บทที่ 6/2 พี่เลี้ยงคนใหม่ของซือจูจู
ชื่อของคนที่จากไปทำให้คนที่ได้ยินนิ่งไปครู่หนึ่ง ปลายนิ้วที่จับอยู่บนถ้วยชาแข็งขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเบาแต่ทว่าหนักแน่น
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”
“ท่านโหวเองก็ดูจะใส่ใจนางไม่ใช่น้อย และคุณหนูจูจูก็ติดนางราวกับเป็นมารดาแท้ๆของคุณหนู บ่าวเกรงว่าเรื่องนี้จะกระทบกับการจับคู่ของท่านโหวกับคุณหนูเกาเจียหนี่ว์ได้เจ้าค่ะ” จางถึงรีบเอ่ยต่อ เมื่อเห็นเจ้านายมีท่าทีเห็นด้วยกับวาจาของตน
“การจับคู่ในครั้งนี้ ข้าตั้งใจทำเพื่ออนาคตของหยวนเอ๋อร์และตำแหน่งของตระกูลโหว สกุลเกาเป็นพันธมิตรที่สำคัญ ข้าจะไม่ยอมให้สตรีหน้าไหนมาทำลายได้อย่างเด็ดขาด” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอย่างหนักแน่น แววตาของนางมืดลงเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าไม่มีวันเปลี่ยนใจ
จางถงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย สีหน้าโล่งขึ้นที่ได้รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เมินเฉยต่อเรื่องนี้ แต่กระนั้นความกังวลก็ยังไม่คลายลงไปง่ายๆ
“แต่คุณหนูเกาเจียหนี่ว์เป็นคนละเอียดรอบคอบ หากนางรู้ว่ามีสตรีที่หน้าตาคล้ายกับฮูหยินใหญ่โจวอวี้เหมยอยู่ในจวนโหว นางอาจเข้าใจผิดคิดว่าท่านโหวยังมีใจให้ฮูหยินใหญ่โจวอวี้เหมยอยู่ได้นะเจ้าคะ”
ประโยคที่จางถงกล่าวมานั้นได้ทิ่มลงไปในใจของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี่ตานอย่างแรง เพราะนางรู้ดีว่าบุตรชายกับโจวอวี้เหมยไม่ได้รักใคร่ชอบพอกันมาตั้งแต่แรก การแต่งงานในครั้งนั้นเกิดจากการจับคู่ของผู้ใหญ่ที่เห็นว่าเหมาะสมเท่านั้น
“เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปนอกจวนโหว หากผู้ใดขัดคำสั่งข้าจะสั่งลงโทษไม่ละเว้น!” มือบางของฮูหยินผู้เฒ่ากำเข้าหากันแน่น ท่าทีแฝงด้วยความชัดเจนเด็ดขาด ไม่มีผู้ใดกล้าขัด
“สั่งให้ซวี่เหยาคอยจับตาดูเพ่ยอิงเอาไว้และรายงานข้าทุกเช้าเย็น ที่สำคัญอย่าให้ใครหลุดปากเปรียบเทียบว่านางเหมือนกับโจวอวี้เหมยเด็ดขาด”
“แล้วเรื่องคุณหนูเกาเจียหนี่ว์ล่ะเจ้าคะ” จางถงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
เซี่ยอี้ตานหลับตา ลั่นวาจาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“การจับคู่ระหว่างบุตรชายข้ากับคุณหนูสกุลเกาต้องสำเร็จ ไม่ว่าเพ่ยอิงจะเป็นใคร หรือจูจูจะเรียกนางว่าอะไร จะไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยนแผนการจับคู่ในครั้งนี้ของข้าไปได้” นางกล่าวอย่างหมายมาด
ขณะเดียวกันนั้นเอง เพ่ยอิงถูกพาไปยังเรือนคนใช้ในฐานะพี่เลี้ยงคนใหม่ของคุณหนูซือจูจู เรือนคนใช้หลังนี้ตั้งอยู่ฝั่งทางด้านตะวันตกของเรือนประจิม อยู่ห่างถัดออกไปทางด้านหลังของจวนใหญ่
สำหรับเพ่ยอิงแล้ว แม้ฐานะพี่เลี้ยงจะเป็นยศที่อยู่เกือบจะต่ำที่สุดในจวน แต่ก็ยังดีกว่าการถูกขังหรือถูกเฆี่ยน ทั้งยังได้ใกล้ชิดกับจูจูทุกวัน นางก็รู้สึกพึงพอใจมากแล้ว
หญิงสาวเดินตามสาวใช้ที่ถูกมอบหมายให้พานางมาเรือนสาวใช้อย่างเงียบๆ แต่เมื่อมาถึงที่หมาย เสียงกระซิบก็เริ่มดังขึ้นทันทีราวกับไฟลามทุ่ง
“นางผู้นั้นใช่หรือไม่ที่เป็นพี่เลี้ยงคนใหม่ของคุณหนูจูจู”
“ข้าได้ยินมาว่าเพราะนางมีใบหน้าที่คบ้ายกับฮูหยินใหญ่โจวอวี้เหมย ท่านโหวจึงยอมรับนางเข้ามาทำงาน”
เพ่ยอิงได้ยินคำซุบซิบนินทาแทบทุกประโยค ทว่านางพยายามฝืนทำตัวสงบ ปลอบตัวเองไม่ให้หวั่นไหวไปกับคำซุบซิบนินทานั้น และตัดสินใจก้าวเดินตามสาวใช้ไปอย่างเงียบๆ
แต่ในขณะที่คนอื่นๆกำลังมองเพ่ยอิงเหมือนตัวประหลาด และซุบซิบนินทากันอย่างสนุกปากอยู่นั้น ได้มีสตรีร่างท้วมผู้หนึ่งอายุอานามของนางน่าจะน้อยกว่าเพ่ยอิงราวสองสามปี ผิวของนางขาวสะอาด แก้มกลมแดงปลั่งดั่งผลทับทิม และตอนนี้กำลังเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของเพ่ยอิง
เพ่ยอิงมองคนที่ก้าวเข้ามาใหม่อย่างสำรวจ ท่าทางของนางดูอบอุ่นและอ่อนโยนผิดจากคนอื่นๆ อีกทั้งยังส่งรอยยิ้มบางๆมาให้
“แม่นางเพ่ยอิง ข้าชื่อลี่หวานนะเจ้าคะ ห้องพักของท่านอยู่ห้องเดียวกันกับข้า เชิญทางนี้เถอะเจ้าค่ะ”
“ขอบใจมากนะลี่หวาน” เพ่ยอิงกล่าวคำขอบคุณสั้นๆ ลี่หวานจึงแย้มยิ้มกว้างพร้อมยื่นไปจับข้อมือของเพ่ยอิงเอาไว้ พาเดินไปที่ห้องพักเล็กๆที่อยู่ทางด้านในเรือน
ทันทีที่ประตูเปิด เพ่ยอิงก้าวตามลี่หวานเข้าไปข้างใน ดวงตาคู่งามกวาดมองไปรอบๆ พบว่าภายในห้องพักมีเพียงฟูกนอนเล็กๆตั้งอยู่คนละมุมห้อง บนเตียงมีผ้าห่มที่ถูกซักจนสีซีดวางอยู่ ถัดไปไม่ไกลมีตะกร้าผ้าของลี่หวานที่ถูกพับอย่างประณีตเรียบร้อย
แม้ว่าภายในห้องจะไม่ได้กว้างขวาง แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นกว่าที่เพ่ยอิงคิด และที่สำคัญยังอยู่ใกล้เรือนประจิมที่จูจูอยู่
เพ่ยอิงหย่อนกายนั่งลงบนเตียง โดยมีสายตาของลี่หวานมองอย่างพินิจ แต่ไม่ใช่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนสายตาของคนอื่นๆ แต่เป็นความสงสัยอย่างคนซื่อตรงเท่านั้น
“เจ้ามีเรื่องใดที่อยากรู้ก็ถามข้ามาเถอะ”
หลังจากเห็นลี่หวานอ้ำอึ้งอยู่นาน ท้ายที่สุดเพ่ยอิงจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อนเลย
“แม่นางเพ่ยอิง อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทเลยนะเจ้าคะ หากแต่ว่าข้าไม่เคยเห็นผู้ใดมีใบหน้าที่เหมือนกันราวกับเป็นคนๆเดียวกันมาก่อนในชีวิต ใบหน้าของท่านคล้ายคลึงกับฮูหยินใหญ่โจวอวี้เหมยเป็นอย่างมาก คนทั้งจวนเลยพากันตกใจ” ลี่หวานเอ่ยเสียงเบา พลางสังเกตสีหน้าของเพ่ยอิงไปพลาง
เพ่ยอิงเม้มริมฝีปากเข้าหากันเล็กน้อย แม้ไม่อยากโกหกแต่ก็ไม่อาจพูดความจริงได้
“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดใบหน้าของข้าถึงได้เหมือนฮูหยินโจวอวี้เหมย แต่ข้ากับนางไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และข้าไม่เคยพบเจอนางมาก่อน”
ลี่หวานนิ่งไปชั่วอึดใจ จากนั้นจึงยิ้มบางพลางวางมือลงบนมือเล็กนุ่มนิ่มของเพ่ยอิง
“ไม่ต้องห่วงนะ ข้าอยู่ข้างเจ้า แม้ว่าในจวนนี้ข้าจะไร้อำนาจ แต่ข้าไม่ใช่คนชอบฟ้องหรือซุบซิบนินทาผู้อื่น หากเจ้ามีเรื่องใดไม่สบายใจ ก็บอกข้าได้เลย”
วาจาของลี่หวานทำให้เพ่ยอิงรู้สึกได้ว่าในโลกนี้ นางไม่ได้โดดเดี่ยวเหมือนที่เคยคิด
“ขอบใจมากนะลี่หวาน ทว่าเจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าแม่นางเพ่ยอิงหรอก เรียกว่าเพ่ยอิงเฉยๆก็ได้ ข้าเองก็มีฐานะไม่ต่างจากเจ้าหรอก”
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าพี่สาวได้หรือไม่ ท่านน่าจะอายุมากกว่าข้าเล็กน้อย”
“ได้สิ” เพ่ยอิงพยักหน้ารับ ทำให้ลี่หวานยิ้มกว้าง
“จากนี้ไปเราเป็นสหายร่วมห้องกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจนะพี่สาว” เอ่ยจบ นางก็เปล่งเสียงหัวเราะเบาๆอย่างคนอารมณ์ดี
ยามนี้เป็นเวลายามซวี (19.00 - 20.59 น.)
ซือเจ๋อหยวนนั่งอยู่ในห้องหนังสือภายในจวนใหญ่ แม้เบื้องหน้าจะมีตำราพิชัยสงครามเล่มหนาเตอะวางอยู่ หากแต่สายตาและสมาธิของเขาไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสือเบื้องหน้าแต่อย่างใด หลังจากที่สั่งให้ส่งตัวเพ่ยอิงไปยังเรือนคนใช้แล้ว แต่ความสงสัยกอปรกับความไม่ไว้ใจยังกัดกินในอก มือหนากำแน่นสลับกับคลายออกอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงส่งเสียงเรียกให้องครักษ์คนสนิทเข้ามาหา
ประตูเลื่อนไม้เปิดออก อินต๋าก้าวเข้ามาข้างในพลางโค้งให้ผู้เป็นนาย
“อินต๋า ข้าต้องการให้เจ้าไปสืบเรื่องเพ่ยอิงมาให้ข้า” เสียงของเขาต่ำและเด็ดขาด
คำสั่งของเจ้านายทำให้อินต๋าชะงักไปเล็กน้อย
“นางเป็นเพียงคนเร่ร่อนไม่ใช่หรือขอรับ”
ซือเจ๋อหยวนลุกขึ้น ก้าวเดินไปยังหน้าต่าง ส่งสายตามองออกไปข้างนอกอย่างเงียบๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“นั่นคือสิ่งที่นางกล่าว แต่ข้าไม่เชื่อ ใบหน้าของนางเหมือนโจวอวี้เหมยยิ่งกว่าฝาแฝด ข้าคิดว่ามันเป็นเรื่องแปลกเกินไป”
องครักษ์หนุ่มรับฟังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เพราะรู้ดีว่าท่านโหวไม่เคยเอ่ยปากเกินจำเป็น หากถึงขั้นเอ่ยเช่นนี้ นั่นหมายความว่าท่านโหวไม่สบายใจอย่างแท้จริง
“ไปสืบมาให้ละเอียด ข้าต้องการรู้ทุกเรื่อง ทุกความเป็นไปของนาง อย่าให้พลาดแม้แต่เรื่องเดียว”
“ขอรับท่านโหว”
“อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะฮูหยินผู้เฒ่าท่านแม่ของข้า” ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะเน้นย้ำเรื่องสำคัญ เพราะรู้ดีว่าภายในจวนนี้ไม่มีเรื่องใดรอดพ้นหูพ้นตาของฮูหยินผู้เฒ่าไปได้ง่ายๆ
“ข้าจะรีบกลับมารายงานให้ท่านโหวทราบโดยเร็วที่สุดขอรับ” อินต๋ารับคำน้ำเสียงหนักแน่นสมดั่งชายชาติทหารที่อยู่รับใช้ผู้เป็นใหญ่แห่งเมืองต้าหยางมานาน
ซือเจ๋อหยวนพยักหน้าช้าๆด้วยความพึงพอใจ เขามั่นใจในตัวของผู้ใต้บังคับบัญชาว่าอินต๋าจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง
หลังจากที่คุยธุระกับอินต๋าเสร็จไม่นาน สาวใช้ที่เรือนประจิมก็เข้ามาแจ้งกับซือเจ๋อหยวนว่าคุณหนูจูจูงอแงร้องไห้หาแม่ ทำให้ชายหนุ่มต้องละทิ้งงานในมือทุกอย่างเพื่อรีบตรงไปหาเจ้าก้อนกลมที่เรือนประจิมในทันที
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้มากเท่าใด ยิ่งได้ยินเสียงร้องงอแงของจูจูดังมากขึ้นเท่านั้น เสียงหวีดร้องปนเสียงสะอื้นทำเอาบรรดาสาวใช้และเมิ่งหยินต่างทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว
“จูจูเป็นอะไรไปลูก พ่ออยู่นี่แล้ว อย่าร้องไห้เลยนะ” ซือเจ๋อหยวนทั้งกอดทั้งปลอบ แต่เจ้าก้อนแป้งก็ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงแต่อย่างใด จนเขารู้สึกอ่อนใจและเป็นห่วงเกรงว่าเจ้าก้อนกลมจะไข้ขึ้นสูงขึ้นมาอีก
“ไปตามตัวเพ่ยอิงมา” น้ำเสียงเข้มเฉียบขาดทำให้สาวใช้รีบวิ่งไปตามตัวเจ้าของชื่อจากเรือนคนใช้มาทันที
ในตอนที่เพ่ยอิงมาถึงเรือนประจิม ซือจูจูที่นอนสะอื้นหน้าซุกหมอนก็รีบผวาเข้ามาหานางทันทีราวกับคุ้นเคยกันมานาน
“แม่มาแล้ว แม่หายไปไหนมา ทำไมแม่ไม่อยู่กับจูจู” เด็กน้อยโวยวายออกมายกใหญ่ พร้อมใช้มือกอดเอวของคนเป็นแม่เอาไว้แน่นกลัวว่านางจะหายไปอีก
