ นางรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะต้องมานั่งแต่งตัวประชันความงามกับผู้คน
ลู่ผิงชะงักมือไปเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้ม “คุณหนูอาจจะยังไม่ทราบ เมื่อเช้าตรู่มีกงกงจากในวังนำสิ่งของพระราชทานจากองค์รัชทายาทมามอบให้ที่จวนเจ้าค่ะ มีทั้งผ้าไหม เครื่องประดับทองคำ และไข่มุกราตรี นายท่านกับฮูหยินรู้สึกยินดียิ่งนัก ตอนนี้กำลังรอให้คุณหนูไปร่วมโต๊ะอาหารเช้าเพื่อแจ้งข่าวดีเจ้าค่ะ”
คำบอกเล่าของสาวใช้ทำเอาขนอ่อนบริเวณหลังคอของจ้าวซืออินลุกซัน ข่าวดีกระไรกัน นี่มันคือสัญญาณอันตรายต่างหากเล่า ไป๋อี้เฉินผู้นั้นคงต้องตาต้องใจนางตั้งแต่แรกพบในงานเลี้ยงตามบทบาทในนิยายเป็นแน่แท้ บุรุษหน้าตาดาษดื่นเช่นนั้นริอ่านจะมาผูกวาสนาด้ายแดงกับนาง ฝันไปเถิด นางมิมีวันยอมรับตำแหน่งพระชายาหรือสตรีข้างกายของเขาเป็นอันขาด
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ารีบแต่งตัวให้ข้าเถิด” จ้าวซืออินเร่งเร้า นางต้องรีบคิดหาหนทางหลบเลี่ยงสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้โดยเร็วที่สุด
ครั้นแต่งกายเสร็จสิ้น จ้าวซืออินในชุดสีกลีบบัวอ่อนก็ก้าวเดินไปยังเรือนหลักของจวน ภายในห้องโถงบิดาและมารดาของนางกำลังนั่งจิบชาด้วยสีหน้าเบิกบานใจ บนโต๊ะตัวยาวข้างห้องมีหีบไม้จันทน์หลายใบเปิดอ้าอยู่ เผยให้เห็นของกำนัลล้ำค่าที่ส่งตรงมาจากตำหนักตะวันออก
“อินเอ๋อร์ มาหาแม่สิลูก” ฮูหยินจ้าวผู้เป็นมารดากวักมือเรียกบุตรสาวด้วยความรักใคร่ “เจ้าดูของเหล่านี้สิ องค์รัชทายาททรงโปรดปรานเจ้ามาก ถึงกับส่งของกำนัลล้ำค่ามาให้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง วาสนาของจวนเราช่างสูงส่งนัก”
จ้าวรุ่ยผู้เป็นบิดาลูบเคราตนเองพร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย “เมื่อคืนในงานเลี้ยง พ่อสังเกตเห็นสายตาที่พระองค์ทอดพระเนตรมองเจ้า หากไม่มีอันใดผิดพลาด อีกไม่นานคงมีราชโองการประทานสมรสลงมาเป็นแน่ เจ้าจงเตรียมตัวเป็นพระชายาให้ดีเถิด”
จ้าวซืออินฟังคำกล่าวของบิดามารดาแล้วรู้สึกราวกับมีหินก้อนใหญ่ถ่วงทับอยู่ในอก นางฝืนยิ้มบางเบาพร้อมกับย่อกายคารวะ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ของกำนัลเหล่านี้ล้วนเป็นความเมตตา ทว่าลูกเพิ่งฟื้นไข้จากอุบัติเหตุจมน้ำ ร่างกายและจิตใจยังมิสู้ดีนัก เมื่อคืนไปร่วมงานเลี้ยงกลับมาก็รู้สึกอ่อนเพลียยิ่งนัก ลูกเกรงว่าหากรับวาสนาใหญ่หลวงในเวลานี้ ร่างกายอาจจะรับไม่ไหว”
บิดามารดามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ฮูหยินจ้าวรีบดึงมือบุตรสาวมากุมไว้ “เจ้าเป็นอันใดไป รู้สึกเจ็บป่วยตรงที่ใด เหตุใดจึงหน้าซีดเช่นนี้”
“ลูกมิได้เป็นอันใดหนักหนา เพียงแต่นอนหลับไม่สนิท ฝันเห็นแต่ภาพสายน้ำเย็นเฉียบ” จ้าวซืออินแสร้งตีหน้าเศร้าสร้อย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยเพื่อเรียกความสงสาร “ลูกคิดว่าตนเองรอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ สมควรที่จะไปไหว้พระขอพรและถือศีลกินเจสักระยะเพื่อขัดเกลาจิตใจ ลูกจึงอยากขออนุญาตท่านพ่อท่านแม่ เดินทางไปพักที่วัดหานลู่บนเขาชีกวงสักเจ็ดวันเจ้าค่ะ”
จ้าวรุ่ยขมวดคิ้วด้วยความลังเล “วัดหานลู่อยู่นอกเมืองหลวง หนทางแม้ไม่ไกลแต่ก็ต้องผ่านป่าเขา พ่อเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย”
“ท่านพ่อโปรดวางใจ วัดหานลู่เป็นวัดหลวงที่มีชื่อเสียง ไต้ซือล้วนเคร่งครัด ลูกจะนำองครักษ์ฝีมือดีของจวนติดตามไปด้วย อีกทั้งยังมีลู่ผิงคอยดูแลอย่างใกล้ชิด หากลูกได้ไปสงบจิตใจที่นั่น กลับมาคงจะสดใสและพร้อมรับมือกับเรื่องราวต่างๆ ในวันข้างหน้าได้ดีกว่านี้เจ้าค่ะ” จ้าวซืออินหว่านล้อมด้วยเหตุผลที่บิดามิอาจปฏิเสธ นางรู้ดีว่าบิดารักและตามใจนางมากเพียงใด
ฮูหยินจ้าวเห็นด้วยกับความคิดของบุตรสาว “ให้ลูกไปเถิดพี่ท่าน อินเอ๋อร์เพิ่งผ่านเคราะห์หนักมา การไปทำบุญไหว้พระย่อมเป็นเรื่องดี ส่วนเรื่ององค์รัชทายาท ข้าจะหาทางกล่าวแก้ต่างให้เองว่านางไปสวดมนต์ขอพรเพื่อแผ่นดินและราชวงศ์”
เมื่อภรรยาออกปากสนับสนุน จ้าวรุ่ยจึงพยักหน้าตกลง “เช่นนั้นก็ได้ พ่อจะสั่งให้พ่อบ้านจัดเตรียมรถม้าและองครักษ์สิบนายคอยคุ้มกันเจ้า เจ้าไปเตรียมตัวเถิด พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทาง”
“ขอบพระคุณท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ” จ้าวซืออินลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แผนการหลบหนีออกจากเมืองหลวงชั่วคราวสำเร็จลุล่วง อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับองค์รัชทายาทไปอีกหลายวัน ระหว่างนี้นางค่อยคิดหาหนทางปฏิเสธเขาอย่างเด็ดขาดในภายหลัง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น รถม้าคันใหญ่สลักลวดลายตระกูลจ้าวพร้อมด้วยม้าฝีเท้าดีและองครักษ์สิบนายจอดรออยู่ที่หน้าประตูจวน จ้าวซืออินสวมชุดคลุมกันลมสีเทาอ่อน ปกปิดความงดงามล่มเมืองไว้มิดชิด ก้าวขึ้นรถม้าโดยมีลู่ผิงคอยประคอง ภายในรถม้าปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม มีเตาผิงขนาดเล็กให้ความอบอุ่นและโต๊ะน้ำชาจัดเตรียมไว้อย่างครบครัน
เมื่อล้อรถม้าเริ่มหมุน จ้าวซืออินแง้มม่านหน้าต่างมองดูทิวทัศน์ของเมืองหลวงที่ค่อยๆ ถอยห่างออกไป ผู้คนบนท้องถนนเริ่มบางตาลง บ้านเรือนถูกแทนที่ด้วยต้นไม้สูงใหญ่และทุ่งหญ้าเขียวขจี อากาศภายนอกเย็นสบายและบริสุทธิ์ ชวนให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายลง
“คุณหนูดื่มชาร้อนสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ หนทางยังอีกยาวไกล” ลู่ผิงรินชาดอกจวี๋ฮวาหอมกรุ่นส่งให้นายหญิง
จ้าวซืออินรับจอกชามาถือไว้ ความร้อนจากถ้วยกระเบื้องแผ่ซ่านมาถึงฝ่ามือ นางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางครุ่นคิดถึงเนื้อเรื่องในนิยาย วัดหานลู่มิใช่สถานที่ที่มีความสำคัญอันใดในโครงเรื่องเดิม การที่นางออกนอกเส้นทางเช่นนี้ ย่อมถือเป็นการบิดเบือนโชคชะตาอย่างแท้จริง นางมิรู้เลยว่าการกระทำของตนเองจะนำพาผลลัพธ์เช่นไรมาสู่ชีวิต
รถม้าเดินทางรอนแรมมาได้เกือบครึ่งค่อนวัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยเริ่มอ่อนแสงลง ขบวนเดินทางเข้าสู่เขตป่าไผ่เขียวขจีที่ทอดยาวตลอดสองข้างทาง ต้นไผ่สูงเสียดฟ้าบดบังแสงแดดจนทำให้บรรยากาศรอบกายดูร่มครึ้มและเย็นเยียบลงถนัดตา เสียงลมพัดผ่านยอดไผ่ดังกราวราวกับเสียงคลื่นในมหาสมุทร ชวนให้รู้สึกวังเวงอย่างประหลาด
จ้าวซืออินวางจอกชาลงบนโต๊ะ นางรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง สัญชาตญาณร้องเตือนว่าสถานที่แห่งนี้มิปลอดภัย ความเงียบสงัดที่โรยตัวอยู่รอบด้านนั้นเงียบเกินไป ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้องหรือเสียงแมลงป่า
ทันใดนั้น เสียงม้าร้องด้วยความตื่นตระหนกก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงล้อรถม้าที่หยุดกระทันหันจนตัวรถสะเทือน จ้าวซืออินเสียหลักถลาไปข้างหน้า โชคดีที่ลู่ผิงคว้าแขนของนางไว้ได้ทัน
“เกิดอันใดขึ้น” จ้าวซืออินเอ่ยถามเสียงหลง
“มีคนซุ่มโจมตี คุ้มครองคุณหนู” เสียงหัวหน้าองครักษ์ตะโกนก้องดังมาจากด้านนอก
เสียงโลหะกระทบกันดังแว่วเข้ามาในรถม้า ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนมาก จ้าวซืออินค่อยๆ แง้มม่านหน้าต่างออกดู สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคน ปกปิดใบหน้ามิดชิด ในมือถือดาบกำลังบุกเข้าห้ำหั่นกับองครักษ์ประจำจวน
