ตอนที่ 2
เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของจ้าวซืออินฟื้นฟูจนกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงดังเดิม ใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด เปล่งปลั่งงดงามยิ่งกว่าเดิม ลู่ผิงจัดเตรียมชุดสีฟ้าอ่อนปักลายดิ้นเงินเข้าคู่กับเครื่องประดับหยกเนื้อดี ทำให้นางดูสง่างามและบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับเทพธิดา
“คุณหนูของบ่าวช่างงดงามเหลือเกิน วันนี้คุณหนูจะต้องโดดเด่นที่สุดในงานเลี้ยงเป็นแน่เจ้าค่ะ” ลู่ผิงเอ่ยชมขณะปักปิ่นหยกชิ้นสุดท้ายลงบนมวยผม
จ้าวซืออินมองตนเองในคันฉ่องด้วยความพึงพอใจ “ไปกันเถิด อย่าให้ท่านพ่อและท่านแม่ต้องรอนาน”
รถม้าประจำจวนอัครเสนาบดีเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนในเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่พระราชวัง จ้าวซืออินเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย ลอบมองความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ผู้คนเดินขวักไขว่ ร้านค้าเรียงรายสองข้างทาง ทุกสิ่งดูแปลกตาและน่าตื่นตาตื่นใจ
เมื่อรถม้าจอดเทียบที่หน้าประตูวัง จ้าวซืออินก้าวลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม นางเดินตามบิดามารดาเข้าไปยังอุทยานหลวง สถานที่จัดงานเลี้ยงชมบุปผา ภายในอุทยานเต็มไปด้วยพรรณไม้หายากที่กำลังเบ่งบานชูช่อ กลิ่นหอมของดอกไม้อบอวลไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและครอบครัวต่างแต่งกายด้วยชุดหรูหรา จับกลุ่มสนทนากันอย่างออกรส
จ้าวซืออินกวาดสายตามองไปรอบงาน เพื่อค้นหาเป้าหมายสำคัญของวันนี้ นางรู้ดีว่าไป๋อี้เฉินจะต้องปรากฏตัวในงานนี้อย่างแน่นอน ทันใดนั้น เสียงขันทีก็ประกาศขึ้น
“องค์รัชทายาทเสด็จ”
บรรยากาศในงานเลี้ยงเงียบสงบลงทันตา ทุกคนต่างย่อกายถวายความเคารพ จ้าวซืออินก้มหน้าลงเล็กน้อย ทว่าสายตายังคงแอบช้อนมองขึ้นไป นางหัวใจเต้นแรงด้วยความคาดหวัง
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทแห่งต้าฉู่ พระเอกของเรื่องที่นางเฝ้ารอคอยจะยลโฉมมาตลอดเจ็ดวัน
ทว่าเมื่อสายตาของนางปะทะเข้ากับใบหน้าของไป๋อี้เฉิน รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนริมฝีปากของจ้าวซืออินก็แข็งค้างไปชั่วขณะ
บุรุษเบื้องหน้ามีรูปร่างสูงโปร่ง คิ้วเข้มพาดเฉียง ริมฝีปากบางเฉียบ ท่าทางดูองอาจผ่าเผยและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเชื้อพระวงศ์ ทว่าใบหน้าของเขากลับดูธรรมดาและจืดชืดกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก เขาหล่อเหลาตามมาตรฐานของบุรุษทั่วไป แต่หาได้มีความงดงามโดดเด่นเหมือนที่นิยายได้พรรณนาไว้แต่อย่างใด
จ้าวซืออินลอบกะพริบตา นางพยายามเพ่งมองอีกครั้ง หวังว่าตนเองอาจจะตาฝาดหรือมุมแสงอาจจะไม่เป็นใจ แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมใด ไป๋อี้เฉินก็ยังคงเป็นเพียงบุรุษหน้าตาธรรมดาที่ดูสะอาดสะอ้านและมีสง่าราศีเท่านั้น หาใช่บุรุษรูปงามอันดับหนึ่งที่สามารถสะกดสายตาผู้คนได้ตั้งแต่แรกเห็น
นางรำพึงในใจอย่างเงียบงัน นี่หรือคือรูปโฉมดุจเทพเซียนลงมาจุติ นี่หรือคือใบหน้าที่สตรีทั่วหล้าต่างใฝ่ฝัน หากมาตรฐานความงามของบุรุษมีเพียงเท่านี้ นางคงต้องผิดหวังอย่างใหญ่หลวงเสียแล้ว
“อินเอ๋อร์ เป็นอันใดไป เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น” มารดาของนางกระซิบถามเมื่อเห็นบุตรสาวนิ่งอึ้งไป
จ้าวซืออินรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ นางส่ายหน้าช้าๆ “ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ ลูกเพียงแต่รู้สึกตาลายเล็กน้อย”
แม้นางจะพยายามรักษากิริยามารยาท แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่า นิยายหลอกลวงข้า คำบรรยายอันวิจิตรเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงคำกล่าวอ้างเกินจริง หากพระเอกหน้าตาเพียงเท่านี้ การใช้ชีวิตบนโลกใบนี้คงขาดสีสันไปถนัดตา
งานเลี้ยงดำเนินต่อไป จ้าวซืออินนั่งจิบชาและชมการแสดงร่ายรำด้วยความเบื่อหน่าย นางพยายามไม่หันไปมองทางไป๋อี้เฉินเพื่อไม่ให้นึกขัดใจไปมากกว่านี้ แม้ว่าองค์รัชทายาทจะคอยส่งสายตามาทางนางเป็นระยะตามเนื้อเรื่องที่เขาต้องตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกพบ ทว่าจ้าวซืออินกลับทำเป็นไม่สนใจและแกล้งมองข้ามไปเสียสนิท
“ลู่ผิง ข้าอยากออกไปเดินเล่นรับลมข้างนอกเสียหน่อย ในนี้ผู้คนพลุกพล่านจนข้ารู้สึกอึดอัด” จ้าวซืออินกระซิบกับสาวใช้ข้างกาย
ลู่ผิงพยักหน้ารับ ก่อนจะประคองเจ้านายให้ลุกขึ้นเดินปลีกตัวออกจากงานเลี้ยง ทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามทางเดิน มุ่งหน้าสู่ศาลาริมน้ำที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากความวุ่นวาย บรรยากาศบริเวณนี้เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดหลิวและเสียงน้ำกระทบฝั่งเบาๆ
จ้าวซืออินทอดสายตามองผืนน้ำ นางรู้สึกห่อเหี่ยวใจอย่างบอกไม่ถูก ความคาดหวังที่จะได้พบเจอบุรุษรูปงามพังทลายลงไม่เป็นท่า นางถอนหายใจอย่างไม่ปิดบังความผิดหวัง
“คุณหนูเป็นอันใดไปเจ้าคะ ตั้งแต่เห็นหน้าองค์รัชทายาท คุณหนูก็ดูไม่มีความสุขเลย หรือว่าคุณหนูไม่ชอบใจที่พระองค์ทรงมองคุณหนูเจ้าคะ” ลู่ผิงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง นางสังเกตเห็นกิริยาของเจ้านายมาตั้งแต่ในงานเลี้ยงแล้ว
จ้าวซืออินหันมามองสาวใช้คนสนิท นางมิอาจบอกความจริงได้ว่าตนเองผิดหวังในหน้าตาของพระเอก จึงได้แต่ตอบเลี่ยงไป “ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าองค์รัชทายาทสูงศักดิ์เกินไป ข้ามิอาจเอื้อมถึง”
“คุณหนูกล่าวอันใดกันเจ้าคะ คุณหนูเป็นถึงบุตรีสายตรงของอัครเสนาบดี เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและสติปัญญา คู่ควรกับองค์รัชทายาทที่สุดแล้วเจ้าค่ะ” ลู่ผิงรีบกล่าวแย้ง
จ้าวซืออินยิ้มขมขื่น ไม่ตอบอันใด นางหันกลับไปมองผืนน้ำอีกครั้ง ในใจแอบคิดว่าหากบุรุษในโลกนี้ล้วนมีหน้าตาดาษดื่นเช่นไป๋อี้เฉิน นางคงต้องใช้ชีวิตอย่างแห้งเหี่ยวหัวใจไปจนแก่เฒ่าเป็นแน่แท้
ในขณะที่นางกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเบาหวิวคล้ายคนกำลังใช้วิชาตัวเบาเหินทะยานผ่านหลังคาศาลาไป จ้าวซืออินเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ นางเห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจวิหคราตรี
ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบมิใช่วิชาตัวเบาอันล้ำเลิศนั้น หากแต่เป็นเสี้ยวหน้าของบุรุษชุดดำที่สะท้อนเข้ากับแสงอาทิตย์เพียงเสี้ยววินาที แม้จะเห็นเพียงด้านข้างและมีหน้ากากสีเงินปกปิดใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง ทว่ารูปสลักสันกรามอันคมเข้ม ริมฝีปากได้รูป และดวงตาคมที่แฝงไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ลมหายใจของจ้าวซืออินสะดุดลง
ความงดงามที่อันตรายแผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้น ราวกับมนต์สะกดที่ทำให้สตรีผู้ลุ่มหลงในความงามเช่นนางถูกตรึงอยู่กับที่
“ลู่ผิง เจ้าเห็นหรือไม่ บุรุษเมื่อครู่คือผู้ใด” จ้าวซืออินเอ่ยถามเสียงสั่น หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ลู่ผิงส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว “บ่าวไม่เห็นหน้าชัดเจนเจ้าค่ะ ทว่าแต่งกายชุดดำอำพรางตัวเช่นนี้ ย่อมมิใช่คนดีเป็นแน่ เรากลับเข้าไปในงานเลี้ยงกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู อยู่ตรงนี้อาจมีภัย”
จ้าวซืออินมิได้ฟังคำเตือนของสาวใช้ สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่เงาดำนั้นหายลับไป นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นั้นคือผู้ใด ในนิยายเรื่องนี้ มีเพียงผู้เดียวที่สวมหน้ากากสีเงินครึ่งหน้าและปรากฏตัวด้วยวิชาตัวเบาอันลึกล้ำเช่นนี้
โม่เยว่เทียน ประมุขพรรคมาร
นักเขียนหลอกลวงข้าอีกแล้ว จ้าวซืออินรำพึงในใจอย่างตื่นเต้น ผู้ใดบอกว่าเขาอัปลักษณ์กันเล่า เพียงแค่เสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่เผยให้เห็นเมื่อครู่ ก็เพียงพอที่จะบดบังรัศมีของพระเอกอย่างไป๋อี้เฉินจนมิดแล้ว หากได้เห็นใบหน้าเต็มของเขา จะงดงามสะท้านฟ้าสะเทือนดินเพียงใดกัน
ความผิดหวังเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น จ้าวซืออินคลี่ยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ดอกท้อในใจที่เหี่ยวเฉาเมื่อครู่กลับมาเบ่งบานอีกครั้ง โชคชะตาเล่นตลกกับนางเสียนี่กระไร พระเอกที่ควรจะงดงามกลับจืดชืด ตัวร้ายที่ควรจะอัปลักษณ์กลับหล่อเหลาบาดใจ
หากสวรรค์ลิขิตให้บุรุษที่งดงามที่สุดในใต้หล้าต้องตกเป็นของตัวร้ายและมีจุดจบอันน่าอนาถ นางจ้าวซืออินผู้นี้แหละที่จะขอฝืนลิขิตสวรรค์ เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเขาด้วยมือของนางเอง
“กลับกันเถิดลู่ผิง งานเลี้ยงนี้ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก ข้าอยากกลับจวนแล้ว” จ้าวซืออินหมุนตัวเดินกลับไปยังอุทยานหลวง ท่วงท่าของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
