บท
ตั้งค่า

บทที่ 5/2 แม่ลูกพบหน้า

หลังจากได้ดื่มยาลดไข้ที่ท่านหมอมอบไว้ให้ ร่างเล็กของซือจูจูก็นอนหลับตาพริ้ม สีหน้าคลายความทุเลาลงจากก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บรรยากาศภายในห้องตอนนี้กลับตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

เพ่ยอิงยังคงจับมือเด็กน้อยไว้อย่างถนอม ไม่ยอมขยับออกแม้แต่เพียงก้าวเดียว

ซือเจ๋อหยวนยืนมองภาพตรงหน้า แววตาของเขามีความซับซ้อน ทั้งโกรธที่นางกล้าบุกเข้ามายังจวนโหว ทั้งสับสนและสั่นคลอนกับภาพของเพ่ยอิงและซือจูจูอย่างประหลาด หากแต่เขาคือซือโหว ผู้คุมอำนาจทั้งเมืองต้าหยาง ไม่อาจยอมให้ความสับสนใดทำให้ขาดความรอบคอบได้

“อินต๋า!” เสียงทุ้มแข็งดังขึ้น

“ขอรับท่านโหว” เงาร่างสูงของอินต๋าก้าวเข้ามา ยืนรอรับคำสั่งอย่างนิ่งๆ

ซือเจ๋อหยวนสูดลมหายใจลึก กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความอ่อนโยน

“พาตัวสตรีผู้นี้ไปคุมขังไว้ที่ห้องขังด้านตะวันออก จนกว่าอาการของจูจูจะดีขึ้น ข้าจะไม่ยอมให้มีคนแปลกหน้าเดินเพ่นพ่านอยู่ในจวนของข้าอย่างเด็ดขาด แม้ว่าเจ้าจะเป็นคนที่ช่วยชีวิตข้าและจูจู แต่การที่เจ้าลักลอบเข้ามาในจวนของข้าในยามวิกาล เจตนาของเจ้าน่าสงสัยเกินกว่าจะปล่อยผ่านได้”

เพ่ยอิงเงยหน้าขึ้นทันที ใจหายกับประโยคนั้น แต่นางไม่อาจตอบโต้อะไรในตอนนี้ได้ เพราะรู้ว่าตราบใดที่ยังอยู่ในจวนนี้ อย่างน้อยนางยังมีโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดจูจูอีกครั้ง

“แม่นาง เชิญตามข้ามาเถอะ” อินต๋ายื่นมือออกมา ไม่ได้ดึงรั้งหรือทำให้เพ่ยอิงต้องเจ็บตัว เพราะสถานะของหญิงสาวตอนนี้ไม่ใช่นักโทษ แต่ก็ไม่ใช่คนที่ได้รับการต้อนรับจากคนสกุลซือเช่นกัน

เพ่ยอิงยืดตัวขึ้นช้าๆ ส่งสายตามองไปยังร่างเล็กที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงด้วยความอาวรณ์ รู้สึกเสียดายไม่น้อยที่ได้พบกันในยามที่จูจูไม่ได้สติ เพราะถ้าหากนางตื่นขึ้นมา คงไม่ยอมให้แม่จากไปไหนเป็นแน่

“ขังนางไว้ให้แน่นหนา ให้อาหารวันละมื้อจนกว่าข้าจะตัดสินใจได้ว่าจะจัดการกับนางอย่างไร” คำสั่งของเขาเฉียบขาดดั่งใบมีด เพ่ยอิงเหลือบตามองคนตัวโตด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย

‘คนอะไรไม่รู้จักบุญคุณคนเอาเสียเลย’ หญิงสาวค่อนขอดเขาในใจ นางอุตส่าห์เคยช่วยชีวิตเขาไว้ ถ้ารู้ว่าเขาจะทำกับนางเช่นนี้ วันนั้นน่าจะปล่อยให้นอนสิ้นใจกลางป่าไปให้จบๆ

สายตาของนางทำให้ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย นางมองเขาราวกับกำลังตำหนิเขาในใจอย่างใดอย่างนั้นแหละ ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังบางที่เดินหายออกไปจากประตูพร้อมอินต๋า ในใจของเขามีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าและรูปลักษณ์ของเพ่ยอิง เหตุใดถึงได้คล้ายคลึงกับโจวอวี้เหมยมากถึงเพียงนี้กันนะ

สายลมยามค่ำคืนพัดลอดป่าไผ่ดังซู่ ซู่ เงาไม้แกว่งไหวเป็นเงาสูงชะลูดแลดูน่ากลัว เหลียงเชาแอบซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ด้านหลังของจวนโหว เฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบริเวณเรือนประจิมนานนับชั่วโมง รอให้เพ่ยอิงกลับออกมาตามแผน

แต่จนแล้วจนรอดกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของนาง

“เพ่ยอิง เหตุใดเจ้ายังไม่กลับออกมาอีก” เสียงพึมพำเบาๆดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ หัวใจของเหลียงเชากระตุกสั่นไหวเต็มไปด้วยความกังวล จู่ๆสายตาก็เหลือบไปเห็นอินต๋าองครักษ์คนสนิทของซือโหวก้าวเดินออกมาจากภายในเรือนประจิม พร้อมกับเงาร่างเล็กๆของสตรีผู้หนึ่งที่เดินตามออกมา ซึ่งแม้จะเห็นหน้าไม่ชัด แต่เขารู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นเพ่ยอิงไม่ผิดแน่

“นางถูกจับได้แล้ว!” ชายหนุ่มรีบไต่ลงจากต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบเชียบ เลือดในกายเย็นวาบ หัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกมานอกอก ทั้งยังรู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่สามารถเข้าไปช่วยนางได้ในตอนนี้ ในจวนโหวมีทหารนับร้อย อีกทั้งเขายังเป็นเพียงหัวขโมยไร้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่ง จะไปสู้อำนาจของซือโหวผู้กุมอำนาจสูงสุดในเมืองต้าหยางที่แม้แต่โจรป่าหลายร้อยก็ยังไม่กล้าท้าทายได้อย่างไรกัน

“หากข้าทำพลาด คนที่หมู่บ้านหัวขโมยจะต้องเดือดร้อนไปด้วย” เหลียงเชากัดฟันแน่น มือที่จับดาบสั่นเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจหันหลังให้จวนอย่างเจ็บปวด และรีบกลับหมู่บ้านเพื่อแจ้งท่านผู้เฒ่าหลิวต้งเพื่อเตรียมแผนช่วยเหลือเพ่ยอิงใหม่

แสงอ่อนของเช้าวันใหม่ลอดผ่านช่องไม้ของเรือนขัง กลิ่นดินชื้นหลังหมอกยามเช้าทำให้เพ่ยอิงรู้สึกตัวตื่น หญิงสาวขยับกายลุกขึ้นอย่างอ่อนล้า ทั้งคืนนางแทบไม่ได้นอน เพราะคิดถึงจูจู อยากรู้ว่าตอนนี้เจ้าก้อนแป้งจะเป็นอย่างไรบ้าง อาการดีขึ้นมากแล้วหรือยัง

ทันใดนั้นเอง ประตูเรือนขังก็เปิดออก ปรากฏร่างสูงของอินต๋าที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้ากรงขัง

“ท่านโหวสั่งให้เจ้าไปพบ”

เพ่ยอิงสูดลมหายใจลึก ก่อนจะผงกศีรษะให้อินต๋าเบาๆ จากนั้นจึงเดินตามเขาไปยังห้องหนังสือของจวนใหญ่ ทันทีที่ประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงของซือเจ๋อหยวนกำลังยืนพิงโต๊ะไม้ตื้นๆ ท่ามกลางแสงเช้าที่ส่องลอดม่านเข้ามากระทบร่างสูง ทำให้ดูทระนงและน่าเกรงขาม

อินต๋าค้อมศีรษะแล้วถอยออกไป ขณะที่เพ่ยอิงยืนเงียบ ซือเจ๋อหยวนจึงเอ่ยเสียงนิ่ง

“นั่งลง”

หญิงสาวหันไปมองตั่งนั่งไม้ที่วางอยู่เบื้องหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงทำตามอย่างสงบ ซือเจ๋อหยวนจ้องนางอีกครั้ง ก่อนถามตามตรงอย่างไม่อ้อมค้อม

“เจ้าชื่ออะไร”

“ข้าชื่อเพ่ยอิงเจ้าค่ะ”

“เป็นคนเร่ร่อนมาจากแดนใต้ใช่หรือไม่” ชายหนุ่มถามคำถามเดิม เป็นคำถามที่เขารู้คำตอบตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เพ่ยอิงรู้ดีว่าการที่เขาถามเช่นนี้เป็นเพราะต้องการจับผิดว่านางจะตอบคำถามเขาเหมือนเดิมหรือไม่

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าเดินทางร่อนเร่มาจากแดนใต้” กล่าวยังไม่ทันจบดี เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ซือเจ๋อหยวนละสายตาจากเพ่ยอิงชั่วครู่พลางกล่าวคำอนุญาต ในตอนที่ประตูไม้ถูกเลื่อนให้เปิดออกจึงเห็นว่าเป็นเมิ่งหยินนั่นเอง

“ท่านโหวเจ้าคะ ยามนี้คุณหนูจูจูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจไม่แพ้แววตา

หัวใจของเพ่ยอิงกระตุกแรง ขณะที่ซือเจ๋อหยวนชะงักทันที เขาหันมามองเพ่ยอิง แววตาที่เคยแข็งกระด้างเมื่อครู่อ่อนลงเล็กน้อย

“เจ้าตามข้ามา”

ดวงตาคู่งามของเพ่ยอิงเบิกกว้างขึ้นด้วยความดีใจ ไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากซ้ำสอง นางรีบเร่งฝีเท้าตามร่างสูงของเขาไปในทันที

ภายในเรือนประจิมอุ่นขึ้นด้วยไอแสงแดดยามสาย ซือจูจูนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง แก้มนุ่มนิ่มแดงก่ำเพราะเพิ่งฟื้นขึ้นจากพิษไข้ ทว่าคิ้วเล็กของนางกลับขมวดเข้าหากันมุ่น ปากเล็กยื่นออกมาเบาๆ หน้าตาบูดบึ้งราวกับโดนขัดใจ

ในตอนที่ประตูเปิดออก เห็นบุรุษผู้หนึ่งที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับบิดา นางก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเล็กน้อย ครั้นเห็นร่างบางของสตรีอีกคนที่เดินตามหลังเข้ามา ดวงตากลมโตคู่นั้นพลันเบิกกว้างขึ้น ก่อนจะร้องออกมาเสียงดังลั่น

“แม่จ๋า!”

ทุกคนในห้องชะงัก เมิ่งหยินตาเบิกกว้าง แม้แต่ซือเจ๋อหยวนก็ยืนนิ่งราวกับโดนสายฟ้าฟาด เพ่ยอิงถึงกับทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจทนฝืนได้อีกต่อไป

“แม่มาหาจูจูแล้ว จูจูดีใจ จูจูคิดถึงแม่” เอ่ยพร้อมกับปีนลงจากเตียง วิ่งเข้ามากอดเป็นแม่ไว้แน่น ขณะที่เพ่ยอิงก็อ้าแขนกอดตอบบุตรสาวเช่นกัน ยามนี้ซือเจ๋อหยวนและเมิ่งหยินไม่ได้อยู่ในสายตาของนางอีกต่อไป ความสนใจทั้งหมดที่มีทุ่มไปให้กับเจ้าของร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนจนหมดสิ้นแล้ว

ผู้ที่เย็นชาในทุกสถานการณ์อย่างซือเจ๋อหยวน ในยามนี้กลับยืนนิ่งอึ้งราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน

“แม่อย่างนั้นหรือ” คำๆนี้ไม่เคยหลุดออกมาจากปากเจ้าก้อนแป้งมาก่อน ซือจูจูเป็นเด็กขี้กลัว ไม่ค่อยพูด แต่วันนี้นางกลับวิ่งเข้าหาอ้อมแขนของคนแปลกหน้าอย่างง่ายดาย ราวกับคุ้นเคยกันมานานแสนนาน

สายตาของชายหนุ่มค่อยๆเปลี่ยน จากสงสัยกลับกลายเป็นความสับสน และค่อยๆเริ่มหวั่นไหว เขาก้าวเข้ามาพร้อมเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำ

“จูจู เมื่อครู่นี้ลูกเรียกนางว่าอะไร”

“แม่ไงคะ แม่ของจูจู” เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นตอบคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อเสียงใส และซุกหน้าลงบนไหล่ของเพ่ยอิง เบะปากพลางกล่าวเสียงสั่นด้วยความดีใจ

“แม่ของจูจู แม่จริงๆด้วย!”

เพ่ยอิงกอดร่างเล็กเอาไว้ น้ำตาหยดลงบนผมนุ่มของเจ้าก้อนกลมอย่างห้ามไม่อยู่

ขณะที่ซือเจ๋อหยวนยืนตะลึง หัวใจเขาเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียงดังออกมานอกอก ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม จูจูรู้จักกับสตรีผู้นี้ได้อย่างไรกัน ทั้งๆที่จูจูไม่เคยพบหน้าของโจวอวี้เหมยมารดาของนางมาก่อน ทว่าจูจูรู้ได้อย่างไรกันว่าโจวอวี้เหมยหน้าตาเหมือนเพ่ยอิง

หลังจากที่ความดีใจค่อยๆคลายลง เพ่ยอิงเหลือบตามองซือเจ๋อหยวน รู้ว่าตอนนี้เขากำลังสงสัยนางอย่างหนัก หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียงสั่น มือบางลูบแผ่นหลังเล็กของบุตรสาวเบาๆ ทั้งอยากกอดลูกไว้ ทั้งกลัวเขาจะจับพิรุธได้

“จูจู ไม่สิ คุณหนูจูจูปล่อยเพ่ยอิงก่อนนะเจ้าคะ” เพ่ยอิงรีบแก้คำเรียกของตนใหม่ทันทีพร้อมพยายามแกะมือเล็กที่โอบรอบลำคอของนางออก

“ไม่เอา จูจูจะอยู่กับแม่ จูจูไม่อยากให้แม่ไป” ทว่าซือจูจูกลับยิ่งร้องหนักขึ้น แขนเล็กโอบคอของเพ่ยอิงแนบแน่นจนเสื้อยับ ราวกับไม่ยอมปล่อยให้นางออกไปจากอ้อมแขนโดยง่าย

แม้ว่าเพ่ยอิงไม่เคยคิดที่จะปล่อยลูกออกจากอ้อมแขนแม้แต่วินาทีเดียว แต่เพื่อความปลอดภัยนางจำเป็นต้องทำ เพราะนางไม่อาจพูดความจริงตอนนี้ได้จึงกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนที่สุดเท่าที่จะทำได้

“คุณหนูจูจูใจเย็นๆก่อนเจ้าค่ะ เด็กดี… ปล่อยก่อนนะ”

แต่ยิ่งเพ่ยอิงพยายามแกะมือเล็กออก ซือจูจูก็ยิ่งสะอื้นหนักขึ้น เสียงแหลมเล็กเต็มไปด้วยความกลัวและความผูกพัน นางเกรงว่าหากนางปล่อยมือจากคนเป็นแม่แม้แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็จะไม่เห็นหน้าแม่อีกต่อไป

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel