บทที่ 1/1 อุบัติเหตุ
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดโชยผ่านหน้าต่างบานข้างคนขับทำให้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับของ ‘จวีม่าน’ ปลิวไสวไปตามแรงลมพัดจนหญิงสาวต้องละมือจากพวงมาลัยข้างหนึ่งจับปอยผมยาวขึ้นไปเหน็บทัดบนใบหูเอาไว้
รถครอบครัวญี่ปุ่นคันเล็กสีขาวที่เพิ่งใช้เงินเก็บที่มีไปโปะยอดผ่อนที่เหลือหมดไปไม่นาน เป็นรถที่หญิงสาวหาเงินซื้อจากน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง
“แม่จ๋า จูจูตื่นเต้นจังเลย จูจูอยากเล่นเครื่องเล่นเยอะๆ อยากกินสายไหม แล้วก็อยากกินไอติมด้วย” ‘เสี่ยวจูจู’ เด็กหญิงวัยห้าขวบที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เด็กทางเบาะหลังคนขับเอ่ยกับมารดาด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ในมือกอดตุ๊กตากระต่ายขนปุยนุ่มนิ่มเอาไว้ไม่ยอมห่าง
“แต่ถ้าไปถึงแล้ว จูจูขอเล่นม้าหมุนกับชิงช้าสวรรค์ก่อนเลยนะคะ พี่กระต่ายเองก็บอกว่าอยากเล่นเหมือนกัน”
เสียงใสเจื้อยแจ้วของลูกสาวทำให้จวีม่านอดที่จะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความเอ็นดูไม่ได้ ยิ่งเห็นเสี่ยวจูจูยิ้มแย้มจนตาหยีอย่างมีความสุข ยิ่งทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบสว่างสดใสขึ้นมาทันที
“วันนี้แม่ยกให้เป็นวันของจูจูหนึ่งวัน ไม่ว่าจูจูอยากจะทำอะไร แม่จะตามใจจูจูทุกอย่างเลย”
“เย้! แม่ใจดีที่สุด จูจูรักแม่ พี่กระต่ายก็บอกว่ารักแม่เหมือนกันค่ะ” เด็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง แต่แล้วไม่นานดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจในตอนแรกก็ค่อยๆหม่นแสงลง
“จูจูดีใจที่แม่พาจูจูมาเที่ยว แต่คงดีกว่านี้ถ้าพ่อได้มาเที่ยวด้วยกัน พ่อไม่มาหาจูจูกับแม่นานแล้ว พ่อไม่คิดถึงเราสองคนเลยเหรอคะ” คำพูดไม่ประสีประสาแต่กลับกระแทกใจของคนเป็นแม่อย่างแรง มือบางทั้งสองข้างของจวีม่านกำพวงมาลัยแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว หยดน้ำสีใสเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาราวกับกำลังจะไหลออกมารอมร่อ
‘หลี่เสี่ยวหาน’ ผู้ชายคนที่เคยเป็นโลกทั้งใบของเธอ ผู้ชายคนที่เธอจนยอมเปิดใจให้เขาเข้ามาในชีวิต คิดว่าเขาจะเป็นคนสุดท้ายของชีวิต ทว่าหลังจากที่แต่งงานกันได้เพียงหนึ่งปี เขากลับทำร้ายจิตใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยการนอกใจ แม้กระทั่งในตอนที่จูจูเกิด วันที่คลอดเขายังไม่แม้แต่จะมาดูหน้าของลูกสาว แม้จะเจ็บปวดใจมาเพียงใด แต่จวีม่านก็ยอมทนเพราะไม่อยากให้เจ้าก้อนแป้งต้องเป็นเด็กขาดพ่อ
แต่ในตอนที่จูจูอายุได้สามขวบ ความอดทนของจวีม่านก็ได้หมดลง หลี่เสี่ยวหาน… ผู้ชายคนนั้นกล้าพาเมียน้อยเข้ามาหยามเธอถึงในบ้าน ทำให้เธอไม่มีเหตุผลให้ต้องอดทนต่อไป ในวันเดียวกันนั้นเอง จวีม่านจัดการเก็บกระเป๋า เก็บข้าวของๆลูกสาวและออกไปจากบ้านในคืนนั้นและส่งใบหย่าให้เขาในวันต่อมา
ในตอนแรกหลี่เสี่ยวหานไม่ยอมหย่า เธอเลยต้องใช้กระบวนการทางกฏหมายในการบีบบังคับเขา สุดท้ายเขาจึงยอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระ วันสุดท้ายที่เจอหน้ากันคือที่ศาลหลังจากนั้นเธอกับเขาก็ไม่ได้พบเจอกันอีกเลย
จวีม่านเหลือบสายตามองผ่านกระจกหลังเห็นร่างเล็กของลูกสาวกำลังนั่งกอดตุ๊กตากระต่ายอย่างอารมณ์ดี เธอรู้สึกสงสารเด็กน้อยมากเหลือเกิน ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งที่จูจูโตขึ้น เธอจะเข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน
“แม่ขับช้าจัง จูจูกับพี่กระต่ายอยากไปขี่ม้าหมุนเร็วๆแล้วค่ะ” เสี่ยวจูจูทำหน้ามุ่ย จวีม่านได้ยินเช่นนั้นจึงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู
“ก็ได้ลูก แม่จะขับเร็วขึ้นอีกหน่อย จูจูกับพี่กระต่ายจะได้ไปขี่ม้าหมุนเร็วๆ”
“เย้ๆ แม่ใจดีที่สุดเลยค่ะ จูจูรักแม่” เด็กน้อยเปิดปากร้องขึ้นด้วยความดีใจ ความสดใสของเสี่ยวจูจูทำให้จวีม่านคลายความเศร้าที่เผลอคิดถึงอดีตสามีไปในทันใด
หญิงสาวยกเท้าเหยียบคันเร่งให้เร็วขึ้น ถนนสองเลนกว้างขวางทอดยาวไปจนถึงสวนสนุก สองข้างทางปรากฏน้ำทะเลใสระยับยามต้องแสงอาทิตย์ราวกับอัญมณีล้ำค่าเป็นภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจนใครเห็นก็อดที่จะเผลอมองด้วยความชื่นชมไม่ได้ ทว่าในตอนที่จวีม่านละสายตาจากถนนเพื่อหันไปมองน้ำทะเลสีใสแค่เพียงชั่วครู่ ทันใดนั้นเองเสียง เสียงแตรรถก็ดังลั่นมาจากเลนฝั่งตรงข้ามของถนน ปรากฏรถตู้คันใหญ่กำลังวิ่งตรงเข้ามาทางเลนรถของจวีม่านด้วยความเร็วสูงราวกับเสียการควบคุม
“แม่! จูจูกลัว! ฮืออออ!” เด็กหญิงวัยห้าหนาวร้องไห้ออกมาเสียงดัง ขณะที่คนเป็นแม่เองก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่กระนั้นก็ยังพอมีสติอยู่บ้างจึงหันไปบอกเจ้าก้อนแป้งเสียงสั่น
“ไม่ต้องกลัวนะลูก จูจูจับเข็มขัดเอาไว้แน่นๆนะลูก”
พูดจบ จวีม่านก็ตัดสินใจเหยียบเบรกอย่างแรง รถครอบครัวญี่ปุ่นคันเล็กสีขาวของเธอหมุนคว้างอยู่กลางอากาศก่อนที่มันจะพลิกกลับด้านกลิ้งหลุนๆลงไปจากเนินเขาขนาดย่อม
“แม่!” เสียงกรีดร้องของเสี่ยวจูจูดังทะลุเข้ามาในหัวใจของคนเป็นแม่ดั่งมีดคม ตุ๊กตากระต่ายที่แขนเล็กๆเคยกอดเอาไว้ไม่ห่าง ยามนี้มันกลับกระเด็นหลุดออกจากอ้อมแขน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงชนดังสนั่นราวกับสายฟ้าฟาด แรงกระแทกทำให้กระจกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างของสองแม่ลูกกระเด็นหมุนไปมาในรถอย่างแรง ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่งลง
จวีม่านรู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วกาย เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบไม่มีแรงเปิด แต่เพราะยังมีคนให้ห่วงหาทำให้เธอต้องฝืนทุกความเจ็บปวดที่มีค่อยๆลืมตาขึ้น
“จูจู ฮึก จูจูลูกแม่!” จิตใจของคนเป็นแม่แทบแหลกสลายลงตรงนี้ที่เห็นร่างเล็กชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน จวีม่านพยายามรวบรวมแรงสุดท้ายที่มี หมายจะคว้าไปที่ร่างเล็กของเสี่ยวจูจู แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึง มือบางของเธอตกลงอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นไปทั่วสรรพางค์
ก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบลงและทุกอย่างก็ค่อยๆเลือนหายไป…
สายลมพัดไหวโชยผ่านเข้ามาในตรอกแคบผ่านผนังไม้เก่าผุๆใกล้จะพังอยู่รอมร่อของเรือนไม้ซอมซ่อในหมู่บ้านเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในเมืองต้าหยาง เมืองหลวงที่แสนวุ่นวาย
คนที่กำลังนอนไร้สติอยู่บนตั่งนอนที่ทำจากไม้หลังเก่าและเริ่มผุพังไปตามกาลเวลาค่อยๆรู้สึกตัวตื่น
“จะ เจ็บเหลือเกิน” มือบางยกมือขึ้นกุมศีรษะ เปลือกตาที่ปิดอยู่ในตอนแรกค่อยๆเปิดขึ้น ภาพแรกที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่รถญี่ปุ่นคันเล็กของเธอที่นั่งมากับจูจู ไม่ใช่ภาพอุบัติเหตุอันน่ากลัวที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่แสงไฟวูบวาบจากรถฉุกเฉิน และที่นี่ก็ไม่ใช่ที่โรงพยาบาลด้วย
“ที่นี่คือที่ไหนกัน” เสียงของเธอทั้งแหบและแห้งราวกับคนขาดน้ำ แต่สายตายังไม่ได้ละไปจากเพดานไม้เก่าๆที่ผุพัง และกลิ่นอับจากผ้าขาดๆจนต้องยกมือขึ้นมาปิดจมูก จวีม่านยังไม่ได้ทันจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างที่ใจคิด
ทันใดนั้นเอง ประตูไม้ก็ถูกดึงให้เปิดออกจากทางด้านนอกเสียก่อน แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาข้างในห้องทึบทำให้จวีม่านต้องหลับตาลงไป เพราะรู้สึกแสบตา
