บทที่ 6/1 ฮูหยินผู้เฒ่าจวนโหว
“ไม่! แม่อย่าไป จูจูไม่อยากให้แม่ไป!”
ซือเจ๋อหยวนยืนมองภาพบุตรสาวกอดสตรีแปลกหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ความจริงอีกอย่างที่ทำให้เขารู้สึกสงสัยในความสัมพันธ์ของคนทั้งสองมากขึ้นกว่าเดิมนั่นคือซือจูจูไม่เคยเรียกใครว่าแม่
“จูจู” เสียงของเขาแผ่วลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ เป็นน้ำเสียงที่ไม่เคยใช้กับใครนอกจากบุตรสาว
“ทำไมลูกถึงคิดว่านางเป็นแม่”
“จูจูจำแม่ได้ นี่คือแม่ของจูจู” เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำตาไหลอาบแก้ม ถึงแม้ว่าการแต่งกายของคนเป็นแม่จะเปลี่ยนไป แต่อย่างไรนางก็จำได้อยู่ดีว่านี่คือแม่จวีม่านของนาง
“พ่ออย่าจับแม่ไปนะ” ครานี้จูจูเรียกเขาว่า ‘พ่อ’ อย่างเต็มปากพร้อมกับหันมาเผชิญหน้าและกางแขนปกป้องคนเป็นแม่เอาไว้ ไม่ยอมให้ใครพรากแม่ไปจากนางอีก
ความเงียบถาโถมเข้ามาจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่แผ่กระจายไปทั่วห้อง และในตอนนั้นเองเสียงฝีเท้าสาวใช้ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมเอ่ยรายงานถึงสิ่งที่ทำให้ทุกคนในห้องต่างชะงักไปพร้อมกัน
“ฮูหยินผู้เฒ่ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
ซือเจ๋อหยวนหันขวับ ดวงตาคมเข้มปรากฏร่องรอยของความตระหนกออกมาให้เห็นจางๆ เขากัดฟันเล็กน้อย รู้ทันทีว่าเวลานี้ไม่เหมาะที่มารดาของเขาจะพบเจอกับเรื่องวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น
‘เซี่ยอี้ตาน’ ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนโหวเป็นสตรีที่เข้มงวด เคร่งครัดในกฏระเบียบ และให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตระกูลมากกว่าสิ่งใด
หากนางรู้ว่ามีสตรีแปลกหน้าบุกเข้ามาที่ห้องของหลานสาวกลางดึก เรื่องนี้จะไม่จบลงอย่างง่ายดายแน่นอน…
ซือเจ๋อหยวนสูดลมหายใจเข้าปอดพลางก้าวเข้าไปหาซือจูจูที่กอดเพ่ยอิงเอาไว้แน่น เขานั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่งให้ร่างสูงเสมอกับสตรีต่างวัยทั้งสองคนพลางยกมือขึ้นแตะไหล่ของเจ้าก้อนแป้ง เสียงของเขานุ่มลงอย่างไม่รู้ตัว
“จูจูปล่อยเพ่ยอิงก่อนนะลูก ท่านย่ากลับมาแล้ว อย่าทำให้นางตกใจ”
“ไม่! จูจูไม่ให้ใครพาแม่ไป จูจูไม่ให้” เด็กน้อยกอดเพ่ยอิงไว้แน่นมากกว่าเดิม กล่าวอย่างดื้อรั้น นางไม่เชื่อใจผู้ใด ยกเว้นแค่เพียงแม่จวีม่านคนเดียวเท่านั้น
เพ่ยอิงก้มหน้าซ่อนน้ำตา ขณะที่ซือเจ๋อหยวนเม้มปากแน่น เขารู้ว่ายิ่งจูจูเกาะติดเพ่ยอิงมากเท่าใด นั่นยิ่งเป็นปัญหาใหญ่
ตึก ตึก ตึก
เสียงรองเท้าเรียบหรูของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับกลิ่นกำยานจากวัดบนภูเขา ในตอนที่นางก้าวข้ามผ่านกรอบประตูเข้ามา บรรยากาศในห้องยิ่งเต็มไปด้วยความกดดันมากขึ้น
“หยวนเอ๋อร์ นี่มันเรื่องอะไรกัน!” เสียงของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ทำให้บรรดาสาวใช้ต่างพากันก้มหน้าต่ำลงในทันที
เซี่ยอี้ตานขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันมองภาพของบุตรชายที่มีศักดิ์เป็นถึงท่านโหวแห่งเมืองต้าหยาง ทว่ายามนี้กลับนั่งคุกเข่าอยู่เคียงข้างของบุตรสาวที่กำลังกอดสตรีแปลกหน้าไว้ในอ้อมแขน
ซือเจ๋อหยวนรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะตกใจเล็กน้อยแต่ท่วงท่ายังคงสง่า พยายามข่มกลั้นไม่ให้เรื่องที่กังวลอยู่ในใจเผยออกมา
เขาหันกลับมาหาคนเป็นแม่ ตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งที่สุดเท่าที่จะควบคุมได้
“แม่นางผู้นี้ชื่อเพ่ยอิง ต่อไปนี้จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอีกคนของจูจู นางมีความรู้เรื่องการดูแลเด็กอยู่บ้าง และเคยช่วยข้าไว้ในยามฉุกเฉินขอรับท่านแม่”
คำพูดของเขาทำให้เพ่ยอิงชะงัก หันมามองคนตัวโตอย่างไม่เชื่อสายตา
ซือเจ๋อหยวนกำลังช่วยนาง หรือเขาแค่ต้องการปิดบังเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากมารดาอยู่กันแน่?
แต่ในตอนที่เพ่ยอิงผละออกจากอ้อมแขนของซือจูจู ในตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานได้เห็นใบหน้าของนางเต็มสองตาก็แทบจะล้มทั้งยืนไปในทันที
“จะ เจ้า! เหตุใดใบหน้าของเจ้าถึงได้เหมือนโจวอวี้เหมยเช่นนี้!” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจ สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าในยามนี้ทำให้เพ่ยอิงอดที่จะถอนลมหายใจออกมาหนักๆไม่ได้
หากนางรู้ว่าในอนาคตจะต้องทะลุมิติมาอยู่ในร่างของนางร้ายเพ่ยอิง อยู่ในโลกนิยายที่ตนเองเป็นผู้แต่ง นางคงไม่เขียนให้นางร้ายเพ่ยอิงมีใบหน้าคล้ายคลึงกับโจวอวี้เหมยจนเรื่องราวยุ่งเหยิงบานปลายเช่นนี้อย่างแน่นอน
หลังจากกล่อมเจ้าก้อนกลมซือจูจูจนสงบ เด็กน้อยยอมปล่อยให้เพ่ยอิงมาพบฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานชั่วครู่ เพ่ยอิงก็ถูกสาวใช้พาเข้ามาคำนับฮูหยินผู้เฒ่าตามคำสั่งของซือโหว
ยามนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานนั่งอยู่ในห้องโถงเล็กของจวนใหญ่ กลิ่นชาลอยอบอวลอยู่ในอากาศ แต่บรรยากาศกลับเย็นยะเยือกจนทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ร่างสูงของซือเจ๋อหยวนนั่งอยู่ข้างมารดา หลังตรงนิ่งและสุภาพ แต่ในดวงตาลึกๆมีแววระแวดระวังซ่อนอยู่
ในตอนที่ประตูเปิดออก เพ่ยอิงก้าวเข้ามาอย่างเงียบๆ นางยอบกายลงคารวะฮูหยินผู้เฒ่า รับรู้ได้ถึงสายตาเฉียบคมทรงอำนาจที่กำลังมองจ้องมายังนาง ฮูหยินผู้เฒ่าวางถ้วยชาลงเบาๆ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“หยวนเอ๋อร์ เหตุใดแม่นางเพ่ยอิงถึงได้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับโจวอวี้เหมยเช่นนี้”
เพ่ยอิงยังคงก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าสบตาผู้ใด ขณะที่คิ้วดาบของซือเจ๋อหยวนขมวดแน่น หัวใจของเขากระตุกขึ้นเบาๆ ทว่าไม่อาจให้มารดารู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เขาจึงตัดสินใจเลือกที่จะโกหกครั้งแรกในรอบหลายปี
“ข้าเองก็ไม่ทราบขอรับท่านแม่ นางเคยช่วยเหลือข้าไว้จากการถูกลอบทำร้าย เมื่อวานข้าได้พบนางอย่างบังเอิญอีกครั้ง พบว่านางร่อนเร่มาจากแดนใต้ ไม่มีที่ไป สอบถามไปเรื่อยๆพบว่านางเคยรับจ้างดูแลเด็กมาก่อนทำให้นางพอมีความรู้อยู่บ้าง อีกทั้งเมื่อคืนนี้จูจูไม่สบาย ไข้ขึ้นสูงจากอากาศเย็น นางก็คอยช่วยดูแลจนจูจูอาการดีขึ้น ท่านหมอถึงขั้นกับเอ่ยปากชม ข้าจึงตัดสินใจรับนางมาเป็นพี่เลี้ยงอีกคนของจูจูขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเลิกคิ้ว แววตาของนางครุ่นคิด ขณะที่เพ่ยอิงก้มหน้าลงบีบมือเข้าหากันแน่น เพราะไม่เคยคิดว่าจะมีใครโกหกได้อย่างเป็นระบบและแนบเนียนเพื่อปกป้องนางเช่นนี้มาก่อน แม้แต่กับหลี่เสี่ยวหานอดีตสามีในโลกปัจจุบันก็ยังไม่เคยกางปีกปกป้องนางเหมือนที่ซือเจ๋อหยวนกำลังทำในตอนนี้
“เพ่ยอิง เจ้ารู้จักสตรีที่มีนามว่าโจวอวี้เหมย หรือคนสกุลโจวมาก่อนหรือไม่”
“ไม่เคยเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงตอบเสียงเรียบ พยายามทำหน้าให้นิ่งที่สุดเพื่อไม่ให้โดนจับได้
ซือเจ๋อหยวนลอบส่งสายตามองไปยังเพ่ยอิงเล็กน้อย สีหน้าดุดันขึ้น ปกปิดความกังวลทั้งหมดด้วยท่าทีที่มั่นคง
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องตาของบุตรชายนาน ราวกับจะค้นคำโกหกให้เจอ ทว่าสุดท้าย นางก็ถอนหายใจยาวและเอ่ยขึ้นช้าๆ
“แม่จะเชื่อเจ้า เพราะรู้ว่าเจ้าไม่เคยโกหกแม่ ทั้งยังเห็นแก่จูจู แต่เพ่ยอิงเจ้าจงจำเอาไว้ ต่อให้เจ้าจะมีหน้าตาคล้ายกับโจวอวี้เหมยอดีตฮูหยินใหญ่ของซือโหว มารดาของจูจู หน้าตาของเจ้านั้นสามารถทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายนัก แต่เจ้าก็ไม่ใช่นาง เจ้าเป็นเพียงพี่เลี้ยงคนหนึ่งของจูจูเท่านั้น อย่าได้สำคัญตัวผิดเป็นอันขาด” ประโยคหลัง นางหันไปมองเพ่ยอิงอีกครั้ง ดวงตาเย็นและสั่งอย่างชัดเจน เสมือนกับผู้ทรงอำนาจที่ดูแลอำนาจของเรือนทั้งหลัง
“เจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าเพียงครั้งเดียว และเดินเยื้องกายออกไปจากห้อง ทิ้งเพียงความเงียบและความอึดอัดเอาไว้ข้างหลัง
คล้อยหลังจากที่ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานเดินจากไป ซือเจ๋อหยวนก็หันกลับมามองนางด้วยดวงตาที่แข็งขึ้น
“จำคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าไว้ให้ดี อย่าได้สำคัญตัวผิด เพราะเจ้าไม่ใช่นาง” เขาเน้นย้ำทุกคำพูด ราวกับต้องการตอกย้ำให้นางรู้ถึงสถานะของตน ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้หยุดอยู่เบื้องหน้าของเพ่ยอิง
“และจำเอาไว้ว่าอย่าให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหลุดไปถึงหูของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นอันขาด หาไม่ข้าไม่รับรองความปลอดภัยของเจ้า”
“เจ้าค่ะ ข้าจะไม่ทำให้ท่านโหวเดือดร้อน” เพ่ยอิงกำมือแน่นพร้อมตอบเสียงเบา
ซือเจ๋อหยวนมองนางอีกครั้งอย่างเนิ่นนานจนเพ่ยอิงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น จากนั้นเขาจึงหมุนตัวเดินออกไป เมื่อนั้นเพ่ยอิงจึงได้หายใจสะดวกมากขึ้น หลังที่เกร็งตรงคลายลงทีละน้อยด้วยความโล่งใจ
เรือนอุดรของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานนั้นเงียบสงบ กลิ่นกำยานที่นางนำมาจากวัดบนภูเขาลอยคลุ้งไปทั่วห้อง ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานเพิ่งนั่งลงยังไม่ทันได้จิบชา
‘จางถง’ สาวใช้อาวุโสคนสนิทที่ติดตามทำงานรับใช้นางมากว่ายี่สิบปีก็รีบปิดประตูห้องให้เรียบร้อย ก่อนจะค่อยๆเดินเข้ามาค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม แต่สีหน้ามีร่องรอยของความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
“ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าขา หากเรื่องที่บ่าวจะพูดต่อไปนี้อาจทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจก็ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ แต่เรื่องแม่นางเพ่ยอิง บ่าวเห็นว่าไม่ควรปล่อยผ่านไปเฉยๆนะเจ้าคะ”
เซี่ยอี้ตานเปิดเปลือกตามองนางแวบหนึ่ง คิดไว้ไม่มีผิดว่าจางถงต้องพูดเรื่องเพ่ยอิงเป็นแน่
“เจ้าจะพูดสิ่งใดก็พูดมาตามตรงเถิดจางถง ข้าไม่ใช่คนใจแคบที่จะรับฟังคำตักเตือนไม่ได้”
จางถงได้ยินเช่นนี้จึงขยับเข้ามาใกล้ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานอีกนิด ก่อนพูดเสียงแผ่ว แต่น้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างชัดเจน
“ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ บ่าวคิดว่าการที่แม่นางเพ่ยอิงผู้นั้นมีหน้าตาเหมือนฮูหยินใหญ่โจวอวี้เหมยมากเกินไปจะทำให้จวนโหวของเราเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาในอนาคตได้เจ้าค่ะ”
