บทที่ 3/2 บุรุษที่มีใบหน้าเหมือนอดีตสามี
เพ่ยอิงมองบาดแผลของซือเจ๋อหยวนที่มีเลือดไหลออกมาไม่หยุด คิดว่าหากปล่อยไว้กลางป่าแม้เพียงชั่วยามเดียว เขาคงไม่รอดแน่
นางจึงหันไปบอกเหลียงเชาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ช่วยข้าประคองเขา เราต้องหาที่หลบและทำแผลให้เขาเดี๋ยวนี้!”
เหลียงเชามีท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนดีหรือร้ายเลยไม่อยากเสี่ยง
“แต่เพ่ยอิง เขาดูเป็นคนอันตราย ข้าคิดว่า…” เหลียงเชาเอ่ยยังไม่ทันจบประโยค เพ่ยอิงก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน
“คนอันตรายก็ช่างเถิด ถ้าไม่ช่วยตอนนี้ เขาตายแน่” หญิงสาวสบตาเหลียงเชาอย่างแน่วแน่
“และข้า… ไม่อยากให้ใครต้องตายต่อหน้าข้าอีกแล้ว” หญิงสาวน้ำตารื้นยามนึกถึงร่างไร้วิญญาณของบุตรสาวในวันที่เกิดอุบัติเหตุ
เหลียงเชาเห็นเช่นนั้นจึงไม่กล้าโต้เถียงอีก ทั้งสองช่วยกันแบกร่างสูงใหญ่ของซือเจ๋อหยวนที่แทบหมดสติไว้บนไหล่ แม้น้ำหนักเกือบจะทับทั้งร่างของเพ่ยอิงให้ทรุด แต่นางก็กัดฟันประคองอย่างสุดแรง
หลังจากเดินฝ่าหญ้ารกทึบไปได้สักระยะ เหลียงเชาพบกระท่อมไม้เก่าที่ถูกทอดทิ้งไว้ริมลำธารเล็กๆ หน้าต่างถูกลมพัดจนสั่นคลอน ประตูไม้ผุจนเปิดออกเองได้ทุกทีที่ลมพัด
“เพ่ยอิง! ตรงนั้น… เราพาเขาไปพักที่นั่นได้!”
เพ่ยอิงพยักหน้า รีบช่วยพยุงซือเจ๋อหยวนเข้าไปในกระท่อมทันที
ภายในกระท่อมไม้ว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะเตี้ยเก่าๆ ผ้าห่มขาด ๆ และฟางแห้งกองหนึ่งเท่านั้น
ทั้งสองคนวางซือเจ๋อหยวนลงบนฟาง ใบหน้าของเขาซีดขาวจนดูน่ากลัว เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ลมหายใจแผ่วราวกับจะขาดลงทุกเมื่อ
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น มือสั่นเล็กน้อยแต่ยังคงลงมืออย่างระมัดระวัง ข้างกระท่อมไม้มีลำธารขนาดย่อมไหลผ่าน เพ่ยอิงจึงทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำสะอาดที่ให้เหลียงเชาตักมาจากลำธารแล้วค่อย ๆ ดันเลือดที่ค้างอยู่รอบแผลออก เป็นเพราะในโลกปัจจุบัน จวีม่านจบการศึกษาจากคณะพยาบาลศาสตร์ แต่หลังจากทำงานไปได้สี่ปีก็ได้ลาออกและผันตัวมาเป็นนักเขียนจึงทำให้พอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง
ซือเจ๋อหยวนขมวดคิ้วแน่น เสียงครางต่ำหลุดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ แม้ว่าจะใกล้หมดสติ แต่ทุกครั้งที่เพ่ยอิงขยับเข้าใกล้ เขาจะได้กลิ่นกายของนางชัดเจนเสมอ
เพ่ยอิงประคองแขนเขา ดวงหน้าของนางค่อย ๆ ขยับมาใกล้เพื่อมองบาดแผลให้ชัดขึ้น ปลายจมูกของซือเจ๋อหยวนรู้สึกถึงกลิ่นอุ่นนั้นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะหมดสติไป
ลมหนาวพัดผ่านช่องหน้าต่างจนเศษฟางปลิว เพ่ยอิงต้องกอดแขนตัวเองเอาไว้จากความหนาวเย็น เหลียงเชาจึงก่อไฟเล็ก ๆ ตรงมุมห้องเพื่อให้ความอบอุ่น
เพ่ยอิงนั่งเฝ้าชายปริศนา คอยเช็ดเหงื่อและเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เป็นระยะๆ สายตาของนางติดอยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่ละม้ายคล้ายคลึงกับใบหน้าของอดีตสามีในโลกปัจจุบันราวกับเป็นคนๆ เดียว ใบหน้าที่นางเคยตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ และใบหน้าของคนที่ทำให้นางเคยรู้สึกเจ็บปวดเจียนตาย ทิ้งนางให้อยู่กับจูจูมาตามลำพังเป็นเวลาถึงสี่ปี
เพ่ยอิงทั้งโกรธและคับแค้นใจ หากแต่พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ เพราะรู้ว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหลี่เสี่ยวหานแต่อย่างใด
จนกระทั่งเหลียงเชาเอ่ยอย่างกังวล
“เพ่ยอิง เขาเป็นใครกันแน่? ทำไมถูกทำร้ายปางตายเช่นนี้”
หญิงสาวมองเขาเงียบ ๆ ก่อนตอบเสียงเบา
“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ถ้าเขาตื่นขึ้นมา ข้าก็หวังว่าเขาจะไม่มองเราเป็นศัตรู”
เหลียงเชาพยักหน้ารับแต่ยังไม่สบายใจเท่าใดนักเพราะแม้ชายปริศนาผู้นี้จะหมดสติ แต่รัศมีอันน่าเกรงขามของเขานั้นไม่ได้ลดลงเลย จนเขาไม่กล้ามองไปที่ร่างหนากำยำนั่นเท่าใดนัก
ยามรุ่งสาง สายหมอกยามเช้าลอยต่ำเหนือยอดหญ้า ลำธารเล็กๆ ข้างกระท่อมสะท้อนแสงแดดแรกของวัน
เพ่ยอิงที่เฝ้าซือเจ๋อหยวนทั้งคืนเพิ่งจะเอนหลังพักตาได้ไม่นาน ขณะที่เหลียงเชากำลังก่อไฟอุ่นๆ ให้ แต่ยังไม่ทันที่ความสงบจะอยู่ได้นานพลันมีเสียงดัง กุบกับ กุบกับ กุบกับของเกือกม้าดังมาจากที่ไกล ๆ
เสียงนั้นหนัก มั่นคง และดุดัน ไม่ใช่ม้าป่าธรรมดาไม่ใช่ชาวบ้าน แต่เหลียงเชารู้ดีว่านั่นเป็นเสียงของม้าทหาร เขาหน้าซีดเผือดไปในทันที และรีบปรี่เข้ามากระซิบกับเพ่ยอิงเสียงสั่น
“เพ่ยอิง! มีคนขี่ม้ามาเป็นกลุ่ม พวกนั้นอาจเป็นทหาร!”
เพ่ยอิงลุกพรวด ดวงหน้างามเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจ หัวใจบีบแน่นเมื่อมองคนที่ยังนอนหมดสติอยู่บนฟาง เขายังไม่ฟื้น ถ้าทหารเห็นเขาในสภาพนี้แล้วเห็นนางกับเหลียงเชาอยู่ด้วยคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เพราะถ้าทหารของเขามาเห็น อาจคิดว่านางกับเหลียงเชาทำร้ายเขา
“เราต้องรีบซ่อนตัวเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวกัดฟันพูด
เหลียงเชารีบคว้าแขนเล็กวิ่งออกไปยังประตูหลังของกระท่อมไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ให้พุ่มหญ้ารกชัฏคอยบดบังสายตาจากพวกทหารเอาไว้
ไม่นานหลังประตูไม้ปิดลง เสียงฝีเท้าม้าหยุดอยู่บริเวณหน้ากระท่อมร้างพอดี ฝีเท้าหลายคู่กระแทกพื้นดินดังตึง ตึง ตึง!
เสียงบุรุษคนหนึ่งดังขึ้นอย่างสุภาพ ทว่าแข็งกร้าว ชัดเจนนั่นคือ ‘อินต๋า’ องครักษ์คนสนิทของซือเจ๋อหยวน
“ท่านโหว! ท่านโหวอยู่ในกระท่อมนี้! รีบช่วยท่านโหวเร็วเข้า!”
ประตูไม้เก่าถูกผลักกระแทกผนังเสียงดังปึง! ทหารกรูกันเข้าไป เสียงฝีเท้าเหยียบฟางกระจาย
แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา เพราะเพ่ยอิงและเหลียงเชาอยู่ห่างจากกระท่อมไม้เกินไป แต่กระนั้นคนที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ก็ตัวสั่นจนแทบหายใจไม่ออก เหลียงเชาต้องจับมือนางเอาไว้เพื่อไม่ให้เผลอส่งเสียง และไม่นานก็เห็นเหล่าทหารช่วยกันแบกร่างไร้สติของบุรุษปริศนาที่นางกับเหลียงเชาได้ช่วยชีวิตไว้ขึ้นหลังม้า แม้เขาจะยังไร้สติแต่ท่าทีนอบน้อมและหวั่นเกรงของทหารที่มีต่อเขา ก็ทำให้เพ่ยอิงรู้ได้ทันทีว่าบุรุษผู้นั้นต้องเป็นคนสำคัญอย่างแน่นอน
เพ่ยอิงส่งสายตามองตามขบวนม้าที่เคลื่อนห่างออกไปจนลับสายตาด้วยความสงสัย บุรุษที่หน้าตาเหมือนอดีตสามีของนางผู้นั้น เขาเป็นใครกันนะ…
ณ จวนโหว เมืองต้าหยาง
กลิ่นยาสมุนไพรลอยอบอวลในหอนอน ม่านผ้าสีกรมท่าถูกยกขึ้นเพื่อให้ลมเช้าพัดเข้ามา ซือเจ๋อหยวนนอนอยู่บนเตียงไม้แกะสลักลายมังกร มีหมอนใบยาวรองที่ไหล่ ผ้าห่มเนื้อดีคลุมปิดทับท่อนล่างเอาไว้
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เปลือกตาหนักราวกับถูกทับด้วยหินทั้งก้อน แต่เมื่อสายตาปรับกับแสงในห้องได้ เขาก็รู้ทันทีว่า เขากลับถึงจวนโหวแล้ว
ที่นี่ไม่ใช่กระท่อมกลางป่า ไม่มีกลิ่นฟาง มีเพียงกลิ่นยาน้ำและควันกำยานที่จุดให้เขาหายใจโล่งเท่านั้น
“ท่านโหวฟื้นแล้วหรือขอรับ” เสียงของอินต๋าดังขึ้นพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก
ซือเจ๋อหยวนไม่ตอบทันที ความทรงจำเมื่อวานถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในตอนที่เขานำทหารออกลาดตระเวนชายป่าด้วยตนเอง ขณะที่อาชาตัวใหญ่วิ่งผ่านป่าทึบอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคมธนูแหวกมากลางอากาศ พร้อมกับปรากฏร่างของชายชุดดำหลายคนบุกเข้ามาพร้อมกับฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ทันใดนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงเลือดไหลอุ่นออกจากแขนพร้อมกับเสียงของอินต๋าที่ตะโกนเรียกเขา และแล้วในตอนนั้น เขาพลัดตกจากหลังม้าหัวกระแทกพื้นทุกอย่างพลันมืดสนิท
“เมื่อวานพวกที่ลอบทำร้ายข้า ตอนออกลาดตระเวนชายป่านั้น เป็นผู้ใดกัน”
อินต๋าชะงักเมื่อได้ยินคำถามของเจ้านายหนุ่ม แม้จะพยายามเก็บอารมณ์ แต่แววตาก็แข็งตึงขึ้นทันที ร่างสูงของอินต๋าคุกเข่าลงบนพื้นพร้อมกำหมัดแน่น
“เรียนท่านโหว ตอนนี้พบเพียงร่องรอยการต่อสู้ และชุดดำของคนร้ายไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ เลยขอรับ” เสียงของเขาหนัก รายงานความจริงที่ไม่อยากให้เกิด
“เจ้าหมายถึง พวกมันตั้งใจไม่ให้มีเบาะแสหรือ” ซือเจ๋อหยวนหรี่ตาลง แววตาเย็นเหมือนน้ำแข็ง
อินต๋าพยักหน้าช้าๆ พร้อมเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้านายหนุ่ม สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“ใช่ขอรับ ฝีมือของแต่ละคนจัดว่าเชี่ยวชาญ มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวน การลอบโจมตีเป็นรูปแบบของทหารที่ถูกฝึกมาอย่างดี ไม่ใช่โจรป่าทั่วไป” เขาเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวเสียงเคร่งเครียดกว่าเดิม
“อีกทั้งพวกมันรู้เส้นทางที่ท่านจะออกลาดตระเวนเหมือนมีคนรายงานเส้นทางไว้ล่วงหน้า”
คำๆ นั้นทำให้ห้องเงียบลงสนิท ซือเจ๋อหยวนครางต่ำในลำคอ แววตาคมเข้มฉายความเย็นชา พลางกล่าวเสียงเย็น
“แสดงว่ามีคนตั้งใจลงมือทำร้ายข้า”
อินต๋าที่นั่งคุกเข่าโขกศีรษะลงไปบนพื้นจนได้ยินเสียงดังตุบ!ในทันที
“ข้าขออภัย ที่ไม่สามารถปกป้องท่านโหวไว้ได้”
ซือเจ๋อหยวนชำเลืองมององครักษ์คนสนิทเล็กน้อย ทว่าไม่ได้ตำหนิเขา เสียงทุ้มหนักดังขึ้นอย่างเด็ดขาด
“ไม่ใช่ความผิดเจ้า พวกมันคงเก็บงำซ่อนตัวอยู่นานแล้ว แต่ครั้งนี้คงสบโอกาสโผล่ออกมาตรงหน้าเราเอง” ชายหนุ่มกำมือแน่นบนผ้าห่ม กล้ามเนื้อแขนที่ยังเจ็บเกร็งขึ้น
“ส่งคนไปสืบเบาะแสที่ด่านชายป่าให้ละเอียด ดูว่าในเดือนที่ผ่านมา มีผู้ใดเคลื่อนไหวผิดปกติ และส่งรายชื่อทั้งหมดมาให้ข้าดูด้วยตัวเอง”
“ขอรับ ท่านโหว” อินต๋าค้อมศีรษะรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
แต่อยู่ๆ ซือเจ๋อหยวนก็นิ่งไปเล็กน้อย สายตาคมกริบของเขาหรี่ลง ราวกับนึกถึงอะไรบางอย่างที่ฝังลึกในความทรงจำช่วงใกล้หมดสติ
กลิ่นดอกไม้ป่าอ่อนๆ ปลายนิ้วของใครบางคน เสียงหายใจรีบเร่งของนางตอนทำแผลให้เขา และดวงหน้าที่เลือนรางราวกับภาพในม่านหมอก
“นางช่วยข้าไว้” เขาพึมพำเบา ๆ จนแทบไม่ได้ยิน
อินต๋าได้ยินเช่นนั้นจึงขมวดคิ้ว
“ท่านโหวหมายถึงใครหรือขอรับ”
ปากหยักได้รูปกำลังกำลังจะถามอินต๋าถึงเรื่องเมื่อวานต่อ แต่ทันใดนั้นเอง พ่อบ้านประจำตระกูลนามว่า ‘หม่าเหิง’ ก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาหยุดที่หน้าประตู ก่อนกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ท่านโหวขอรับ คุณหนูเกาเจียหนี่ว์ได้ข่าวว่าท่านบาดเจ็บจึงรีบเดินทางมาเยี่ยมที่จวน ตอนนี้นางรออยู่ที่ศาลาด้านหน้าขอรับ”
