บทที่๙ เกลียดแต่อยากเจอ
“พี่ลืมลบข้อความล่าสุดที่คุยกับมันเหมือนที่ลบมาตลอดไง”
Kanta: ถ้าเบื่อก็ออกมาสิ
Pleum: คิดอยู่เหมือนกัน เริ่มทนไม่ไหวแล้ว
“พี่บอกว่าคบกันหลังเลิก รู้สึกหลังคบ ข้อความที่มีให้โมเห็นเหมือนบริสุทธิ์ใจ แต่ข้อความนั้นที่ลืมลบเหมือนทำให้โมหายโง่เลยแหละ”
แต่เพราะวันนั้นมันมีประเด็นอื่นให้ทะเลาะกันก่อน เลยทำให้เธอไม่ได้พูดเรื่องนี้ออกไป แล้วก็อยากรู้ว่าเขาจะโกหกเธอไปถึงเมื่อไหร่
แล้วพอถูกเขาบอกเลิก มันก็เหมือนช็อกจนลืมทุกอย่างไปสนิทเลย
แต่วันนี้เธอได้พูดแล้ว ได้เปิดโปงเขาแล้ว
“...” ปลื้มที่ถูกเธอประจานส่วนที่ปิดบังมาตลอดก็น้ำท่วมปากพูดอะไรไม่ออก
“ตอนแรกอาจจะไม่มีอะไรจริง ๆ แต่เพราะมันมีแล้วไงพี่ปลื้ม พี่ถึงได้บอกเลิกโม”
“...” ถ้าเขายอมรับว่าที่เธอพูดมันถูกแล้วล่ะ เธอจะยิ่งเกลียดเขาหรือเปล่า
“โมจะกลับบ้านแล้ว” เธอสู้แรงเขาไม่ได้เลยบอกเขาตัดปัญหา
ซึ่งมันก็ทำให้ปลื้มมองหน้าเธอในท่าเดิมอีกนิด ก่อนจะยอมผละออก
และมันก็เป็นโอกาสให้เธอถอยรักษาระยะห่าง ก่อนจะตัดบทในครั้งนี้
“เอาเป็นว่าโมเกลียดพี่ ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพี่ เจอกันโมไม่ติด แต่ขออย่ายุ่งอย่าคุยกันอีกก็พอ”
เธอทิ้งท้ายแค่นั้นก่อนจะก้าวชับ ๆ ไปที่รถของตัวเองแล้วขี่กลับบ้านไปอย่างเร็ว ไม่คิดจะสนใจเขาที่ยังคงตามมาส่งถึงหน้าบ้าน แล้วก็ขับกลับไปตอนที่เธอเข้าบ้านเรียบร้อยแล้ว
ทั้งที่ปากประกาศออกไปอย่างเด็ดขาดว่าเกลียดเขา ไม่อยากให้เขายุ่งกับตัวเอง แต่ไม่รู้ทำไมเธอมักจะมีหวังตลอดว่าการไปไหนทำอะไรของตัวเองในที่ที่รู้ว่าเขาอาจจะมา จะทำให้เราบังเอิญเจอกัน
ใช่ เธอยอมรับอย่างไม่อายก็ได้ว่าตัวเองยังลืมเขาได้ไม่หมดใจ ที่ผ่านมาเธอก็แค่หนีปัญหาและไม่ยอมรับความจริงนั่นแหละ เพราะรู้ว่าลืมเขาไม่ได้ไงถึงเลือกจะตัดขาดเขาทุกอย่างเพื่อหวังจะลืมให้ได้
และคิดว่าลืมได้จนมาเจอเขาอีกครั้ง ถึงได้รู้ว่าตัวเองนี่แหละโคตรฝังใจกับรักแรกนี้เลย
เพราะแบบนี้เธอถึงไม่เคยเปิดใจคบใครได้เลยหลังเลิกกับเขา แม้ที่ผ่านมาจะพยายามคุยกับใครหลายคนก็ตาม
ไม่ใช่ไม่ตรงสเปก ไม่ใช่พวกเขาไม่ดีพอ แต่เป็นเธอที่ใจยังปักหลักอยู่กับรักเก่าจนถอนตัวไม่ขึ้นต่างหาก
“เห้อ!” ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายกับตัวเอง เบื่ออารมณ์ทั้งไม่ลืมและทั้งโกรธเหล่านี้
ยอมรับเลยว่าหากตอนนั้นเราเลิกกันด้วยเหตุผลอื่นใด หรือเป็นเหตุผลนี้และคนที่เขาคบไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น เธออาจจะเก็บอาการไม่อยู่และหวั่นไหวไปกับเขาง่าย ๆ ไปแล้ว
นะโมที่นอนกลิ้งอยู่บนเตียงด้วยความเบื่อหน่ายไม่ได้ออกไปไหน อยู่ก็ลุกขึ้นด้วยความแปลกใจหลังจากได้ยินเอะอะโวยวายมาถึงบนบ้านของเธอ
เธอลุกไปดูที่หน้าต่างเห็นคนมากมายมุงกันอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามเยื้องกันเล็กน้อย นั่นทำให้เธอสงสัยจนอดลงไปดูไม่ได้
“มีอะไรเหรอจ๊ะ” นะโมเห็นแม่ตัวเองก็เดินเข้าไปถามอย่างสงสัย
“ตาเลิศนะสิ หลอนเหล้าเอาไม้ตีหัวเมียแก ดีนะคนมาช่วยได้ทันไม่งั้นโดนมีดไปอีก” แม่หทัยบอกลูกสาวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
และยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อ รถอาสากู้ภัยก็ขับมาจอดหน้าบ้านทำให้ชาวบ้านขยับหลีกทางอำนวยความสะดวกให้
ผู้ชายชุดสีเข้มเดินลงมาด้วยใบหน้าหล่อเหล่ารูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางตอนเขาทำงานดูจริงจังและเท่มาก เธอเคยหลงรักทุกอย่างที่เป็นเขาและยิ่งมีเสน่ห์มากกับสิ่งที่เขาทำอย่างไม่หวังอะไรตอบแทนนี้
แต่ถึงอย่างนั้นเธอที่เคยเป็นคนรักของเขามาสามปีกว่า ก็แทบไม่เคยเห็นเขาตอนปฏิบัติหน้าที่เลยก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่เวลาเขาวิ่งเหตุก็จะเป็นเวลาว่างของเขาที่ไม่ได้อยู่กับเธอ ส่วนเวลาที่เขาอยู่กับเธอก็แปลว่าเขาไม่ได้วิ่งเหตุแบบนี้ มากสุดก็แค่ตอนเขาไปสแตนด์บายด้วยชุดนี้และมีเธอไปนั่งเล่นด้วยก็เท่านั้น
หัวใจดวงน้อยเต้นแรงอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้ เต้นแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเวลาเจอเขาในสถานการณ์ปกติเสียอีก
ทำเอาตอนเราสองคนสบตากัน เป็นเธอที่ไม่รู้ทำไมถึงไม่กล้าสบตาจนต้องหลบสายตา
แต่เธอก็ยังคงยืนดูสิ่งที่เขาทำอย่างไม่เคยเห็น การปฐมพยาบาลและประเมินอาการผู้บาดเจ็บ
“หัวแตกต้องเย็บนะยาย” คนที่สวมชุดกู้ภัยสวมถุงมือยางปฐมพยาบาลไปแล้วพูดไป
ส่วนรถอีกคนกับอาสาอีกสองคนก็พาตาเลิศที่ถูกชาวบ้านผู้ชายช่วยกันจับมัดมือไว้ไปขึ้นรถเพื่อพาไปโรงพยาบาลไม่ต่างกัน อาการแบบนี้คงต้องบำบัดนั่นแหละ ไม่งั้นวันข้างหน้าเมียแกคงได้เจ็บตัวอีก
หลังจากเห็นว่าเขาทำแผลใกล้เสร็จนะโมก็เลือกจะเดินออกมาเดินกลับเข้าบ้านตัวเองไป
“ทำไมหน้าร้อนแบบนี้ล่ะ” ยกมือทาบแก้มที่รู้สึกร้อนจากข้างในเหมือนมีไฟสุม
ความรู้สึกเขินอายเหมือนตอนเราจีบกันใหม่ ๆ เลยก็ว่าได้
“อย่านะนะโม ห้ามเด็ดขาด ยังไงก็ห้าม!” บอกตัวเองอย่างไม่ต้องการกลับไปยุ่งอะไรกับเขา ต่อให้จะเผลอหวั่นไหวไปบ้างแต่ก็อย่าแสดงออก และอย่ารู้สึกมากจนยอมหลวมตัวกลับไปคบกับคนใจร้ายแบบนั้น
เธอก็แค่รู้สึกเขินกับความเท่นั้นของเขา ไม่ใช่แค่เขาที่เท่คนเดียวสักหน่อย ครามเองหรือคนอื่น ๆ เองก็ดูดีไม่แพ้กัน
ผู้ชายที่ทำความดีช่วยเหลือสังคม มองยังก็ดูดีนั่นแหละ
ใช่ นั่นแหละเหตุผลของใจเต้นแรงของเธอ ไม่มีอะไรให้ใครเป็นพิเศษหรอก
แต่สายตามองแค่ปลื้มคนเดียว...?
หลายวันผ่านไป
แผนจะไปเกาหลีเป็นอันต้องพับเก็บไว้ก่อนเพราะแม่ของครีมยังไม่อนุญาต แม้ช่วงนี้จะเป็นฤดูแล้งที่คนไม่ได้เข้าร้านตลอด แต่คนก็เข้าร้านอยู่เรื่อย ๆ ครามมีหน้าที่ของตัวเองเป็นหลักไม่ต่างจากพ่อแม่ งานหน้าร้านเวลากลางวันจึงเป็นของครีมที่ต้องแบ่งเบาช่วยเหลือคนในครอบครัว
“เซ็งอ่ะ!” ครีมโวยวายออกมาอย่างเบื่อหน่าย งอแงกับพ่อแม่แล้วแต่ก็คำตอบเดิม
“ปีหน้าค่อยไป ผู้ชายของเอ็งก็ยังไม่มีเมียกันก่อนหรอก”
เถียงไม่ออก โต้แย้งแทบไม่ได้ ดีนะที่เธอหัวไว
“จะมีเมียได้ไง พวกเขารอครีมอยู่ไง!”
“เออ ถ้าพูดกันแบบนั้นก็เป็นอันเข้าใจ รอไปก่อน”
เป็นอันเข้าใจจบปิ้ง!
“โถ่! กูก็อุตส่าห์ตั้งตารอ” เธอเองก็อยากไปเหมือนกัน หลังจากทำงานมาปีกว่าก็มีเงินเก็บนิดหน่อยให้พอไปเที่ยวเล่นได้ ยิ่งกลับมาอยู่บ้านแทบไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร อีกทั้งยังมีแนวร่วม
แต่ก็นั่นแหละ ภาระหน้าที่นี่เนอะ
“ยังไงปีหน้ากูก็จะไปให้ได้! มึงเองก็ต้องไปกับกูนะ” ตั้งมั่นไว้อย่างเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้กับการตามล่าหาสามีถึงถิ่นฐาน
“เออ มีแต่มึงแหละที่ให้กูรอ” เธอไม่เคยเกี่ยง หากวันข้างหน้าทำงานก็ใช้พักร้อนเอาไม่ใช่เรื่องยาก
“คอยดูนะ กูจะมีผัวแล้วหนีไปอยู่บ้านผัวเลย” หมายมั่นไว้แล้วว่าจะหนีออกจากเซฟโซนที่พ่อกับแม่ครอบไว้
คำว่าอยู่บ้านเธอเบื่อจะตายอยู่แล้ว!!
“ได้ยินนะ” ครามที่เดินมาพอดีได้ยินสิ่งที่น้องสาวตัวดีพูดพอดี
“หูหมาเหรอ”
“จะฟ้องแม่ อดเงินเดือนแน่เอ็ง”
“วุ้! หาเมียไม่ได้ยุ่งวุ่นวายกับชีวิตน้องว่ะ” คนไม่ได้ดั่งใจก็พาลไปทั่วนั่นแหละ โวยวายใส่พี่ชายตัวเองอย่างขัดใจ
“เขกหัวแตกหรอก” ยกมือขู่กับคำพูดคำจาของมัน
ไม่ใช่หาไม่ได้ แค่ยังไม่อยากหา จะพูดอะไรช่วยดูน้ำหน้าพี่มึงด้วย
“ไปไกล ๆ ดิ ผู้หญิงเขาจะคุยกัน” ไม่อยากเถียงอารมณ์ไม่ดีเดี๋ยวกลายเป็นทะเลาะเลยไล่
“จะไปกินส้มตำ ชวนทั้งคู่” ครามชวนขึ้น
“เลี้ยง?”
“ก็แค่ส้มตำ” จะยากอะไรกับการเลี้ยง
“ใครเฝ้าร้าน”
“เดี๋ยวให้แม่เฝ้ารอ ยังไงก็จะมากินข้าวอยู่แล้ว”
“งั้นไปสิจะรอไร” แค่ได้ออกจากบ้านสามร้อยเมตรก็ดีใจแล้ว
“ไปกินที่ไหน” นะโมถามอย่างไม่ไว้ใจ
“เจ้าดังครับ” ตอบรับเพื่อนน้องสาวออกมาด้วยรอยยิ้ม
“...” เจ้าดังก็ในอำเภอ แล้วถ้าไปถึงในอำเภอขนาดนั้นเพื่อนสนิทเขาจะไม่มาด้วยได้เหรอ
“พี่ชวน อยากกิน” เห็นสายตาสงสัยไม่ไว้ใจของนะโมครามก็พูดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจ
เขาอยากกินจริง ๆ เพราะเมื่อคืนไม่ได้อยู่เวรเลยดื่มนิดหน่อย ตื่นมาอยากหาของเผ็ดกระแทกปาก มีคนทักมาชวนเขาก็ไม่ลังเล
แต่ไอ้คนชวนก็ไม่ลืมถามถึงใครอีกคนก่อน เพราะมันรู้ว่าสองคนนี้สุมหัวกันบ่อยแทบทุกวัน ถ้าอยู่ให้พาน้องไปเดี๋ยวมันเลี้ยง แต่...
“ถ้าโมไม่อยู่หรือไม่มามึงก็หาแดกเอง”
นี่แหละเขาเรียกเพื่อนรัก เห็นผู้หญิงดีกว่าไอ้สัส!
เพราะแดดยังร้อนเลยขับกระบะสี่ประตูของพ่อมาแทนมอเตอร์ไซต์ ขับมาจอดหน้าร้านเจ้าดังประจำอำเภอแน่นอนว่าคนค่อนข้างเยอะตั้งแต่สิบเอ็ดโมงจนถึงบ่ายโมง ส่วนเวลาอื่นก็มีเรื่อย ๆ
แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะพวกเขามีคนที่อยู่ใกล้มานั่งจองและสั่งอาหารไว้รอแล้ว
นะโมเดินรั้งท้ายสุดเพราะคนในร้านเยอะเลยดูคับแคบไปหน่อย ความสูงของครามก็บดบังสายตาของเธอจนไม่เห็นใครอีกคน
จนมาถึงโต๊ะที่มีเขานั่งรออยู่แล้ว ครามก็เข้าไปนั่งเก้าอี้ด้านในก่อนจะดึงน้องสาวตัวเองไปนั่งข้างกัน นั่นก็แปลว่าเธอต้องไปนั่งข้างปลื้มอย่างเลี่ยงไม่ได้
มันมีทั้งความขัดใจ แล้วก็มีทั้งความรู้สึกที่...ไม่อยากปฏิเสธ
และเธอก็เดินไปนั่งที่ว่างอย่างไม่คิดจะทักหรือพูดคุยกับเขา ทำให้ได้เหมือนที่ตัวเองเคยพูดกับเขาไว้เมื่อคืนวันนั้น แม้ว่าใจจริงจะทรยศเข้าบ้างเป็นเวลาก็ตาม
