บท
ตั้งค่า

บทที่ 4/2 เชลยสาว

“เจ้าไม่ได้หูฝาดไปจริงๆใช่หรือไม่”

“ไม่แน่นอน เพราะข้าได้ยินเสียงฝีเท้าคนดังมาจากทางด้านหลังเรือนรับรองเต็มสองหูจริงๆ”

ดวงตาคู่งามของเพ่ยอิงเบิกกว้างขึ้น รับรู้ได้ว่าทหารรักษาความปลอดภัยสองนายกำลังเดินมุ่งหน้ามาทางนี้!

หญิงสาวรีบกวาดสายตามองหาทางหนีทีไล่ เพราะถ้าหากพวกเขาเดินมาพบ นางจะถูกจับได้ และในนิยาย นางร้ายเพ่ยอิงกับเหลียงเชาก็โดนจับได้และโดนโบยจนเกือบตายโทษฐานที่กล้าบุกเข้ามาที่จวนซือโหวโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทันใดนั้น เพ่ยอิงเหลือบไปเห็นถังไม้ใส่น้ำใบใหญ่ที่ใช้สำหรับรองน้ำฝนตั้งอยู่มุมเสา โดยแทบไม่ต้องคิดร่างเล็กรีบวิ่งเข้าไปหลบอยู่ทางด้านหลังถังน้ำใบใหญ่ทันที ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ทหารยามทั้งสองคนเดินผ่านมาพอดี

“ข้ามั่นใจว่าได้ยินเสียงจริงๆ นะ”

“เจ้าเงียบไปเถอะ ถ้าท่านโหวตื่นขึ้นมา พรุ่งนี้ไม่ต้องไปตรวจไพร่พลหรอก จะโดนสั่งไปเฝ้าหอนกแทนแน่” พูดจบทหารยามคนที่สองก็หัวเราะออกมาเบาๆ

เมื่อเสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างไป เพ่ยอิงจึงค่อยๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน จากนั้นจึงรีบเคลื่อนตัวต่อ ทว่าครั้งนี้หญิงสาวเกาะเงามืดยิ่งกว่าเดิม ทั้งหลบหลังเสา ก้มผ่านแนวพุ่มไม้จนมาถึงหน้าต่างบานเล็กของเรือนประจิม

ภายในเรือนเงียบสงัดมีเพียงแสงตะเกียงอ่อน ๆ ที่ส่องลอดผ้าม่านแพรสีขาวงาช้างออกมา มือบางเพ่ยอิงเอื้อมมือดันบานหน้าต่างออกเบาๆ โชคดียิ่งนักที่มันไม่ได้ลั่นกลอนเอาไว้

ร่างเล็กสอดกายเข้าไปในห้องทีละน้อยๆ ปลายเท้าแตะพื้นอย่างแผ่วเบา เงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเมื่อเงยหน้าขึ้นจึงได้เห็นเตียงไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง และตอนนี้กำลังมีเด็กหญิงตัวน้อยกำลังนอนขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มเนื้อดี

หัวใจของเพ่ยอิงแทบหยุดเต้นในทันที เห็นแค่เพียงแผ่นหลังบอบบางเช่นนี้ นางก็จำได้ไม่เคยลืมว่านั่นคือเสี่ยวจูจูบุตรสาวของนางไม่ผิดแน่

น้ำตาของคนเป็นแม่เอ่อล้นขึ้นมาถึงขอบตา จนต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเอาไว้ เกรงว่าจะหลุดเสียงสะอื้นออกมาและทำให้คนอื่นได้ยินเสียก่อน

ขาเรียวค่อยๆก้าวเดินไปที่เตียง เห็นเจ้าก้อนกลมนอนหลับตาพริ้ม ขนตางอนมีรอยเปียกชุ่มราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มายิ่งทำให้คนเป็นแม่รู้สึกปวดหนึบในใจอย่างบอกไม่ถูก

‘จูจูคงจะร้องไห้คิดถึงแม่’ เพ่ยอิงยื่นมือที่กำลังสั่นระริกของตนเข้าไปหา หมายจะแตะลงบนแก้มนุ่มนิ่มที่เคยหอมอยู่ทุกคืน และได้ห่างหายไปเป็นเวลาหลายวันนางคิดถึงแก้มนุ่มของเจ้าก้อนกลมมากเหลือเกิน

“จูจูของแม่” เพ่ยอิงกระซิบแผ่ว

ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆกลับดังขึ้นมาหยุดอยู่ทางด้านหลัง เพ่ยอิงไม่รอช้ารีบหมุนกายหันกลับไปมองจึงได้เห็นใบหน้าคมดุเหมือนพยัคฆ์กำลังส่งสายตาคมกล้าราวกับกำลังจะสังหารศัตรูมายังนาง

“มะ ไม่จริง!” เพ่ยอิงเผลอตัวอุทานขึ้นมาเสียงดังด้วยความตกใจ ทันทีที่เห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้นเหมือนกับใบหน้าของอดีตสามีในโลกเดิมอย่างไม่มีผิดเพี้ยน!

แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นซือเจ๋อหยวนพระเอกนิยายเรื่องที่นางเป็นคนแต่ง อีกทั้งเขายังเป็นคนเดียวกันกับชายปริศนาที่นางกับเหลียงเชาได้ช่วยเหลือเอาไว้เมื่อหลายวันก่อนอีกด้วย

เพ่ยอิงตั้งสติแทบไม่ทัน ยังคงยืนนิ่งตัวแข็งอยู่เบื้องหน้าของคนตัวโต แววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีหม่นสั่นไหวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว

ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว ซือเจ๋อหยวนก็พุ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว เขารวบข้อมือสองข้างของนางด้วยมือข้างเดียว เรี่ยวแรงของเขามหาศาลจนเพ่ยอิงไม่สามารถต้านทานได้เลย

“เจ้ากล้าบุกรุกเข้ามาในห้องของบุตรสาวข้า!”

“ไม่นะ!” หญิงสาวพยายามหาเหตุผลมาแก้ต่างความผิดให้ตัวเอง แต่ซือเจ๋อหยวนกลับไม่ให้โอกาส เขาลากนางออกจากห้องของซือจูจูอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง เพราะกลัวว่าเจ้าก้อนกลมจะตื่นมาพบเจอกับความวุ่นวาย

ในตอนที่ลากเพ่ยอิงออกมาจนถึงห้องชั้นนอก ชายหนุ่มก็ออกแรงดันร่างบางจนแผ่นหลังของนางติดกับเสาไม้ ทว่ากลิ่นกายราวดอกไม้ป่าที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เขานิ่งไป เกิดความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนว่าเคยได้ยินกลิ่นนี้จากที่ไหนมาก่อน

“เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรถึงได้บุกมาถึงห้องของบุตรสาวข้า!” ชายหนุ่มขึงตาใส่นาง ดวงตาดุดันราวกับคมมีด

“ขะ ข้า…” เพ่ยอิงพยายามหาเหตุผลที่พอจะแก้ต่างความผิดให้ตัวเองได้ แต่จนแล้วจนรอดนางก็ยังคิดไม่ออกเสียที

“หรือเจ้าคิดที่จะทำร้ายจูจู”

วาจาของเขาทำให้ดวงตาคู่งามเบิกกว้างขึ้น ส่ายศีรษะไปมาระรัว

“ไม่ใช่นะ!” ครานี้นางตอบออกไปโดยที่ไม่ต้องคิด นางไม่มีวันทำร้ายจูจู ไม่มีวัน…

“เงียบ!” ซือเจ๋อหยวนยื่นมือหนาเข้าไปปิดปากบางเอาไว้ ไม่ให้มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีก เสียงของเขาแข็งกระด้าง ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดคนทั้งกองทัพถึงได้เคารพและยำเกรงเขาเป็นอย่างมาก

เพ่ยอิงน้ำตาร่วงทันที ทั้งจากความเจ็บและความตกใจ

“หญิงสารเลวที่กล้าบุกเข้ามาถึงในจวนของข้า คิดหรือว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าลอยนวลมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ”

คำว่า ‘หญิงสารเลว’ กระแทกใจเพ่ยอิงอย่างแรง หญิงสาวกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางอยากจะบอกเขาว่านางไม่ใช่โจร ไม่ใช่ขโมย แต่นางคือแม่ของเด็กที่นอนอยู่บนเตียงในห้องคนนั้นต่างหาก แต่ทุกคำพูดก็ติดอยู่ในลำคอ เพราะปากบางยังคงโดนมือใหญ่ของเขาปิดพันธนาการเอาไว้อยู่

“บอกความจริงมาว่าเจ้าเป็นผู้ใด และบุกเข้ามาที่จวนของข้าเพราะเหตุใด” ซือเจ๋อหยวนขยับเข้ามาใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาห่างจากเพ่ยอิงเพียงแค่คืบ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารินรดอยู่ข้างแก้มขาวอย่างแผ่วเบา ราวกับมีมือกำลังลูบไล้ไปมาอย่างช้าๆ

“อ่อยอ้าอ๊ะ (ปล่อยข้านะ)” ร่างบางพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการแกร่ง จ้องมองเขาด้วยดวงตาเดือดดาล ยิ่งเห็นว่าซือเจ๋อหยวนมีใบหน้าคล้ายสามีเก่า ยิ่งทำให้นางรู้สึกโมโหมากขึ้นจนแทบจะกระโจนเข้าไปตะกุยใบหน้าหล่อๆของเขาให้เป็นรอย

เพ่ยอิงคิดว่าที่ซือเจ๋อหยวนมีใบหน้าคล้ายกับหลี่เสี่ยวหาน คงเป็นเพราะตอนกำลังแต่งนิยายเรื่องนี้ นางเผลอไปคิดถึงหลี่เสี่ยวหานอยู่บ่อยๆเป็นแน่

ไม่น่าเลยจริงๆ!

“ฤทธิ์เยอะนักนะ” ชายหนุ่มกัดฟันเอ่ย เขาไม่ยอมให้นางดิ้นหลุด แต่กลับเป็นฝ่ายดึงแขนลากนางออกไปจากเรือนประจิมทันทีท่ามกลางความตกใจของสาวใช้ประจำเรือน และเหล่าทหารองครักษ์ที่วิ่งกรูกันเข้ามา เมื่อรู้ว่าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นที่เรือนประจิม หากแต่ไม่นานพวกเขาต่างก็ต้องรีบชะงักหยุดฝีเท้าลงทันใด

“นอกจากอินต๋าแล้ว พวกเจ้าที่เหลือจงกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ เพิ่มกำลังทหารยามเป็นสามเท่า ปิดทางห้ามผู้ใดเข้าออกจนกว่าจะได้รับคำสั่งใหม่จากข้า!” ชายหนุ่มสั่งกรานด้วยวาจาหนักแน่น แต่กระนั้นก็ยังคงระมัดระวังทุกคำพูด เพราะไม่อยากให้เจ้าก้อนแป้งที่นอนอยู่ในห้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

ซือเจ๋อหยวนลากเพ่ยอิงไปยังเรือนนอกหลังเล็กที่อยู่ห่างจากเรือนประจิม เรือนนอกแห่งนี้เป็นสถานที่ๆใช้สืบสวนคนในจวนที่ทำผิด มีเพียงแค่ตั่งนั่งเก่าๆตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางห้องและตะเกียงเก่าๆที่อินต๋าจุดขึ้นมาเพื่อส่องให้ความสว่างในตอนที่เจ้านายหนุ่มลากเชลยสาวเข้ามาในเรือนเท่านั้น

“นั่ง!” เสียงตวาดของเขาทำให้เพ่ยอิงสะดุ้งโหยงขึ้นด้วยความตกใจ มือหนาเย็นเฉียบกดไหล่บางของนางให้นั่งลงบนเก้าอี้ เพ่ยอิงสูดลมหายใจลึกพยายามประคองสติเอาไว้ เพราะรู้จักนิสัยของซือเจ๋อหยวนดีว่าต่อให้เขาจะโกรธแค่ไหน แต่เขาจะไม่มีวันลงมือสังหารคนตอนอยู่ที่จวนสกุลซือเด็ดขาด

“เปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าออก” น้ำเสียงเย็นเฉียบเอ่ยสั่ง แสงตะเกียงสะท้อนดวงตาดุดันน่ากลัวของเขา เพ่ยอิงอดคิดในใจไม่ได้ว่า นางเขียนให้ซือเจ๋อหยวนรับบทบาทพระเอกในนิยายเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ แต่เหตุใดเขาถึงได้กลายมาเป็นคนดุดันไร้ปราณีราวกับเป็นตัวร้ายไปเสียได้

เมื่อเห็นคนตัวเล็กไป ซือเจ๋อหยวนก็ไม่รอ เขาจัดการยื่นมือเข้าไปดึงผ้าคลุมหน้าออกด้วยตัวเอง แรงมือหยาบไร้ซึ่งความอ่อนโยน เพ่ยอิงหลับตาแน่นในตอนที่ผ้าคลุมหลุดหายออกไปจากศีรษะ ขณะที่ซือเจ๋อหยวนนิ่งค้างไปทั้งตัว มือหนาข้างที่ยังจับผ้าคลุมนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ เขาแทบจะลืมหายใจเมื่อได้เห็นดวงหน้างามดุจหยกของคนตรงหน้าเต็มสองตา

“เหตุใดเจ้า…!” ร่างสูงถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว สิ่งที่ทำให้ซือเจ๋อหยวนแทบหยุดหายใจคือใบหน้าที่เหมือนกับโจวอวี้เหมยภรรยาเก่า มารดาของเจ้าก้อนกลมซือจูจูอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

ใบหน้าที่เหมือนกันทั้งดวงตา จมูก ปาก รูปทรงคิ้ว แม้กระทั่งในตอนที่นางทำหน้าราวกับจะร้องไห้ก็ยังเหมือนกัน

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน” ชายหนุ่มพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตา หวนนึกถึงวันงานศพ เขาเห็นร่างของโจวอวี้เหมยถูกฝังลงไปในสุสานเต็มสองตา ไม่มีทางที่จะฟื้นขึ้นมานั่งอยู่เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้ได้

“เจ้าเป็นใครกันแน่” ซือเจ๋อหยวนฝืนกะพริบตาราวกับบังคับให้ตัวเองกลับมาที่ปัจจุบัน น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยยามที่เอ่ยถาม

เพ่ยอิงก้มหน้าลง จะให้นางบอกความจริงกับเขาก็ไม่ได้ มีหรือที่จะเชื่อนาง บางทีอาจหาว่านางเป็นหญิงฟั่นเฟือนและจับตัวส่งทางการก็เป็นได้

“บอกข้ามาว่าเจ้าเป็นใคร อย่าแม้แต่จะคิดที่จะโกหกข้า เพราะข้าเกลียดคนโกหกที่สุด!” ร่างสูงยืนตรง ยกมือขึ้นกอดอก จดจ้องคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างคาดคั้น ดวงตาคมจ้องลึกราวกับจะทะลุให้เข้าไปจนถึงกระดูก ขณะที่เพ่ยอิงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ จากนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นมาอย่างช้าๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel