บทที่ 2/2 จูจูเปลี่ยนไป
“ท่านโหวเจ้าคะ คุณหนูพูดจาประหลาดอีกแล้วเจ้าค่ะ โธ่… คุณหนูของเมิ่งหยิน” สาวใช้ตกใจจนหน้าซีด ทว่าไม่นานก็รีบเงียบเสียงลงเมื่อเห็นดวงตาคมกริบเย็นชาที่ตวัดมองมาของเจ้านายหนุ่ม
“จูจู” ซือเจ๋อหยวนขานเรียกบุตรสาวเสียงเบา ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง ปลายนิ้วหยาบแตะลงบนแก้มนุ่มของนางเบาๆ
“พ่อของเจ้าอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงหน้าของเจ้า พ่อจะไม่ทิ้งเจ้า และไม่ทำให้เจ้าต้องร้องไห้อีก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะดึงร่างเล็กเข้ามากอดแนบอก ครานี้เด็กน้อยไม่ได้ผลักไส แม้จะยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ แต่ก็ยอมยกมือขึ้นกอดตอบผู้เป็นพ่อ ราวกับว่าเขาคือที่พักพิงหนึ่งเดียวของนางในตอนนี้ ซือเจ๋อหยวนใช้มือลูบแผ่นหลังเล็กของเจ้าก้อนกลมไปมาเบาๆ อย่างอ่อนโยน ราวกับมีสายใยบางอย่างที่ผูกพันกันเอาไว้อย่างแน่นแฟ้นมากขึ้น
หากแต่ภายในใจของซือเจ๋อหยวนกลับเต็มไปด้วยความกังวลถึงท่าทางที่แปลกไปของซือจูจู อีกไม่กี่วันข้างหน้าเขาจะไม่อยู่ที่จวนโหว เพราะมีงานสำคัญที่ต้องจัดการ อีกทั้งยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานผู้เป็นมารดาก็ได้ขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่วัดบนภูเขา จึงนึกเป็นห่วงเจ้าก้อนกลมไม่น้อย ดูเหมือนว่าอาการบาดเจ็บที่ลื่นล้มไปในเมื่อวานจะยังคงไม่หายดีถึงได้มีท่าทางแปลกประหลาดเช่นนี้
ยามสาย แสงแดดอ่อนๆ ตกกระทบลงบนกระท่อมหลังเล็กที่ผนังผุพังตามกาลเวลาจนแตกออกจากกันหลายจุด เสียงผู้คนในหมู่บ้านหัวขโมยค่อยๆ ดังขึ้นมาทีละน้อยๆ ให้ได้ยิน ทั้งเสียงคนทะเลาะกัน เสียงเด็กวิ่งเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เป็นบรรยากาศที่จวีม่านที่อยู่ในร่างของนางร้ายเพ่ยอิงเริ่มคุ้นเคยอย่างช้าๆ
ตั้งแต่วันที่วิญญาณของจวีม่านได้ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องที่นางเป็นคนแต่ง เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านพ้นไปจนถึงห้าวันแล้ว บาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะดีขึ้นมาก นับว่ายาต้มที่ท่านผู้เฒ่าหลิวต้งมอบให้เหลียงเชานำมาต้มให้นางดื่มได้ผลดีอย่างชะงัดนัก เพราะยามนี้ขาดแผลของนางแห้งสนิทจนสามารถถอดผ้าพันแผลสีขาวออกได้แล้ว
“ห้าวันแล้วสินะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงเบา ตลอดห้าวันที่ผ่านมา นางพยายามคิดว่ายามนี้วิญญาณของจูจูไปอยู่ที่ใด ตลอดห้าคืนที่ไม่เห็นจูจู ห้าวันที่ต้องอยู่ในร่างของหัวขโมยสาวนางร้ายเพ่ยอิงและต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกที่ตัวเองเป็นผู้เขียน แต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาใช้ชีวิตในนี้จริงๆ
ทว่าจวีม่านให้คำมั่นต่อตนเองในใจ นางไม่ใช่เพ่ยอิงและจะไม่มีวันยอมแพ้ต่อโลกนี้เป็นอันขาด
เสียงฝีเท้าที่เดินมาหยุดอยู่หน้าประตูทำให้ความคิดของจวีม่านสะดุดลง เหลียงเชาเปิดประตูออกพร้อมถือถ้วยโจ๊กร้อนๆ เดินตรงเข้ามาหา
“เพ่ยอิง เหตุใดวันนี้เจ้าตื่นเช้ากว่าทุกวัน ปกติต้องเป็นข้าที่คอยปลุกเจ้าเสมอ” ทันทีที่เห็นหน้าตาสดชื่นของสหายคนสนิท เขาก็รีบเอ่ยปากกระเซ้าในทันที เพ่ยอิงได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ส่งยิ้มให้เหลียงเชาบางๆ ไม่ได้คิดต่อปากต่อคำอะไรด้วย จริงอย่างที่เหลียงเชาว่า นางร้ายเพ่ยอิงเป็นคนที่มีนิสัยเกียจคร้าน ทว่านางเป็นคนทะเยอะทะยานจนต้องจบชีวิตลงจากความประมาทของตนในบทที่ 17 นั่นเอง
“กินโจ๊กเสียหน่อยเถิด จะได้มีแรง” เหลียงเชายื่นถ้วยกระเบื้องใบเก่าที่ใส่โจ๊กส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้สหาย จวีม่านก้มหน้ามองข้าวสีขาวที่ถูกต้มจนเละกับผักแล้วจึงนิ่งไปเล็กน้อย เหลียงเชาเห็นเช่นนั้น เขาจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ คิดว่าอีกไม่นานเพ่ยอิงคงจะส่งเสียงร้องโวยวายร้องบอกให้เขาไปหาเนื้อย่างมาให้นางกินเหมือนทุกครั้งเป็นแน่
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากกินเนื้อ แต่ช่วงนี้ราคาเนื้อสัตว์มันแพงมาก อีกทั้งเจ้าเองก็รู้ว่าหัวขโมยอย่างเราไม่มีเงินแม้กระทั่งจะซื้อไข่สักฟองมากิน เอาไว้วันไหนที่ข้าได้ไปตลาดจะแอบขโมยที่แผงขายเนื้อมาให้เจ้ากินก็แล้วกัน”
“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” จวีม่านตักโจ๊กร้อนๆ ขึ้นมาเป่าพลางส่งเข้าปาก ทว่าคำตอบที่แสนเรียบง่ายของนางกลับทำให้คนฟังตาโตด้วยความตกใจ
“ว่าอย่างไรนะ! เพ่ยอิง เจ้าใช่เพ่ยอิงจริงๆ หรือ เหตุใดเจ้าช่างแปลกพิลึกยิ่งนัก หรือการที่เจ้าโดนตีหัวจะทำให้เจ้ากลายเป็นคนนิสัยดีขึ้น”
‘ฉิบหายละ ข้าพูดอะไรออกไป’ จากใบหน้าที่แย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีชะงักค้างไปทันใดพร้อมรีบยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเห็นเพ่ยอิงเงยหน้าขึ้นมาสบตา ครั้นเมื่อเห็นนางยกมือ เขาก็รีบยกมือขึ้นกุมศีรษะพลางร้องเสียงหลง
“เพ่ยอิง ข้าขอโทษ อย่าตีข้าเลยนะ” ชายหนุ่มหลับตาปี๋รอรับความเจ็บปวดจากฝ่ามือบาง ทว่าไม่นานเขาก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงมือเล็กที่แตะลงบนไหล่ซ้ายของเขาเบาๆ
“เหลียงเชา ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า” จวีม่านกัดริมฝีปากแน่นก่อนพูดออกมาช้าๆ น้ำเสียงจริงจังพร้อมทั้งใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดของนางทำให้เหฃียงเชายืดตัวตรงหันมารอฟังอย่างตั้งใจ
จวีม่านสูดลมหายใจเข้าปอดพร้อมบีบมือเข้าหากันแน่น เรื่องที่จะพูดออกมานั้นไม่รู้ว่าเหลียงเชาจะยอมเชื่อง่ายๆ หรือไม่
“ข้าไม่ใช่เพ่ยอิงคนเดิม” น้ำเสียงของนางสั่นไหว เพราะความจริงเรื่องนี้ยังไม่อาจทำใจยอมรับได้ง่ายๆ แต่นางคิดว่าถึงไม่บอกเหลียงเชาตอนนี้ สักวันหนึ่งเขาก็ต้องจับได้อยู่ดี เพราะเหลียงเชากับเจ้าของร่างเดิมเติบโตมาด้วยกัน รู้จักนิสัยกันและกันเป็นอย่างดี อีกอย่างจวีม่านก็ไม่ได้คิดที่จะปิดบังเหลียงเชาตั้งแต่แรก ดีไม่ดีหากเหลียงเชารู้ความจริง เขาอาจช่วยนางตามหาจูจูก็เป็นได้
เหลียงเชาเบิกตากว้าง แต่ยังไม่พูดอะไร รอให้คนตัวเล็กเป็นฝ่ายพูดออกมา ขณะที่เพ่ยอิงกำชายเสื้อของตัวเองแน่น ส่งสายตามองออกไปยังถนนเส้นเล็กนอกหน้าต่างหวนนึกไปถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น
“ในโลกเดิมของข้า วันนั้นข้ากับลูกสาววัยห้าขวบกำลังเดินทางไปสวนสนุก ทว่าเกิดอุบัติเหตุ ข้ากับลูกสาวสิ้นใจ” พูดพร้อมกับน้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบ ๆ ภาพร่างไร้วิญญาณของจูจูยังติดอยู่ในความทรงจำทำให้รู้สึกเจ็บปวดในอกจนแทบหายใจไม่ออก
สีหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยความขี้เล่นของเหลียงเชาเปลี่ยนไปทันที เขารู้สึกตกใจไม่น้อยแต่ก็พยายามฟังนางจนเล่าจบ
“เมื่อข้าลืมตาอีกที ก็อยู่ในร่างเพ่ยอิงแล้ว อยู่ในโลกที่ข้าเป็นคนแต่งขึ้นมาด้วยมือของข้าเอง” ดวงตาคู่งามก้มลงมองสองมือของตัวเอง จากนั้นจึงกำแน่น ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด วิญญาณของนางถึงได้เข้ามาอยู่ในร่างของเพ่ยอิงก็ตาม
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับเหลียงเชาที่ปรากฏร่องรอยของความตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“ลูกสาวของข้ามีนามว่าจูจู วิญญาณของนางก็เข้ามาอยู่ในโลกนี้ด้วย ทว่าไปอยู่ในร่างของเด็กคนอื่นแทน”
“เพ่ยอิง เจ้าหลอกข้าใช่หรือไม่” เหลียงเชาทำหน้าราวกับไม่เชื่อ แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าส่ายศีรษะไปมา เขาก็ค่อยๆ กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ มิน่าเล่า ท่านผู้เฒ่าหลิวต้งถึงได้กำชับนักกำชับหนาว่าให้ดูแลนางให้ดีกว่าเดิม เพราะเพ่ยอิงคนนี้ไม่เหมือนเพ่ยอิงคนเดิม
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าวิญญาณบุตรสาวของเจ้าไปอยู่ในร่างของเด็กคนใด” เหลียงเชาถามเสียงแผ่ว อดใจหายไม่ได้ที่ได้รู้ว่าสหายคนสำคัญได้กลายเป็นคนอื่นไปเสียแล้ว
คำถามของเหลียงเชาทำให้จวีม่านพยักหน้ารับแววตาวาวขึ้นด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่แม่คนหนึ่งมีต่อบุตรสาว
“วิญญาณของจูจูลูกสาวของข้าต้องไปอยู่ในร่างของซือจูจูบุตรสาวของซือโหวไม่ผิดแน่” จวีม่านตอบมาด้วยความมั่นใจ หลังจากที่นอนคิดนั่งคิดและไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนมาตลอดห้าวันเต็มทำให้นางนึกถึงซือจูจูบุตรสาววัยห้าหนาวของซือโหว
ซือจูจูมีอายุเท่ากันกับเสี่ยวจูจูลูกสาวของนาง แน่นอนว่าการที่นางได้มาอยู่ในร่างของเพ่ยอิง นางร้ายที่จะมีบทบาทไปเกี่ยวข้องกับตระกูลซือของซือเจ๋อหยวนโหวในอนาคตจะต้องเกี่ยวข้องกับจูจูไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และถ้าหากวิญญาณของจูจูไปอยู่ในร่างของซือจูจูจริงดั่งที่คาดการณ์เอาไว้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะนางร้ายเพ่ยอิงมีใบหน้าเหมือนกันกับโจวอวี้เหมยภรรยาเก่าของซือโหวที่จากไปราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน ฉะนั้นแล้วด้วยเหตุผลนี้จะทำให้นางเข้าไปที่จวนสกุลซือได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
เหลียงเชาได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาเสียงดัง ที่จวนสกุลซือของซือโหวใช่ว่าจะมีผู้ใดเข้าไปได้ง่ายๆ
“เพ่ยอิง ไม่สิ เจ้าชื่ออะไรนะ”
“เจ้าเรียกข้าว่าเพ่ยอิงเหมือนเดิมเถอะ จะได้ไม่ทำให้คนอื่นสงสัย” จวีม่านตัดสินใจแล้วว่าต่อไปนี้นางจะใช้ชีวิตอยู่ในนามของเพ่ยอิง วาจาของนางทำให้เหลียงเชาผงกศีรษะรับเบาๆ
“ถ้าอย่างที่เจ้าเล่ามานั้นเป็นความจริง ตอนนี้ลูกสาวของเจ้าอยู่ในจวนของท่านโหว เช่นนั้นเจ้าก็ควรจะต้องรู้ไว้ว่าที่นั่นไม่ใช่สถานที่ๆ คนธรรมดาจะเข้าใกล้หรือเข้าไปข้างในได้”
เพ่ยอิงเงยหน้าขึ้นพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า แววตาเต็มไปด้วยประกายความมุ่นมั่นของคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะต่อสู้
“ข้าจะเข้าไปข้างในให้ได้ ไม่ว่าจะยากเย็นสักเพียงใดก็ตาม อย่างไรข้าก็ต้องได้เข้าไปหาลูกของข้า”
เหลียงเชาส่งสายตามองสตรีร่างบางตรงหน้าอย่างนิ่งๆ ก่อนจะพูดเสียงแผ่ว
“ถ้าหากจะต้องแลกด้วยชีวิตล่ะ”
คำถามของเขาทำให้เพ่ยอิงยิ้มเศร้า แต่ดวงตานั้นสว่างชัดเจนบ่งบอกว่าไม่มีวันเปลี่ยนใจ
“ถ้าต้องแลกชีวิตเพื่อให้ได้กอดจูจูอีกครั้ง ข้าก็ยอม”
“ข้าสามารถช่วยอะไรเจ้าได้หรือไม่” เหลียงเชารู้สึกชื่นชมเพ่ยอิงคนใหม่นี้ไม่น้อย ในเมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่ยอมแพ้ เขาก็อยากที่จะช่วยเหลือนางให้ได้พบกับบุตรสาวอีกครั้ง
“ได้สิ อันที่จริงข้าก็พอจะมีแผนอยู่แล้วล่ะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับเหลียงเชาพร้อมเผยรอยยิ้มขึ้นมาบางๆ ที่มุมปาก ถึงแม้ว่าจะยังแต่งนิยายเรื่องไม่จบ แต่เค้าโครงเรื่องที่อยู่ในหัวก็ทำให้นางพอจะรู้ว่าต้องใช้วิธีไหนที่จะสามารถเข้าไปถึงจวนของซือโหวได้
ตอนนี้เป็นเวลายามเซิน (15.00 - 16.59 น.)
แสงอาทิตย์ร่วงหล่นลอดช่องใบไผ่เป็นลายริ้ว เพ่ยอิงและเหลียงเชากำลังเดินไปยังเรือนไม้หลังเก่าที่อยู่ลึกที่สุดของหมู่บ้านหัวขโมย อันเป็นที่ตั้งของเรือนท่านผู้เฒ่าหลิวต้งนั่นเอง
บริเวณรอบเรือนปรากฏควันจากเครื่องหอมจางๆ ที่กำลังลอยอบอวลอยู่ในอากาศเป็นกลิ่นที่เพ่ยอิงไม่คุ้นเคยแต่กลับให้ความรู้สึกสงบ เหลียงเชาเคาะประตูเบาๆ สองสามหนเมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากคนข้างในจึงค่อยๆ ผลักประตูให้เปิดออก ท่านผู้เฒ่าหลิวต้งนั่งหลับตาอยู่โต๊ะไม้ทรงเหลี่ยมตัวเก่า ในมือถือลูกประคำและกำลังหมุนมันไปมาอย่างคนที่กำลังทำสมาธินับจังหวะของโชคชะตา
เมื่อเพ่ยอิงนั่งลง ท่านผู้เฒ่าจึงเปิดตาขึ้นช้า ๆ แววตาเหมือนทะเลลึกไร้ก้นบึ้งที่ไม่มีอันสิ้นสุด
“เจ้าคิดออกแล้วหรือ” ผู้อาวุโสเอ่ยถามก่อนที่เพ่ยอิงจะอ้าปากพูดเสียอีก
