บทที่ 5/1 จูจูไม่สบาย
“ข้าเป็นเพียงแค่คนเร่ร่อน ที่เดินทางร่อนเร่มาจากแดนใต้ รับจ้างทำงานทั่วไป เห็นจวนท่านใหญ่ดีจึงคิดจะเข้ามาขโมยของเล็กๆน้อยๆนำไปขายหาเงินเพื่อมาเลี้ยงประทังชีพ”
“เจ้าพูดจริงหรือ” เขาหรี่ตาคมลงเล็กน้อย จ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างจับผิด
“ใช่เจ้าค่ะ ทว่าจวนของท่านใหญ่โตนัก ข้าเลยเดินมาเรื่อยๆ ไม่นึกว่าจะมาโผล่ที่ห้องของบุตรสาวท่านไปเสียได้” เพ่ยอิงกัดริมฝีปากตัวเอง สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆระงับอาการสั่นไหวของตน คำโกหกนั้นอาจจะฟังดูสมเหตุสมผล แต่ไม่ใช่สำหรับซือเจ๋อหยวน ท่านโหวแห่งเมืองต้าหยาง
“คนเร่ร่อนอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ เสียจนเพ่ยอิงรู้สึกใจหาย เขาทำเหมือนว่าเขาจับพิรุธนางได้แล้วอย่างใดอย่างนั้นแหละ
“หากเจ้าต้องการขโมยของเล็กๆน้อยๆ เหตุใดไม่ขโมยตามแผงขายของ จะแอบบุกรุกเข้ามาในจวนของข้าในยามวิกาล โดยที่มีทหารยามควบคุมอย่างแน่นหนาเช่นนี้ทำไมกัน ไม่เสี่ยงเกินไปหน่อยหรือ”
ร่างสูงเดินวนเก้าอี้ไม้ตัวที่เพ่ยอิงนั่งอยู่อย่างช้าๆ เหมือนเสือที่เดินล้อมรอจับเหยื่อฉีกออกเป็นชิ้นๆ ดวงตาคมไม่กะพริบจับจ้องไปทุกอากัปกิริยาของนาง หากแต่เขายังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อ เมิ่งหยินพี่เลี้ยงของซือจูจูก็วิ่งเข้ามาขัดจังหวะทั้งน้ำตาเสียก่อน
“ท่านโหวเจ้าคะ เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ!” น้ำเสียงของนางสั่นไหว ใบหน้าของเมิ่งหยินซีดเผือด เหงื่อซึมจนเต็มหน้าผาก ขณะที่มือบางกำชายเสื้อของตัวแน่นจนสั่น
“มีเรื่องอะไร” ชายหนุ่มละสายตาจากเพ่ยอิง หันไปถามเมิ่งหยินเสียงเข้ม
”คุณหนูจูจูไม่สบายเจ้าค่ะ ตัวร้อนจัด หายใจถี่ หน้าแดงเป็นปื้น ร้องไห้งอแงไม่หยุด จับตัวทีไรก็สะดุ้งเจ้าค่ะ” สีหน้าของเมิ่งหยินเป็นกังวลอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นคุณหนูซือจูจูมีอาการเช่นนี้มาก่อน
ดวงหน้าของเพ่ยอิงซีดเผือดลงทันใด ลมหายใจสะดุดเหมือนมีอะไรพุ่งเข้ามาแทงกลางอก นางรู้ดีว่าอาการนั้นของจูจูคืออาการแพ้อากาศที่กำเริบขึ้นอย่างเฉียบพลัน
ในโลกปัจจุบัน จูจูก็เคยมีอาการเช่นนี้ คุณหมอบอกว่าโรคนี้จะเกิดขึ้น หากจูจูมีอาหารเหนื่อย เครียดหรือตกใจมาก และมักจะเกิดขึ้นบ่อยในเวลาที่อากาศเย็นเหมือนในค่ำคืนนี้
“อาการเช่นนี้หากปล่อยไว้นานเกินครึ่งชั่วยามจะเป็นอันตรายสำหรับตัวเด็กได้นะเจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่น สติแทบขาดด้วยความเป็นห่วงบุตรสาวจนสุดหัวใจ
ทั้งซือเจ๋อหยวน อินต๋าและเมิ่งหยินต่างหันมามองเจ้าของประโยคนั้นเป็นตาเดียว
“เจ้ารู้จักอาการนี้ได้อย่างไร”
“ก่อนที่ข้าจะเดินทางร่อนเร่มาถึงเมืองต้าหยาง ข้าเคยรับจ้างทำงานดูแลเด็กอยู่บ้างจึงทำให้รู้จักอาการนี้เจ้าค่ะ” เพ่ยอิงตัดสินใจโกหกคำโต ตอนนี้นางไม่ได้คิดมากอะไรแล้ว ขอเพียงแค่ซือโหวยอมปล่อยให้นางได้เข้าไปดูอาการลูกเท่านั้น นางรู้ว่าถ้าหากไม่รีบรักษาจูจูในตอนนี้ จูจูอาจจะอาการแย่ลงและหายใจติดขัดได้
“ได้โปรดให้ข้าได้เข้าไปดูนาง ข้ารู้ว่าจะต้องช่วยเหลือนางอย่างไร”
“เจ้าเป็นเพียงคนเร่ร่อน จะให้ข้าเชื่อได้อย่างไรว่าเจ้ามีความรู้และรู้จักวิธีรักษาอาการของจูจู” เสียงของเขาเบาลึก ดวงตาคมกริบเหมือนกำลังคำนวณสถานการณ์ในเสี้ยวหนึ่งของลมหายใจ
เพ่ยอิงขบเม้มริมฝีปากจนสั่น เขากำลังไล่ต้อนนางให้ยอมรับในสถานการณ์แห่งความเป็นความตายของจูจู!
“ท่านโหว ท่านกำลังไล่ต้อนข้า แต่ท่านหาได้สนใจว่าจูจู เอ่อ คุณหนูจูจูบุตรสาวของท่านจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ท่านเป็นบิดาที่ไม่ได้เรื่องยิ่งนัก!” สุดท้ายทนไม่ไหว เพ่ยอิงจึงตะโกนใส่หน้าของคนตัวโตเสียงดังลั่น วาจาของนางทำให้อินต๋าและเมิ่งหยินรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับซือโหวมาก่อน แม้กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตาน มารดาของเขาเอง
ซือเจ๋อหยวนกัดฟันจนได้ยินเสียงดังกรอด ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความโกรธ ไยเขาจะไม่เป็นห่วงจูจูเล่า ทว่าเขารู้อยู่แล้วว่าก่อนที่เมิ่งหยินจะวิ่งโร่มาบอกอาการของจูจูให้เขาฟัง เมิ่งหยินได้สั่งให้ทหารออกไปตามท่านหมอประจำตัวของจูจูมาดูอาการแล้ว และตอนนี้ท่านหมอก็กำลังอยู่ระหว่างทางมาที่จวนโหว เพราะเขาเคยสั่งเอาไว้ หากจูจูไม่สบาย ไม่ว่าจะอาการเบาหรือหนักจะต้องรีบไปตามท่านหมอมาดูอาการทันที ห้ามรีรอเป็นอันขาด!
เรื่องนี้ทุกคนรู้ หากแต่เพ่ยอิงไม่รู้ นางจึงยอมพูดความจริงเพื่อให้เขายอมปล่อยให้นางเข้าไปหาจูจู
“ท่านโหว เมื่อหลายวันก่อนในป่าเหนือ ท่านบาดเจ็บจากคมลูกศร ในวันนั้นข้าได้พบและช่วยเหลือท่านเอาไว้ หากข้าเป็นคนไม่ดีจริงหรือไว้ใจไม่ได้ ข้าคงไม่ยอมเสียเวลาอยู่ดูแลช่วยเหลือท่านจนแทบไม่ได้นอนทั้งคืนหรอกเจ้าค่ะ”
วาจาของเพ่ยอิงทำให้ซือเจ๋อหยวนนิ่งไปทันที ดวงตาคมสว่างวาบเต็มไปด้วยความรู้สึก มิน่าเล่าตอนที่ได้พบเจอนาง เขาถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับกลิ่นกายของนางอย่างประหลาด แท้จริงแล้ว นางคือสตรีที่ช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นจากความตายในวันนั้นนี่เอง
“เป็นเจ้าจริงๆหรือ” ชายหนุ่มถามอย่างอึ้งๆ ทว่ายามนี้เพ่ยอิงไม่ได้สนใจเรื่องนั้นแต่อย่างใด แต่กลับก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของคนตัวโตแทน
“ท่านโหว ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ อาการของคุณหนูจูจูต้องรีบได้รับการรักษาและข้ารู้วิธีช่วยนาง อย่างน้อยคงพอทุเลาอาการก่อนที่ท่านหมอจะมาถึงได้ โปรดให้ข้าเข้าไปดูนางเถอะเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงขอร้องเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ ความเข้มแข็งมลายหายไปหมดสิ้นเพราะเป็นห่วงเจ้าก้อนกลมจนสุดหัวใจ
“ถ้าเจ้าหลอกข้า ข้าจะไม่ไว้ชีวิตเจ้า” เสียงของเขาต่ำและเด็ดขาด ทำให้เพ่ยอิงน้ำตาร่วงทันที แต่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความกลัว แต่เกิดจากความดีใจที่นางจะได้ใกล้ชิดกับลูกอีกครั้ง
เพ่ยอิงแทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าวิ่งออกมาจากเรือนนอกตั้งแต่ยามใด หลังจากที่ซือเจ๋อหยวนอนุญาต เท้าเร็วๆของนางก็พามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าหอนอนในเรือนประจิมแล้ว เสียงร้องไห้ผะแผ่วดังมาจากในห้อง สะกิดหัวใจของคนเป็นแม่อย่างแรง ในทันทีที่ประตูเปิดออก ภาพตรงหน้าทำให้นางแทบขาดใจ
บนเตียงไม้ใหญ่ จูจูนอนสะอื้นตัวแดง ทรวงอกของนางหอบถี่กระชั้น เปลือกตาสองข้างปิดสนิทอย่างคนที่ไม่รู้สึกตัว ทั้งยังมีเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบใบหน้า มือเล็กกำผ้าห่มแน่น ครวญครางร้องหาแม่ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
”แม่จ๋า จูจูหนาว แม่…”
เพ่ยอิงไม่แม้แต่จะลังเลรีบพุ่งเข้าไปหาร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงทันใด จนสาวใช้ที่คอยดูแลคุณหนูซือจูจูร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ
“เจ้าเป็นใคร!”
แต่เมื่อสาวใช้หันไปมองร่างสูงของซือโหวที่เดินติดตามมาจากทางด้านหลัง เห็นเขายกมือห้ามจึงรีบหุบปากลงและก้าวถอยไปข้างหลังทันที
ซือเจ๋อหยวนส่งสายตาคมจดจ้องทุกอากัปกิริยาของเพ่ยอิง หากนางคิดร้ายต่อเจ้าก้อนกลม เขาจะไม่ลังเลที่จะปลิดชีพนางแม้เพียงเสี้ยววินาที ทว่ายามนี้เพ่ยอิงไม่สนใจต่อสายตาของผู้ใด มือบางยื่นเข้าไปแตะลงบนหน้าผากเล็กของจูจู พลันนางต้องกัดริมฝีปากแน่น เมื่อพบว่าร่างกายของเด็กน้อยร้อนดั่งมีเพลิงสุมอยู่ภายใน
“เมิ่งหยินไปต้มน้ำอุ่นมา ข้าต้องใช้เช็ดตัวลดไข้ให้คุณหนูจูจู”
เมิ่งหยินสะดุ้ง รีบตกปากรับคำอย่างไม่รีรอ
“เจ้าค่ะ!” หลังจากรับคำนางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดต้องทำตามคำสั่งของสตรีแปลกหน้า ครั้นเมื่อเห็นสายตาของซือโหว นางจึงรีบวิ่งออกไปจากห้องเพื่อเตรียมของตามที่สตรีแปลกหน้าต้องการทันที
“ส่วนเจ้าไปนำผ้าสะอาดมาหลายๆผืน คุณหนูจูจูเหงื่อออกมาก ต้องใช้ผ้าในการเช็ดเปลี่ยนตลอด”
สาวใช้รีบค้อมตัวแล้ววิ่งตามเมิ่งหยินออกไปทันที ขณะที่คนตัวโตมองไปยังเพ่ยอิงอย่างอึ้งๆ เขาไม่เคยเห็นใครสั่งการรวดเร็วและแม่นยำเช่นนี้มาก่อน เพ่ยอิงดูมีความมั่นใจเป็นอย่างมากราวกับว่าเคยมีประสบการณ์กับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
เพ่ยอิงประคองศีรษะเล็กของเด็กน้อยขึ้นมาพิงอกของตนพร้อมกับลูบแผ่นหลังบางไปมาเบาๆ เพื่อทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
“หายใจลึกๆนะเจ้าคะคุณหนู ข้าอยู่นี่แล้ว ข้าอยู่กับคุณหนูแล้ว” หญิงสาวเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น พยายามอย่างหนักที่จะไม่เอ่ยคำว่าแม่ออกมา เพราะรู้ดีว่าทุกการกระทำของนางนั้นอยู่ในสายตาของซือเจ๋อหยวน
“เจ้ารู้วิธีดูแลจูจูได้อย่างไร” ซือเจ๋อหยวนขมวดคิ้วแน่น ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว น้ำเสียงเข้ม ทว่าครานี้คลายความดุดันลงไปเล็กน้อย
“เพราะข้าเคยดูแลเด็กที่มีอาการเหมือนคุณหนูจูจูมาก่อน” เพ่ยอิงตอบแต่ไม่ได้หันไปมอง ยังคงใช้มือลูบแผ่นหลังของเด็กน้อยไปมาด้วยความห่วงใย
ทันใดนั้นเอง เมิ่งหยินก็วิ่งกลับเข้ามาพร้อมกับน้ำอุ่น เพ่ยอิงจึงรีบรับมาและสั่งการต่อทันที
“เมิ่งหยินเอาผ้าชุบน้ำอุ่นแล้วบิดให้หมาดๆ ประคบที่หน้าผากของคุณหนูจูจูไว้ ส่วนผืนใหญ่ข้าจะใช้เช็ดตัวของนาง” เพ่ยอิงเอ่ยพลางก้มลงใช้ผ้าเช็ดหน้าผากร้อนของจูจู ท่าทางคล่องแคล่วและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด เริ่มทำให้ซือเจ๋อหยวนคลายความระแวงลงว่าสตรีผู้นี้จะไม่ทำร้ายซือจูจูบุตรสาวของเขา
ไม่นานหลังจากนั้น อินต๋าก็พาท่านหมอประจำตัวของคุณหนูซือจูจูเข้ามา เขาค่อยๆวางนิ้วลงบนข้อมือเล็กๆของเจ้าก้อนนุ่ม ทุกคนในห้องเงียบกริบ มีเพียงแค่เสียงครวญครางจากพิษไข้ที่ดังผะแผ่วมาจากริมฝีปากบางเฉียบของจูจูเป็นระยะๆ
เพ่ยอิงยืนนิ่งอยู่ข้างเตียง ดวงตางามจดจ้องร่างเล็กของบุตรสาวและท่านหมอตาไม่กะพริบ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความเป็นห่วง จนมือทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย
“ท่านโหว เป็นเพราะคุณหนูจูจูได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ทำให้ตอนนี้อาการของคุณหนูดีขึ้นมาก” ท่านหมอเอ่ย
“เป็นเพราะนาง” ซือเจ๋อหยวนตอบสั้นๆ พลางส่งสายตาราบเรียบมองไปยังเพ่ยอิง ท่านหมอมองตามสายตาของเขา จากนั้นจึงเอ่ยต่อว่า
“แม่นางทำได้ดีมาก เพราะถ้าหากปล่อยไว้นานกว่านี้เพียงครู่เดียว คุณหนูอาจเป็นอันตรายเพราะไข้ขึ้นสูง”
เพ่ยอิงก้มหน้าลงเล็กน้อยพลางเอ่ยขอบคุณท่านหมอเสียงเบา คำชมของท่านหมอทำให้ซือเจ๋อหยวนหน้าตึงมากขึ้น เพราะไม่อยากยอมรับว่าหัวขโมยสาวผู้นี้คือคนที่เพิ่งช่วยชีวิตจูจูบุตรสาวของเขาเอาไว้
“อาการของคุณหนูดีขึ้นมาก แต่ยังคงมีไข้อ่อนๆ ข้าจะให้ยาลดไข้ไว้ต้มให้นางดื่ม ให้นางพักผ่อนเยอะๆ อีกสองสามวันก็คงฟื้นตัวดี” ท่านหมอยิ้มอ่อน ซือเจ๋อหยวนจึงหันไปสั่งสาวใช้ให้เดินออกไปส่งท่านหมอ จากนั้นเมิ่งหยินจึงนำยาลดไข้ไปต้มมาเตรียมไว้ให้คุณหนูจูจูดื่ม ภายในห้องจึงเหลือเพียงแค่เจ้าของจวนกับหัวขโมยสาวที่ยืนนิ่งภายใต้ความเงียบและความกดดัน
