บทที่ 2/1 จูจูอยากหาแม่
เมื่อคิดว่าตัวเองได้เข้ามาอยู่ในร่างของนางร้ายเพ่ยอิง จวีม่านก็สะดุ้งโหยงขึ้นสุดตัว ฉากที่นางร้ายโดนพระเอก ‘ซือเจ๋อหยวน’ สั่งโบยจนสิ้นใจ นางเป็นคนเขียนขึ้นมาเองกับมือ ใช้คีย์บอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเก็บเงินซื้อพิมพ์เอง เรื่องราวทุกอย่างโยงเข้าหากันเหมือนกับโซ่ตรวนเส้นใหญ่บีบหัวใจของจวีม่านให้เต้นรัวจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ
นางทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกที่นางเป็นคนแต่ง ทั้งวิญญาณยังมาอยู่ในร่างของนางร้ายเพ่ยอิง เช่นนั้นจูจูล่ะ วิญญาณของจูจูไปอยู่ที่ใด?!
จวีม่านพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกสติ ก่อนหันมาหาท่านผู้เฒ่าหลิวต้ง คนที่ดูกับว่ารู้เรื่องราวทุกสิ่ง หากแต่เขาจะเลือกที่จะเอ่ยออกมาหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“เรื่องนั้นอีกไม่นานเจ้าจะได้รู้คำตอบเอง”
“ยาต้มมาแล้วขอรับ” เสียงของเหลียงเชาขึ้นขัดพร้อมกับประตูไม้เปิดออก ร่างสูงก้าวเข้ามาพร้อมกับถ้วยยาต้มในมือ
“ตอนนี้เจ้าอย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลย รีบรักษาตัวให้หายเสียก่อน เมื่อลองไตร่ตรองดูดีๆ อีกไม่นานเจ้าจะได้พบคำตอบที่เจ้าตามหา” เอ่ยจบ ชายชราก็ใช้ไม้เท้าค้ำเดินกะโผลกกะเผลกออกไปจากประตู โดยมีเหลียงเชามองตามอย่างประหลาดใจ
“เพ่ยอิง เจ้าอย่าถือสาวาจาของท่านผู้เฒ่าเลยนะ ท่านผู้เฒ่าชรามากแล้ว อาจพูดจาฟั่นเฟือนไปบ้าง”
” ข้าได้ยินนะ! “เสียงแหบๆ ที่ดังมาจากด้านนอกของประตูทำให้เหลียงเชาสะดุ้งโหยงขึ้นจนถ้วยยาในมือแทบกระเด็นหก ไม่นึกว่าท่านผู้เฒ่าหลิวต้งจะหูดีหูไวปานนี้
” ขออภัยขอรับท่านผู้เฒ่า” ชายหนุ่มหัวเราะด้วยใบหน้าจืดเจื่อน รีบขอโทษขอโพยท่านผู้เฒ่าหลิวต้งยกใหญ่
“เลิกพูดจาปากพล่อยแล้วรีบเอายาให้เพ่ยอิงดื่มเสีย”
“ขอรับท่านผู้เฒ่า” เหลียงเชารับคำเสียงอ่อน จากนั้นจึงยื่นส่งถ้วยยาให้เพ่ยอิง จวีม่านที่อยู่ในร่างของเพ่ยอิงลอบชำเลืองมองเหลียงเชาเล็กน้อยเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจไร้พิษสงของเขาจึงยอมยกยาขึ้นมาดื่ม รสชาติยาขมปี๋ไหลผ่านไปในลำคอ หากแต่หญิงสาวยังพยายามกลั้นใจดื่มยาจนหมดถ้วย เพราะอยากหายจากอาการเจ็บป่วยแต่โดยเร็ว จะได้รีบออกตามหาเจ้าก้อนกลมเสี่ยวจูจูเสียที
หลังดื่มยารสขมเสร็จได้ไม่นาน ความง่วงงุนก็มาเยือน เพ่ยอิงรู้สึกได้ถึงเปลือกตาที่หนักอึ้งของตัวเอง ทว่าความห่วงใยที่มีต่อบุตรสาวยังไม่จางหาย ก่อนจะหลับไปยังมิวายพึมพำเรียกหาเจ้าก้อนนุ่มเสียงเบา
“จูจู แม่สัญญาว่าจะตามหาลูกให้พบ” จวีม่านให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง ก่อนที่จะนอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียและฤทธิ์ยา
สายลมอ่อนพัดผ่านผ้าม่านแพรสีขาวงาช้าง แสงแดดลอดผ่านเข้ามาในเรือนหรูที่ประดับตกแต่งด้วยเครื่องลายครามหรูหรางามล้ำบ่งบอกถึงฐานะของผู้เป็นเจ้าของเรือนได้เป็นอย่างดี ขณะที่บนเตียงใหญ่มีร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงคนหนึ่งนอนหลับตาพริ้มอย่างสงบอยู่บนเตียง เด็กน้อยขยับกายเบาๆ ภายใต้ผ้าห่มแพรผืนหนากันลมที่คอยให้ความอบอุ่นมาตลอดทั้งคืน เพียงไม่นานขนตางอนยาวก็ค่อยๆ กระพือขึ้นอย่างช้าๆ จนในที่สุดจูจูก็ลืมตาตื่นพร้อมสะดุ้งขึ้นอย่างแรงราวกับฝันร้าย
“แม่!” เด็กน้อยตัวสั่นระริก เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะลืมตาตื่น นางจำได้ว่ากำลังนั่งรถไปเที่ยวสวนสนุกกับแม่จวีม่าน แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นมาเสียก่อน
“แม่อยู่ไหน จูจูอยากหาแม่” ร่างเล็กค่อยๆ ปีนลงจากเตียงหลังใหญ่ แต่เมื่อเท้าแตะพื้นก็ทำให้นางเอียงคอด้วยความสงสัยทันทีที่เห็นบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย
“หื้อ?” ทุกอย่างช่างดูแปลกตาและแตกต่างจากห้องนอนเล็กๆ ที่จูจูเคยนอนกับแม่ในโลกปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
เพดานไม้สลักลายลวดลายดอกเหมยที่อยู่ในลานสายตาของจูจูนั้นช่างงดงามและแปลกตาสำหรับเด็กหญิงวัยห้าขวบ แต่เพราะไม่มีแม่อยู่ด้วยทำให้รู้สึกเคว้งคว้างมากยิ่งนัก
จูจูวิ่งผ่านกระจกทองเหลืองที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง แต่แล้วขาเล็กๆ พลันต้องหยุดลงเมื่อเห็นภาพสะท้อนในกระจกของตัวเองตอนนี้ เส้นผมยาวดำสนิทไหลสยายลงจากบ่าราวกับน้ำตกทำให้จูจูรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
“ทำไมผมของจูจูยาวแบบนี้” เด็กน้อยขมวดคิ้วมุ่น จำได้ว่าแม่จวีม่านเพิ่งจะพาเข้าร้านตัดผมไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เพราะจูจูชอบวิ่งเล่นไม่ค่อยอยู่นิ่งทำให้เหงื่อออกเยอะ แม่บอกว่าถ้าตัดผมสั้นจะทำให้สบายตัวกว่า
ในตอนที่กำลังยืนมองกระจกด้วยความตกใจอยู่นั้น ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกเลื่อนให้เปิดออกอย่างเร่งรีบปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งเดินลิ่วเข้ามา
“คุณหนูของเมิ่งหยินฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ เมิ่งหยินดีใจมากเหลือเกิน” สตรีวัยกำดัดที่แทนตัวเองว่าเมิ่งหยินรีบปรี่เข้ามานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของเด็กน้อย มือบางแตะลงบนแขนเล็กอย่างทะนุถนอม กวาดสายตามองไปทั่วกายอย่างสำรวจ
“พี่สาวเป็นใครกันคะ” จูจูดึงมือของเมิ่งหยินออกและขยับก้าวถอยหลังไปหลายก้าว ส่งสายตามองสตรีแปลกหน้าอย่างไม่ไว้ใจ
“บ่าวชื่อเมิ่งหยินเป็นพี่เลี้ยงของคุณหนูเจ้าค่ะ” เมิ่งหยินกล่าวกับเด็กน้อยอย่างช้าๆ หยดน้ำตาคลอปริ่มอยู่ในหน่วยตา รู้สึกดีใจมากเหลือเกินที่เห็นเจ้านายฟื้นคืนสติเสียที
“เมื่อวานคุณหนูลื่นล้มจนหมดสติ ทำเอาท่านโหวต้องอยู่เฝ้าคุณหนูทั้งคืน โชคดียิ่งนักที่ไม่เป็นอะไรมาก คุณหนูวิ่งเร็วแบบนั้นอีกไม่ได้นะเจ้าคะ เมิ่งหยินเป็นห่วงคุณหนูจนใจแทบขาด ว่าแต่ว่าตอนนี้ยังเจ็บตรงไหนอยู่หรือไม่ ให้เมิ่งหยินไปตามท่านหมอมาตรวจดูอาการหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ”
ทันทีที่พูดถึงคำว่า ‘หมอ’ จูจูก็รีบส่ายหน้าหวือทันใด เด็กน้อยจำได้ว่าตอนที่ไม่สบาย แม่จวีม่านพาไปหาอาหมอที่โรงพยาบาล นางโดนอาหมอฉีดยาตั้งสองเข็ม ยังรู้สึกเจ็บปวดมาจนถึงตอนนี้อยู่เลย
“ไม่เอา! จูจูไม่อยากไปหาหมอ จูจูอยากกลับบ้าน จูจูอยากหาแม่!”
วาจาของเด็กน้อยทำให้เมิ่งหยินนิ่งไปทันใด แต่ไหนแต่ไรมานอกจากร้องไห้งอแงหาซือโหวกับฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยอี้ตานแล้ว คุณหนู ‘ซือจูจู’ เคยงอแงหาแม่เสียที่ไหนกัน ฮูหยินใหญ่โจวอวี้เหมยจากไปตั้งแต่ยามที่คลอดคุณหนูซือจูจูทำให้คุณหนูไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าของนางเลยสักหน
แต่สำหรับจูจูแล้วยิ่งพูดถึงแม่ หัวใจของเข้าก้อนแป้งก็ยิ่งรู้สึกเจ็บหนึบ ภาพรถหมุนคว้าง เสียงแม่ที่ร้องเรียกชื่อนางเสียงดังลั่น ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไป ก่อนที่นางจะรู้สึกตัวตื่นและได้มาอยู่ในสถานที่ๆ ไม่คุ้นเคยแห่งนี้
“ฮึก จูจูคิดถึงแม่ จูจูจะหาแม่”
“คุณหนูอย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะ เดี๋ยวเมิ่งหยินไปตามท่านโหวมาพบนะเจ้าคะ” เมิ่งหยินกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงพลางยื่นผ้าเช็ดหน้าเข้าไปหมายจะซับน้ำตาให้เจ้านายน้อย ทว่าคำพูดของนางกลับให้จูจูย่นคิ้วทันที
“ท่านโหวคือใครเหรอคะ”
“คุณหนูจำท่านพ่อไม่ได้หรือเจ้าคะ” เมิ่งหยินถามอย่างอึ้งๆ ที่ผ่านมาคุณหนูซือจูจูติดท่านโหวมาก แต่เหตุใดตอนนี้ถึงทำเหมือนว่าไม่รู้จักท่านโหวไปได้เล่า
“ไม่รู้จักค่ะ จูจูอยากหาแม่” เด็กน้อยส่ายศีรษะไปมาทั้งน้ำตา ทั้งยังเริ่มสะอึกสะอื้นแรงขึ้น ก่อนที่จะผลักเมิ่งหยินออกและวิ่งหนีออกไปจากประตูห้องอย่างรวดเร็ว
“คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ! รอเมิ่งหยินด้วยเจ้าค่ะ!” เมิ่งหยินรีบลุกขึ้นวิ่งตามเด็กน้อยไป แต่ขาเล็กๆของจูจูช่างว่องไวยิ่งนัก ในตอนที่เมิ่งหยินก้าวออกมาจากห้องก็เห็นเพียงแค่แผ่นหลังเล็กที่วิ่งอยู่ไวๆแล้ว
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆและทรงพลังได้ดังมาจากอีกฝั่งของเรือน ทุกก้าวอย่างต่างเต็มไปด้วยอำนาจและความหนักแน่น
เพียงไม่นานร่างสูงโปร่งกำยำในชุดขุนนางสีเข้มก็ก้าวเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาเรียบขรึม ดวงตาคมกริบราวกับคมดาบ จูจูน้อยยังไม่ทันเห็นว่ามีใครกำลังก้าวเดินมาจากทางข้างหน้า นางเอาแต่หันไปมองเมิ่งหยินที่วิ่งติดตามมาจากทางด้านหลัง จึงทำให้ในตอนที่หันหน้ากลับมา ร่างเล็กชนเข้ากันร่างสูงที่ยืนขวางอยู่ทางเบื้องหน้าอย่างพอดิบพอดี
“โอ๊ย!” แต่ก่อนที่ร่างเล็กจะหงายหลังล้มจากแรงกระแทก มือหนาก็คว้าไปที่ร่างเล็กของบุตรสาวได้ทันเวลาเสียก่อน
“เกิดไรขึ้น จูจูวิ่งหนีอะไรมาลูก” ทันทีที่เห็นหยาดน้ำตาของบุตรสาว ความเย็นชาที่มีก็มลายหายไปจนสิ้น กลายเป็นความตื่นตระหนกของคนเป็นพ่อที่รักและห่วงใยบุตรสาวของตนแทน
“พะ พ่อ จูจูคิดถึงพ่อค่ะ” จูจูมองคนที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าอย่างอึ้งๆ ก่อนจะโผเข้าไปกอดรอบคอของเขาเอาไว้ พ่อเสี่ยวหานหายหน้าไปจากจูจูกับแม่จวีม่านหลายปี ไม่เคยแวะเวียนมาหาจูจูบ้างเลย
“พ่อหายไปไหนมา จูจูคิดถึง” เจ้าก้อนกลมพึมพำพลางส่งเสียงสะอื้นหนักขึ้นกว่าเดิม
ซือเจ๋อหยวนนิ่งไปทันที แววตาที่มองแผ่นหลังเล็กของบุตรสาวที่กำลังกอดเขาไว้ในอ้อมแขนนั้นวูบไหว จูจูทำราวกับว่าไม่ได้พบหน้าเขามานาน ทั้งยังเหมือนว่ากำลังมองคนที่ห่างหายจากกันไปนานนับปี ทั้งๆที่เมื่อคืนนี้ เขายังนอนกอดเจ้าก้อนกลมอยู่ในอ้อมแขนอยู่เลย
“เกิดอะไรขึ้นเมิ่งหยิน”
“บ่าวเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่ในตอนที่คุณหนูตื่นก็เอาแต่เรียกหาท่านแม่ และทำเหมือนว่าจำใครไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” เมิ่งหยินพยายามข่มกลั้นความเหนื่อยจากการวิ่งเมื่อครู่ หลังจากเอ่ยจบก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าและลำคอ
แต่ไม่นานจูจูก็รีบผละห่างออกจากซือเจ๋อหยวน น้ำเสียงมีความสั่นไหว ประกายตามีความสับสนอยู่หลายส่วน
“ไม่ใช่พ่อ พ่อทิ้งแม่กับจูจูไป พ่อไม่เคยกอดจูจูแบบนี้” ยิ่งพูดก็ยิ่งสะอื้นจนคนที่มองอยู่รู้สึกปวดหนึบขึ้นมาในหัวใจ
