ตอนที่ 5
สายลมเหนือพัดผ่านยอดไผ่จนเกิดเสียงดังราวกับเกลียวคลื่น ใบไผ่สีเขียวเข้มร่วงหล่นลงมาปะปนกับหยาดโลหิตสีแดงฉานที่สาดกระเซ็นอยู่บนพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ใบหน้างดงามล่มเมืองปราศจากร่องรอยแห่งความหวาดหวั่น นัยน์ตากลมโตทอประกายสงบนิ่งขณะจับจ้องไปยังบุรุษสวมหน้ากากสีเงินเบื้องหน้า
“สตรีวิปลาส” โม่เยว่เทียนเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงไปด้วยความเย็นชาและไร้เยื่อใย เขาหาได้สนใจที่จะเสวนาต่อ ร่างสูงโปร่งเบี่ยงตัวเตรียมจะใช้วิชาตัวเบาเร้นกายจากไป เขาบรรลุเป้าหมายในการสังหารกลุ่มนักฆ่าที่เป็นปรปักษ์ต่อพรรคมารแล้ว ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องรั้งอยู่
“ช้าก่อนท่านจอมยุทธ์” น้ำเสียงนุ่มนวลทว่ากังวานใสของจ้าวซืออินดังขึ้นขัดจังหวะ นางก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าวด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความเกรงใจ หาได้วิ่งพรวดพราดเข้าไปขวางทางอย่างเสียมารยาทไม่ “ท่านเพิ่งช่วยชีวิตซืออินและคนของจวนอัครเสนาบดีไว้ ยังมิได้ทราบนามของท่าน ซืออินจะหาทางทดแทนบุญคุณได้อย่างไร”
โม่เยว่เทียนหยุดชะงัก นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาหรี่ลงอย่างอันตราย จิตสังหารสายหนึ่งปะทุขึ้นรอบกายจนอากาศเย็นเยียบลงฉับพลัน เขาก้าวเข้าหานางเพียงก้าวเดียว ทว่าแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมานั้นหนักอึ้งดุจขุนเขากดทับ
“ทดแทนบุญคุณกระนั้นหรือ” ประมุขมารแค่นเสียงหยัน “ข้าเพียงแต่มาสังหารสุนัขลอบกัดที่บังอาจขวางทางข้า หาได้ตั้งใจจะช่วยชีวิตสตรีเช่นเจ้าไม่ จงหลบไปเสียก่อนที่กระบี่ของข้าจะบานปลายไปถึงพวกเจ้า”
แม้จะเผชิญหน้ากับจิตสังหารอันน่ากลัว จ้าวซืออินกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามจนทำให้บรรยากาศรอบด้านสว่างไสวขึ้นมาถนัดตา
“การกระทำของท่าน แม้จะอ้างว่าเพื่อกำจัดศัตรูส่วนตัว ทว่าผลลัพธ์ก็คือการต่อลมหายใจให้แก่ข้าและองครักษ์ วิญญูชนรู้คุณย่อมต้องทดแทน ซืออินหาใช่คนเนรคุณไม่ ยิ่งไปกว่านั้น ซืออินทราบดีว่าบุรุษเบื้องหน้าคือผู้ใด” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าถ้อยคำนั้นกลับคมดุจใบมีด
โม่เยว่เทียนหรี่ตาลง มองสตรีเบื้องหน้าด้วยแววตาประเมิน “เจ้ารู้งั้นหรือ”
“วิชาตัวเบาที่ไร้ร่องรอยดุจภูตผี เพลงกระบี่ที่รวดเร็วดุจสายฟ้า และหน้ากากสีเงินอันเป็นเอกลักษณ์ ในใต้หล้านี้มีเพียงบุรุษเดียวเท่านั้น ท่านคือประมุขพรรคมาร โม่เยว่เทียน” นางกล่าวชื่อของเขาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ลู่ผิงและเหล่าองครักษ์ที่ได้ยินชื่อนั้นต่างทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ชื่อเสียงของโม่เยว่เทียนเลื่องลือไปในทางโหดร้ายทารุณ ผู้ใดที่พบเจอเขาล้วนไม่มีชีวิตรอดกลับไป ทว่าคุณหนูใหญ่ของพวกเขากลับยืนสนทนากับประมุขพรรคมารผู้นี้ด้วยท่าทีสง่างามราวกับกำลังต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในจวน
“ในเมื่อเจ้าล่วงรู้ตัวตนของข้า เหตุใดจึงยังกล้าต่อปากต่อคำ เจ้าไม่กลัวตายหรือไร” โม่เยว่เทียนเอ่ยถามเสียงเย็น
จ้าวซืออินประสานมือไว้ที่เอว ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยอย่างให้เกียรติ “ความตายย่อมเป็นสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัว ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตาย คือการต้องทนมองดูวิญญูชนจอมปลอมสวมหน้ากากหลอกลวงผู้คน ท่านประมุข แม้ภายนอกท่านจะถูกชาวยุทธภพตราหน้าว่าเป็นมารร้าย ทว่าท่านลงมืออย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา หาได้ลอบกัดเช่นนักฆ่าเหล่านี้ไม่ ซืออินชื่นชมในความเด็ดขาดและความสง่างามของท่าน ยิ่งกว่าความดีงามจอมปลอมของบุรุษบางคนในเมืองหลวงเสียอีก”
คำกล่าวนั้นประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางวงสนทนา โม่เยว่เทียนชะงักงัน เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง พยายามค้นหาความหวาดกลัวหรือความเสแสร้ง ทว่ากลับพบเพียงความจริงใจและสติปัญญาที่ลึกล้ำ สตรีผู้นี้มิได้พูดปด นางมองทะลุเปลือกนอกที่ชาวยุทธภพสร้างให้เขา และมองเห็นแก่นแท้บางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองยังหลงลืมไป
“วาจาหวานเชื่อมของกุลสตรีชนชั้นสูง ข้าฟังมามากพอแล้ว เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่” ประมุขมารลองหยั่งเชิง
จ้าวซืออินยืดตัวขึ้นเต็มความสูง นางทอดสายตามองป่าไผ่รอบด้านก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ซืออินคือบุตรีสายตรงของอัครเสนาบดีจ้าวรุ่ยแห่งต้าฉู่ ยามนี้เมืองหลวงกำลังตกอยู่ในคลื่นใต้น้ำของการแย่งชิงอำนาจ องค์รัชทายาทไป๋อี้เฉินพยายามผูกมัดจวนอัครเสนาบดีเพื่อเป็นฐานกำลังของตนเอง ทว่าซืออินมิปรารถนาจะตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของบุรุษหน้าไหว้หลังหลอกผู้นั้น ข้าต้องการพันธมิตรที่มีกำลังมากพอจะคานอำนาจกับตำหนักตะวันออกได้”
นางหยุดพักหายใจเล็กน้อย ก่อนจะเสนอข้อตกลงที่ทำให้โม่เยว่เทียนต้องประเมินสตรีผู้นี้ใหม่อีกครั้ง
“ซืออินยินดีจะเป็นหูตาให้แก่พรรคมาร คอยส่งข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ของเมืองหลวง ข้อมูลที่แม้แต่สายลับฝีมือดีของท่านก็ไม่อาจเข้าถึงได้ แลกกับการที่ท่านประมุขสนับสนุนซืออินในกาลข้างหน้า และไว้ชีวิตคนของข้าในวันนี้”
โม่เยว่เทียนหรี่ตาลง ข้อเสนอของนางตรงกับความต้องการของเขาพอดี พรรคมารกำลังถูกทางราชสำนักและสำนักในยุทธภพเพ่งเล็ง การมีหูตาในจวนอัครเสนาบดีย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทว่าเขาเป็นคนที่มีนิสัยระแวงสงสัยเป็นทุนเดิม ย่อมไม่อาจเชื่อใจสตรีที่เพิ่งพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวได้ง่ายดาย
“บุตรีอัครเสนาบดี เสนอตัวเป็นสายข่าวให้พรรคมาร ช่างเป็นเรื่องตลกขบขันสิ้นดี ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่านี่มิใช่แผนลวงของบิดาเจ้า เพื่อล่อลวงพรรคมารให้ติดกับดัก” ประมุขมารแค่นเสียง
“ท่านประมุขโปรดไตร่ตรองดูเถิด หากนี่เป็นแผนการของท่านพ่อข้าจริง เหตุใดเขาจึงปล่อยให้ข้ามาเผชิญหน้ากับนักฆ่าพวกนี้โดยมีองครักษ์เพียงหยิบมือ บาดแผลบนร่างของคนของข้าล้วนเป็นของจริง เลือดที่ไหลรินก็เป็นของจริง” จ้าวซืออินอธิบายอย่างใจเย็น “ซืออินเสนอตัวด้วยความเต็มใจ หามีผู้ใดบังคับไม่ และข้ามีข้อมูลแรกที่พร้อมจะพิสูจน์ความจริงใจให้ท่านเห็นในเร็ววัน”
นางทอดสายตามองเสี้ยวหน้าที่โผล่พ้นหน้ากากสีเงินอย่างละเมียดละไม เพียงแค่มองเสี้ยวหน้าครึ่งล่าง นางก็รู้ได้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้มีความหล่อเหลาเหนือชั้นกว่าองค์รัชทายาทไป๋อี้เฉินหลายสิบเท่านัก
“ข้อแลกเปลี่ยนของซืออินมีเพียงข้อเดียวเท่านั้น เมื่อใดที่ข้าส่งข่าวสารที่มีประโยชน์ให้ท่าน ท่านจะต้องรักษาสัจจะ ยอมให้ข้าได้เชยชมใบหน้าที่แท้จริงของท่านเพื่อเป็นการตอบแทน” จ้าวซืออินเอ่ยคำขอของนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไปด้วยความมุ่งมั่น
โม่เยว่เทียนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยภายใต้หน้ากาก ข้อเรียกร้องของนางช่างประหลาดเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาได้ สตรีผู้นี้มิได้ต้องการอำนาจ บารมี หรือทรัพย์สินเงินทอง นางเพียงต้องการชมใบหน้าของเขากระนั้นหรือ ความต้องการอันแสนเรียบง่ายทว่าแฝงไปด้วยความชื่นชมอย่างลึกซึ้งนี้ ทำเอาบุรุษผู้เหี้ยมโหดถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาจ้องมองใบหน้างดงามที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของนาง ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ในก้นบึ้งของหัวใจมาตลอดหลายปี คล้ายจะถูกสั่นคลอนด้วยความสง่างามและความดื้อรั้นของนาง
“ได้” โม่เยว่เทียนเอ่ยคำสั้นกระชับ น้ำเสียงของเขากลับมาเยือกเย็นดังเดิม “ข้อเสนอของเจ้า ข้ารับไว้พิจารณา ทว่าหากเจ้าคิดคดทรยศหรือเล่นตุกติกแม้แต่เพียงนิดเดียว ข้าจะมาทวงชีวิตของเจ้าและครอบครัวด้วยมือของข้าเอง”
โม่เยว่เทียนล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบป้ายหยกสีดำสนิทสลักลวดลายเมฆาอันเป็นสัญลักษณ์ของพรรคมารออกมาหนึ่งชิ้น เขาโยนมันไปข้างหน้า จ้าวซืออินรีบยื่นมือออกไปรับไว้อย่างแม่นยำ ป้ายหยกนั้นเย็นเฉียบ ทว่ากลับมีกลิ่นอายของสนหิมะจากตัวเขาติดมาด้วย ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
“หากมีข่าวสารสำคัญ จงนำป้ายหยกนี้ไปที่โรงเตี๊ยมจันทร์กระจ่างในเมืองหลวง แล้วมอบให้แก่หลงจู๊ที่นั่น จะมีคนของข้ามารับข่าวสารไปเอง” โม่เยว่เทียนสั่งความด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “จงจำไว้ ชีวิตของเจ้าบัดนี้ผูกติดกับพรรคมารแล้ว”
กล่าวจบ ร่างของโม่เยว่เทียนก็พลิ้วไหวทะยานขึ้นสู่ยอดไผ่อีกครั้ง รวดเร็วดุจวิญญาณภูตผี เพียงชั่วพริบตาเดียว เงาร่างสีดำนั้นก็กลืนหายไปกับแสงสลัวของยามเย็น ทิ้งไว้เพียงซากศพของนักฆ่าและบรรยากาศอันหนาวเหน็บที่ค่อยๆ จางหายไป
