บทที่ 1/2 จากนักเขียนสู่นางร้าย
“เพ่ยอิงเจ้าฟื้นแล้วหรือ!” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจของใครบางคนทำให้จวีม่านค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น ครานี้นางเห็นเป็นบุรุษผู้หนึ่งอายุอานามราวสิบแปดสิบเก้า แต่งกายด้วยอาภรณ์เก่าขาด เขาหย่อนกายนั่งลงอยู่ข้างๆพร้อมกับส่งยิ้มจนตาหยีมาให้
“คุณเป็นใคร” จวีม่านถามด้วยความหวาดระแวง มั่นใจว่าไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อน
คำถามของนางทำให้ ‘เหลียงเชา’ ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นไม่นานเขาก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังๆราวกับขบขันวาจาของนางเสียเต็มประดา
“ไม่เอาน่าเพ่ยอิง แกล้งข้าแบบนี้ ข้าไม่สนุกด้วยหรอกนะ” เหลียงเชามองสีหน้าตื่นตระหนกของคนตัวเล็กพร้อมอมยิ้มด้วยความขบขันตามนิสัยของคนอารมณ์ดี ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นโลหิตสีแดงที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผลที่ศีรษะ แม้ว่าจะคลุมทับด้วยผ้าพันแผลอีกชั้นหนึ่ง
“เลือดของเจ้าออกอีกแล้วหรือ” ชายหนุ่มรู้สึกปวดใจไม่น้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานก่อน เพราะข้าวสารเหลือเพียงแค่ก้นหม้อ ไม่มีเหลือพอที่จะเลี้ยงปากท้องคนในหมู่บ้านทำให้เขาและเพ่ยอิงจำต้องออกไปขโมยที่ร้านขายข้าวสาร ทว่าดันโชคไม่ดีนัก ในตอนที่กำลังจะหนีออกมา เถ้าแก่เจ้าของร้านเกิดมาเห็นเหตุการณ์เข้าเสียก่อน และได้ใช้ไม้ฟาดลงมาโดนศีรษะของเพ่ยอิงอย่างแรงจนได้เลือด หากยังโชคดีที่เขาช่วยนางออกมาได้ หาไม่เพ่ยอิงคงถูกส่งตัวให้กับทางการไปแล้ว
“ให้ตายเถอะ เจ้าเลือดออกมากเกินไป รออยู่ที่นี่ ข้าจะไปตามท่านผู้เฒ่ามาดูแผลให้” พูดจบร่างสูงรีบวิ่งออกไปจากประตู ปล่อยให้จวีม่านมองตามกะพริบตาปริบๆด้วยความงุนงง ทว่าไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมชายวัยชราผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยผ้ากระสอบซอมซ่อ ปรากฏรอยปักอยู่บนเนื้อผ้าหลายชิ้น ในมือของชายสูงอายุถือไม้เท้าเก่าๆกำลังเดินโขยกเขยกเข้ามาในประตู
“พวกคุณเป็นใครกันคะ ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ไม่สิ… จูจูล่ะ จูจูลูกสาวของฉันหายไปไหนแล้ว” ทันทีที่นึกถึงเด็กน้อยผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ จวีม่านก็รีบกวาดสายตามองหาทันที ครั้นเมื่อไม่เห็นตัวจึงรีบผุดลุกขึ้นจากตั่งนอนทำท่าจะเดินออกไปตามหา แต่ในทันทีที่เท้าแตะลงบนพื้น อาการเจ็บแปลบที่ศีรษะก็โจมตีขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้ต้องทรุดกายลงไปนั่งอีกหนหนึ่ง โดยมีเหลียงเชารีบปรี่เข้ามาประคองด้วยความห่วงใย
“เพ่ยอิงเจ้าจะออกไปข้างนอกตอนนี้ไม่ได้นะ เจ้ายังไม่แข็งแรง เดี๋ยวก็เจ็บแผลขึ้นมาอีกหรอก” เหลียงเชาเตือนสหายด้วยความหวังดี ขณะที่ท่านผู้เฒ่าหลิวต้งยกมือขึ้นลูบปลายคางที่มีหนวดสีขาวยาวเฟื้อยจ้องมองไปยังเพ่ยอิงอย่างพิจารณา
“เหลียงเชา เจ้าออกไปต้มยาห้ามโลหิตมาให้ข้าทีสิ”
“ขอรับท่านผู้เฒ่า” เหลียงเชารับคำก่อนจะเหลือบตามองสหายคนสนิทด้วยความเป็นห่วง จากนั้นจึงก้าวขายาวๆออกจากประตูทำตามที่ผู้อาวุโสสั่ง ครั้นเมื่อเหลียงเชาจากไปแล้ว ท่านผู้เฒ่าหลิวต้งก็หันกลับมาหาจวีม่านอีกครั้งหนึ่ง โดยที่นางกำลังส่งสายตามองเขาด้วยความหวาดระแวง
“เจ้าอย่าได้ตกอกตกใจไปเลย แม้ที่นี่จะเป็นหมู่บ้านหัวขโมยแต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดทำร้ายเจ้า”
“คุณตาหมายความว่าอะไรคะ หมู่บ้านหัวขโมยอะไรกัน” หญิงสาวขมวดคิ้วเข้าหากันมุ่น ทว่าคำพูดของนางกลับทำให้ท่านผู้เฒ่าหลิวต้งสะดุ้งโหยงขึ้นมาเบาๆ
“เรียกตาเลยหรือ… ข้ายังไม่แก่ถึงเพียงนั้นเสียหน่อย” ชายชรายกมือขึ้นปิดปากส่งเสียงกระแอมออกมาเบาๆ
“ต่อไปนี้เจ้าจงเรียกข้าว่าท่านผู้เฒ่าหลิวต้งเหมือนคนอื่นๆก็พอจะได้ไม่มีผู้ใดสงสัย” ท่านผู้เฒ่าเงียบไปเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอาทร
“ข้ารู้ว่าเจ้าจากมาไกล แต่อย่างไรก็ไม่มีผู้ใดฝืนชะตาได้ เบื้องบนได้กำหนดลิขิตเอาไว้แล้ว เจ้าต้องยอมรับให้ได้ว่าตัวตนของเจ้ากับบุตรสาวไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกเดิมอีกต่อไปแล้ว ที่นี่คือโลกใบใหม่ของเจ้า จงทำใจให้ชินเถิด”
“ท่านผู้เฒ่าหมายความว่าบุตรสาวของข้า… จูจูก็ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกนี้ด้วยเช่นกันหรือเจ้าคะ” ประกายตาของจวีม่านมีความหวังขึ้นมาทันที อย่างน้อยนางกับจูจูก็ไม่ได้จากลากันไปชั่วนิรันดร์ แต่จูจูยังอยู่ในโลกนี้กับนาง
‘จูจู… ไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ไหน แม่จะตามหาลูกให้พบ’
ประกายตาของจวีม่านเบ่งบานเต็มไปด้วยความหวัง
“ในโลกนี้ฉันมีชื่อว่าอะไรนะคะ เอ่อ เจ้าคะ” เพราะมัวแต่ตกใจจึงไม่ทันได้ฟังให้ชัดว่าทุกคนเรียกขานนางว่าอะไร
“เพ่ยอิง ในโลกนี้เจ้ามีนามว่าเพ่ยอิง” น้ำเสียงหนักแน่นของท่านผู้เฒ่าหลิวต้งทำให้จวีม่านเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ‘เพ่ยอิง’ อย่างนั้นหรือ เหตุใดถึงได้คลับคล้ายคลับคลาราวกับรู้สึกเหมือนเคยได้ยินชื่อนี้มาจากที่ไหนมาก่อน
ใช่… จวีม่านไม่ได้โง่เขลาพอที่จะไม่รู้ว่าตอนนี้วิญญาณของนางได้ทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่ตนเองเป็นผู้แต่ง โลกที่นางสร้างสรรค์เรื่องราวทุกอย่างเองขึ้นกับมือ หากแต่ประเด็นสำคัญคือ นิยายเรื่องนี้นางยังเขียนไม่จบ! จึงไม่รู้ว่าหลังจากนี้เรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใดต่อไป
ในโลกปัจจุบันนางมีอาชีพเป็นนักเขียน และนิยายเรื่องนี้ก็มีชื่อเรื่องว่า ‘ภารกิจมัดใจท่านโหวทมิฬ’ นิยายแนวรักจีนโบราณที่นางเป็นผู้ประพันธ์ ทว่ายังเขียนไม่จบแต่กลับเกิดเรื่องขึ้นมาเสียก่อน
แต่แล้วชื่อของนางร้าย ‘เพ่ยอิง’ ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในสมองราวกับมีคนสาดหมึกพู่กันพุ่งเข้ามา เพ่ยอิงคือหัวขโมยสาวตัวฉกาจประจำหมู่บ้านหัวขโมย ทั้งยังมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับอดีตฮูหยินที่จากไปของท่านโหวซือเจ๋อหยวนผู้มีบทบาทเป็นพระเอกในนิยายเรื่องนี้ราวกับถอดแบบออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
ทันใดนั้นเอง สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเงาสะท้อนบนเศษกระจกเก่าที่วางตั้งอยู่บนโต๊ะเล็กๆตรงมุมห้อง จวีม่านเห็นใบหน้าของตัวเองที่เหมือนกับโลกปัจจุบันราวกับพิมพ์เดียวกัน ใบหน้าขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ คิ้ววาดคล้ายดั่งจันทร์ครึ่งเสี้ยว ดวงตาคมกล้า เนินแก้มอ่อนช้อย และริมฝีปากแดงจัดราวกับผู้หญิงในภาพวาด ช่างงดงามและเข้มแข็งสมกับที่มีบทบาทเป็นนางร้ายในเรื่องนี้!
จวีม่านยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึง นางทะลุมิติเข้ามามีชีวิตอยู่ในนิยายแถมยังมาอยู่ในร่างของเพ่ยอิง นางร้ายในนิยายที่ตัวเองเป็นผู้แต่งและมีชีวิตอยู่ได้ถึงแค่บทที่ 17 เท่านั้นหรอกหรือ!
