บทที่ 4/1 นางร้ายตามหาลูก
ชื่อของสตรีที่มีนามว่า ‘เกาเจียหนี่ว์’ ทำให้ซือเจ๋อหยวนถอนหายใจออกมาเบาๆ ข่าวคราวเรื่องของเขาล่วงรู้ไปถึงหูของนางได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก ต้องมีใครบางคนในจวนถูกซื้อตัวเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของเขาให้เกาเจียหนี่ว์รับรู้เป็นแน่
อินต๋าเหลือบมองท่านโหวอย่างเงียบๆ เพราะรู้ดีว่าเรื่องนี้ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานมารดาของซือโหวไม่อยู่ที่จวน
พ่อบ้านหม่ากระแอมเบาๆ ก่อนรายงานเพิ่มเติม
“ท่านโหว ฮูหยินผู้เฒ่าเดินทางขึ้นวัดไปปฏิบัติธรรมตั้งแต่หลายวันก่อนจึงมิได้อยู่ต้อนรับคุณหนูเกาเจียหนี่ว์ด้วยตนเอง”
นั่นหมายความว่า คุณหนูเกาเจียหนี่ว์ตั้งใจมาหาซือโหวเพียงลำพัง
ซือเจ๋อหยวนเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นต้นสนสูงปลิวไหวตามลม แต่ในใจเขากลับรู้สึกเหมือนถูกบีบแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
สำหรับเกาเจียหนี่ว์ นางเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเหมือนกับโจวอวี้เหมยภรรยาเก่าที่จากไป ทว่าเขาหาได้มีความรักลึกซึ้งอันใดกับนาง
แม้ว่านางจะเป็นสตรีที่งดงามอ่อนหวาน มีชาติตระกูลสูงศักดิ์ ฮูหยินผู้เฒ่ามารดาของเขาเองก็ชื่นชมหากเขาแต่งกับนางตระกูลโหวก็จะมั่นคงขึ้น แต่แปลกตรงที่ตอนนี้เมื่อได้ยินชื่อของนาง เขากลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
ภาพใบหน้างามดุจหยกของเกาเจียหนี่ว์ที่ยิ้มอ่อนโยนสะกดสายตาของทุกคนแล่นเข้ามาในหัว แต่ก็ถูกบดบังด้วยภาพเลือนรางของสตรีผู้หนึ่งในป่าแทบจะทันที
“บอกเกาเจียหนี่ว์ไปก่อนว่าข้าเพิ่งฟื้น ไม่สะดวกพบผู้ใด” เสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นจนพ่อบ้านหม่าสะดุ้งอย่างคาดไม่ถึง แต่ก็รีบก้มศีรษะรับคำสั่งแล้วรีบเดินออกไป
เมื่อห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ซือเจ๋อหยวนพิงหลังกับหมอนพร้อมถอนหายใจอย่างหนัก ดวงตาคมเข้มหลุบลงช้าๆ หัวใจของเขายังคงหมุนวนอยู่กับกลิ่นหอมนั้น
กลิ่นของสตรีที่ไม่รู้ชื่อ แม้กระทั่งใบหน้าของนางก็ยังไม่เห็น แต่เป็นคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้
‘ข้าต้องหานางให้เจอ ไม่ว่าอีกนานเท่าใดก็ตาม’ ซือเจ๋อหยวนให้คำมั่นกับตนเองในใจ
ในขณะเดียวกันที่ศาลาด้านหน้าจวนโหวที่ตั้งอยู่ริมสระบัว กลิ่นหอมของดอกบัวลอยอ่อนๆ ในอากาศ ลมในยามสายพัดกระทบชายผ้าของสตรีผู้หนึ่งให้ปลิวเบาๆ
เกาเจียหนี่ว์บุตรสาวเสนาบดีกรมคลัง สตรีที่วงสังคมเมืองต้าหยางต่างกล่าวขานว่า…
‘งดงามดุจดอกเหมย อ่อนหวานดุจนกน้อย’
ร่างอรชรนั่งบนเก้าอี้หินในศาลา สวมชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายดอกเหมย มือเรียวขาวกำถ้วยชาอย่างเรียบร้อย ท่วงท่าของนางงดงามทุกกระเบียดนิ้ว โดยมีหลางฉิงสาวใช้คนสนิทยืนอยู่ทางด้านหลังอย่างเงียบเชียบ
ไม่นานพ่อบ้านหม่าเดินกลับมาหา ก่อนที่จะกล่าวรายงานอย่างอ่อนน้อม
“เรียนคุณหนูเกาเจียหนี่ว์ ยามนี้ซือโหวเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ท่านหมอสั่งให้พักผ่อนก่อน ท่านโหวจึงยังไม่สะดวกพบผู้ใดในตอนนี้ขอรับ”
เสียงรายงานนั้นสุภาพ แต่ความหมายชัดเจนจนไม่ต้องตีความว่านางถูกปฏิเสธ
เกาเจียหนี่ว์ชะงักไปหนึ่งห้วงลมหายใจ ถ้วยชาที่อยู่ในมือสั่นไหวเล็กน้อย จนต้องรีบยกขึ้นแตะริมฝีปากเพื่อปกปิดความผิดปกติ
ท่าทางที่เห็นภายนอกอ่อนโยนและสุขุมราวกับหญิงงามผู้ละมุนตามแบบในตำรา น้ำเสียงอ่อนหวานของนางตอบพ่อบ้านหม่ากลับมาในทันที
“เช่นนั้นหรือ ข้าเข้าใจดี อาการบาดเจ็บต้องได้รับการพักผ่อนเป็นธรรมดา รอให้ท่านโหวอาการดีขึ้นกว่านี้ ข้าจะแวะมาเยี่ยมเยียนใหม่” เอ่ยพลางส่งยิ้มให้กับพ่อบ้านหม่าบางๆ พ่อบ้านอาวุโสเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจ เขาก้มศีรษะรับคำแล้วรีบล่าถอยออกไป
คล้อยหลังพ่อบ้านหม่า รอยยิ้มหวานของเกาเจียหนี่ว์จึงค่อยๆ เลือนหาย ดวงตากลมที่มักมีประกายอ่อนโยนกลับสะท้อนเงาเย็นนิดๆ ราวกับผิวน้ำที่ถูกลมแรงปะทะจนสั่นระริก
นางวางถ้วยชาลงอย่างเบามือ ทว่าปลายนิ้วอีกข้างกลับกำกระโปรงแน่นจนข้อนิ้วซีด หลางฉิงสังเกตเห็นจึงเอ่ยปลอบเจ้านายสาวเสียงเบา
“คุณหนูเจ้าขา ท่านโหวย่อมต้องการพักผ่อนเจ้าค่ะ ไม่ได้จะปฏิเสธท่านจริงๆ”
เกาเจียหนี่ว์ยิ้มเรียบ แต่สายตากลับยังคงไม่ละจากผิวน้ำตรงหน้า
“ข้ารู้อยู่หรอก ท่านโหวกำลังบาดเจ็บย่อมต้องการเวลาพักผ่อน ข้าไม่เคยโกรธเขา” ประโยคนั้นหวานเหมือนกลีบดอกเหมยราวกับเข้าใจทุกอย่างดี แต่ประโยคที่ตามมาแผ่วลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบของลม
“เพียงแต่ว่า ข้าไม่ชอบการถูกเมินเฉยเท่านั้น”
หลางฉิงเงยหน้าขึ้นชำเลืองมองเจ้านายสาวเล็กน้อย จากนั้นจึงก้มหน้าลงต่ำเหมือนเดิม โดยไม่พูดอะไรออกมาอีก
เกาเจียหนี่ว์หลับตาช้าๆ กดอารมณ์ที่ผุดขึ้นในอกให้กลับไปอยู่ใต้สีหน้ายิ้มเย็นเรียบร้อยแบบเดิม นางยกมือขึ้นลูบแขนเสื้อของตนเบาๆ คิดถึงคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่า ผู้ซึ่งหมายตานางให้เป็นสะใภ้ของจวนโหวมานาน
ถ้าฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ที่นี่ตอนนี้ นางจะไม่ถูกปฏิเสธอย่างแน่นอน
ในที่สุดวันที่จวีม่านรอคอยก็มาถึง ในค่ำคืนฤดูวสันต์ที่ท้องฟ้ามืดดำสนิท หมู่ดาวน้อยใหญ่ถูกเมฆหนาบดบังจนแทบมองไม่เห็น แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังสลัวลางไม่ส่องแสงให้ความสว่างในยามค่ำคืนเหมือนอย่างที่ผ่านมา สายลมพัดโชยแทรกผ่านมาในป่าไผ่ทำให้ต้นไผ่ไหวเอนลู่ลม
เพ่ยอิงสูดลมหายใจลึก ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น ทั้งชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยกระทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้มาก่อน แต่คืนนี้กลับเป็นคืนที่นางจะต้องแอบเข้าไปในจวนของซือโหว พระเอกนิยายที่นางเป็นคนปั้นแต่งออกแบบมาเองกับมือ เพื่อค้นหาว่าลูกสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจอยู่ที่นั่นจริงๆหรือไม่
นางร้ายที่พล็อตเรื่องในนิยายยังไม่จบต้องเดินทางเข้าไปยังดินแดนของตัวละครพระเอก หากอิงตามเรื่องราวในนิยาย เพ่ยอิงและเหลียงเชาวางแผนกันไปขโมยของในจวนของซือโหว เพราะได้ยินมาว่าที่จวนโหวมีทรัพย์สินล้ำค่ามากมาย นางร้ายเพ่ยอิงเกิดความโลภ อยากรวยทางลัด คิดว่าหากทำสำเร็จก็จะมีเงินไปใช้จ่ายอย่างสุขสบาย ทว่านางไม่ได้หวังยกเค้าจวนโหวทั้งหมดหรอก อย่างน้อยมีของติดมือมาสักชิ้นสองชิ้นก็ดีมากแล้ว เพ่ยอิงจึงชักชวนเหลียงเชา แม้คราแรกเหลียงเชาจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ทนแรงคะยั้นคะยอของเพ่ยอิงไม่ไหว ทั้งนางยังขู่ว่าหากเขาไม่ยอมติดตามไปด้วย นางจะลงมือด้วยตัวคนเดียว
เหลียงเชาเป็นห่วงสหาย สุดท้ายจึงจำต้องยอมตามไป แต่ทั้งสองคนก็ไม่อาจหนีพ้นและโดนทหารของจวนโหวจับตัวเอาไว้ได้ในที่สุด และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ซือเจ๋อหยวนและเพ่ยอิงได้พบเจอกัน
กลับมาที่ปัจจุบัน ยามนี้เหลียงเชากำลังเดินนำอยู่เบื้องหน้าของจวีม่านที่อยู่ในร่างของเพ่ยอิง ในมือของเขาถือตะเกียงที่เพิ่งดับไฟลง เหลือแค่เพียงควันจางๆเพื่อไม่ให้ทหารรักษาความปลอดภัยของจวนโหวเห็นแสงตะเกียงเข้าและจับได้
ส่วนเพ่ยอิงก็ขยับก้าวตามคนตัวโตอย่างเงียบๆ เหลียงเชาก้าวฝ่าความมืดอย่างชำนาญ ขณะที่เพ่ยอิงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อรีบก้าวขาตามให้ทันเขา และในตอนที่ก้าวพ้นกำแพงต้นไผ่ที่ขึ้นอยู่รายล้อม จึงได้เห็นประตูบานใหญ่มีตราประทับรูปเหยี่ยวทองปรากฏอยู่ตรงหน้า เพียงแค่เห็นประตูก็ทำให้ทั้งเพ่ยอิงและเหลียงเชาอดรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้ ราวกับมีรัศมีของความน่าเกรงขามรายล้อมอยู่รอบๆ
“เจ้าพร้อมหรือไม่” เหลียงเชาชำเลืองสายตามองคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆเล็กน้อย
“ข้าพร้อมยิ่งกว่าพร้อมเสียอีก” ใช่… ตอนนี้นางพร้อมมากจริงๆ แม้จะหวาดกลัวแต่ความคิดถึงลูกกลับเอาชนะทุกสิ่ง ไม่ว่าอย่างไรวันนี้นางก็ต้องพบหน้าของจูจูให้ได้
เหลียงเชาเห็นถึงความมุ่นมั่นของนาง เขาจึงไม่กล่าวอะไรต่อ จัดการลงมือปลดสลักกลอนประตูอย่างชำนาญสมกับเป็นหัวขโมยมือฉกาจประจำหมู่บ้านหัวขโมย และใช้เวลาเพียงไม่นานประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักให้เปิดออกเบาๆ
“คืนนี้เป็นคืนที่ทหารลดกำลัง เพราะพรุ่งนี้จะมีการตรวจไพร่พล เรารีบเข้าไปและตามหาบุตรสาวของเจ้าเถอะ เรามีเวลาไม่มากนัก ก่อนที่ทหารยามรอบสามจะเดินมา”
ขณะที่เหลียงเชากำลังจะก้าวเดินนำเข้าไปข้างใน เพ่ยอิงกลับยื่นมือไปดึงชายเสื้อของเขาไว้เสียก่อน
“เจ้าไม่ต้องเข้าไปหรอก รอข้าอยู่ข้างนอกนี่แหละ ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเข้าไปเสี่ยงอันตรายด้วยเรื่องส่วนตัวของข้า”
“เจ้าหมายความว่าจะให้ข้าทิ้งเจ้าเข้าไปข้างในคนเดียวหรือ” เหลียงเชาถามกลับอย่างไม่เห็นด้วย
“เจ้าไม่ได้ทิ้งข้า แต่เรื่องนี้ข้าขอจัดการด้วยตัวเองเถอะ” เพ่ยอิงเงียบไปเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตั้งท่าจะไม่ยอมง่ายๆ นางจึงเอ่ยขัดขึ้น
“เจ้ารออยู่ข้างนอก ถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ข้ายังพอขอความช่วยเหลือกับเจ้าได้ แต่ถ้าหากเข้าไปด้วยกันหมดและโดนจับได้ ใครจะช่วยเรา” เพ่ยอิงอธิบายอย่างใจเย็น วาจาของนางทำให้สีหน้าของเหลียงเชาดีขึ้นเล็กน้อย ไม่นานเขาจึงผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ และพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“เช่นนั้นก็ได้ แต่เจ้าต้องสัญญาว่าถ้าหากเกิดอะไรขึ้นจะต้องเขวี้ยงหินมาทางนี้ และข้าจะรีบเข้าไปช่วยเจ้าทันที”
“ขอบใจมากนะเหลียงเชา” เพ่ยอิงกล่าวคำขอบคุณเขาด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะแทรกกายเดินผ่านเข้าไปในช่องเล็กๆของประตู จากนั้นเหลียงเชาจึงรีบดึงประตูให้ปิดลงตามเดิมเพื่อไม่ให้ผู้ใดผ่านมาเห็นหรือเกิดความสงสัยได้
เพ่ยอิงเดินลัดเลาะมาทางประตูหลังจวน ก่อนที่จะเห็นว่าเบื้องหน้าปรากฏเรือนขนาดย่อม นางคิดว่าต้องเป็นเรือนรับรองที่ท่านผู้เฒ่าหลิวต้งกล่าวถึงไม่ผิดแน่
สายลมหนาวในยามค่ำคืนพัดโชยผ่านมา ทำให้รู้สึกผิวชาอยู่หน่อยๆ แต่ความเหน็บหนาวไม่ได้ทำให้ความตื่นเต้นในใจของเพ่ยอิงลดน้อยลงไปได้เลย เมื่อคิดว่าในเวลาอีกไม่นาทีข้างหน้า นางจะได้พบกับเจ้าก้อนกลมผู้เป็นที่รักแล้ว
แต่ยังไม่ทันจะได้เดินออกไปถึงประตูเรือนรับรองทางฝั่งด้านหน้า เพ่ยอิงก็ได้ยินเสียงสนทนาดังขึ้นเบาๆมาจากมุมทางเดิน เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนหญิงสาวถึงกับชะงักแทบหยุดหายใจเพราะความตกใจ
