บทที่ 3/1 เหตุบังเอิญ
“แม่ ฮึก จูจูอยากหาแม่…” เสียงของเจ้าก้อนกลมสั่นระริก น้ำตาหยดลงบนผ้าห่มสีฟ้าเข้มที่ปักลายเมฆ ทว่าผ้าปักหรูหราทำให้รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวในโลกที่ไม่ใช่ของตน
“จูจูเป็นอะไรไปลูก ฝันร้ายหรือ” เสียงทุ้มต่ำของซือเจ๋อหยวนดังขึ้นอย่างตกใจท่ามกลางความมืด เสียงของเขาทำให้จูจูเปิดเปลือกตาขึ้น แต่น้ำตากลับไหลพรากตั้งแต่ยังไม่ลืมตาตื่นเต็มที่
“จูจูอยากกลับบ้าน จูจูคิดถึงแม่”
เสียงร้องของเจ้าก้อนแป้งนั้นแผ่วมาก แต่มันคมยิ่งกว่าคมมีด บาดทะลุหัวใจซือเจ๋อหยวนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าดาบใด ๆ เสียอีก
เขาไม่เข้าใจ และไม่แน่ใจว่า “แม่” ที่นางพูดถึงนั้นหมายถึงโจวอวี้เหมยมารดาที่จากไปของนางหรือผู้ใด ทว่าเจ้าก้อนกลมจะไปรู้จักโจวอวี้เหมยได้อย่างไรกัน ในเมื่อโจวอวี้เหมยได้จากไปตั้งแต่วันที่คลอดเด็กน้อยแล้ว แม้กระทั่งพบหน้ากันสักหนยังไม่เคย ทว่าเหตุใดในวันนี้กลับเอาแต่ร้องไห้หาแม่เล่า หรือเป็นเพราะว่านางกลัวจนเพ้อ อาการบาดเจ็บจากการลื่นล้มในวันนั้นยังไม่หายดี
“จูจูอย่าร้องไห้นะลูก พ่ออยู่ตรงนี้ จะอยู่กับลูกไม่ไปไหน” ซือเจ๋อหยวนค่อย ๆ ยื่นมือไปเกลี่ยน้ำตาของเด็กน้อย แม้ใจจะยังสับสน แต่ความอ่อนโยนก็เอ่อล้นจนเจ้าก้อนแป้งสัมผัสได้
คำพูดแสนอ่อนโยนจนทำให้จูจูหยุดร้องไห้ชั่วครู่น้ำตารินไหลออกมาช้า ๆ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะขยับเข้าไปใกล้คนที่เรียกแทนตัวเองว่าพ่ออย่างไม่รู้ตัว
“หลับเถอะนะลูก พ่อจะอยู่กับเจ้าตรงนี้” มือหนาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างเล็กแล้วขยับนั่งพิงพนักข้างเตียงปล่อยให้เจ้าก้อนแป้งค่อย ๆ ปีนขึ้นมาซุกแขนของเขาเหมือนลูกนกกลับเข้าสู่รังที่อบอุ่น
ในความมืดของยามราตรีกาล จูจูซบอกของซือเจ๋อหยวนอย่างหมดแรง พร่ำเรียกหาแต่เพียงชื่อเดียว…
“แม่จ๋า”
ซือเจ๋อหยวนยกมือขึ้นลูบหลังนางเบา ๆ อย่างปลอบประโลม แม้เขาจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาไม่อาจปล่อยเจ้าก้อนแป้งให้ต้องร้องไห้เพียงลำพังได้
หลังจากขอความช่วยเหลือกับท่านผู้เฒ่าหลิวต้งไปเมื่อวันก่อน หลังจากนี้เพ่ยอิงก็ได้แต่รอเวลาให้ถึงวันที่จะดำเนินการตามแผน
ยามนี้ดวงอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า แสงสุดท้ายทอดเป็นเส้นยาวเหนือหมู่บ้านหัวขโมย
ลมเย็นพัดผงฝุ่นให้คละคลุ้ง กลิ่นคาวของเหล้าถูกทิ้งไว้ในอากาศ
เพ่ยอิงเบื่อหน่ายเต็มทนกับสภาพแออัดและผู้คนหยาบกร้านในหมู่บ้านนี้ อีกทั้งยังรู้สึกฟุ้งซ่านเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องแผนการที่จะบุกเข้าจวนของซือโหวจนรู้สึกปวดศีรษะตุบๆ
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ และหันไปบ่นกับเหลียงเชาสหายคนสนิทของเจ้าของร่างเดิม
“หากต้องอยู่ที่นี่นานกว่านี้ ข้าคงจะเป็นบ้าแน่ ข้าอยากออกไปสูดอากาศดี ๆ ข้างนอกเสียหน่อย”
เหลียงเชาเกาศีรษะแล้วพยักหน้า
“ถ้าเช่นนั้นเราเดินออกไปที่เขตป่าเหนือหมู่บ้านเถอะ ที่นั่นเงียบกว่า อีกทั้งคนในหมู่บ้านยังไม่กล้าเข้าไปมาก”
เพ่ยอิงพยักหน้าอย่างโล่งใจ ทั้งคู่จึงพากันเดินลัดเลาะไปตามทางดินแฉะๆ ที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้หักและหมอกบางๆ ที่กระจายปกคลุมอยู่ในอากาศ
กลางป่าอันเงียบสงัด เสียงนกกาสองตัวบินผ่านเหนือศีรษะ ความเงียบเข้าปกคลุมจนเพ่ยอิงรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย
แต่ไม่ทันไร เหลียงเชาก็หยุดเดินกะทันหัน
“เพ่ยอิง มีคนอยู่ตรงนั้น!”
นางหันไปตามสายตา ใต้ต้นไผ่ต้นหนึ่งมีเงาร่างชายสูงใหญ่พิงอยู่กับลำต้น เสื้อคลุมเกราะสีดำเปื้อนเลือดเป็นปื้น มีดลูกศรปักอยู่ที่ต้นแขน ลมหายใจของเขาหนักราวกับทุกครั้งที่ที่หายใจคือความทรมาน
เพ่ยอิงรีบวิ่งเข้าไปก่อนใครอื่น ส่วนเหลียงเชาก็วิ่งตามมาอย่างติดๆ และเมื่อเข้าไปใกล้ นางจึงได้เห็นใบหน้าที่แข็งกร้าว ดุดัน แต่เปรอะไปด้วยเลือดและเหงื่อ ขนตายาวสั่นไหวบ่งบอกถึงความเจ็บปวด ใบหน้าที่เห็นอยู่เบื้องหน้าทำให้เพ่ยอิงนิ่งค้างไปทันทีเพราะใบหน้าของบุรุษผู้นี้ช่างเหมือนกับ ‘หลี่เสี่ยวหาน’ สามีเก่าของนางในโลกปัจจุบันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ซือเจ๋อหยวนยังพอมีสติเล็กน้อย เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเบามากที่ย่างกายใกล้เข้ามา
กลิ่นกายหอมอ่อนหวานประหลาด คล้ายกับกลิ่นดอกไม้ป่าและอบเชยอ่อนๆ กลิ่นนี้แตกต่างจากสตรีทั่วไปในต้าหยางอย่างสิ้นเชิง
เขาได้กลิ่นนั้น… ชัดเจน
แม้ว่าดวงตาจะพร่าเลือนจนมองแทบไม่เห็นใบหน้าของนางก็ตาม
เพ่ยอิงพยายามควบคุมสติ จากนั้นจึงหันไปสั่งเหลียงเชาเสียงจริงจัง
“ช่วยข้าถอนลูกศรนี้ออกก่อน! แล้วพยุงเขา เขาเสียเลือดมาก ถ้าไม่รีบรักษาจะไม่รอด!”
เหลียงเชาหน้าซีดแต่พยักหน้าพร้อมช่วยกันจับตัวซือเจ๋อหยวนไว้
ระหว่างที่เพ่ยอิงลงมือถอนลูกศรออก ซือเจ๋อหยวนก็กัดฟันแน่น แต่อาการเจ็บปวดกลับทำให้ประสาทสัมผัสอื่นของเขาชัดขึ้น โดยเฉพาะกลิ่นกายของนาง
เขาเค้นเสียงถาม
“เจ้าคือใคร”
ทว่าเพ่ยอิงไม่ตอบ เพราะไม่มีเหตุใดผลจะต้องตอบคำถามนี้ หากช่วยเหลือเขาจนปลอดภัยแล้ว นางก็พร้อมจากไปทันที หญิงสาวหันไปก้มหน้าฉีกผ้าคลุมของตนพันต้นแขนของเขาเพื่อรัดแผลห้ามเลือดเอาไว้ ทำให้กลิ่นอ่อน ๆ จากผ้าคลุมของนางลอยเข้าจมูกเขาเต็มๆ
ซือเจ๋อหยวนพยายามมองใบหน้านางอีกครั้ง แต่ดวงตาพร่ามัวจนเห็นแค่เส้นผมยาวสีดำและดวงตาที่ทอแสงอ่อนโยนในเงา
