บทที่ 5 ความลับของพ่อและลูกสาว
หลังจากที่ทั้งสามครอบครัวช่วยกันขุดมันเทศในที่สุด มันเทศที่มีขนาดพื้นที่หนึ่งหมู่ก็สามารถขุดมันเทศออกมาได้มากมาย เสิ่นอิงอิงที่ขุดไปเก็บในมิติก่อนหน้านั้นประมาณ 400-500 ชั่ง ครอบครัวเสิ่นเก็บเอาไว้ 300 ชั่ง ส่วนอีกสองครอบครัวมีสมาชิกในครอบครัวเยอะ โดยเฉพาะบ้านไป๋
เสิ่นเทียนหยางให้พวกเขาเก็บเอาไว้ 600 ชั่ง ส่วนบ้านฟู่เก็บเอาไว้ 400 ชั่ง ส่วนมันเทศที่เหลืออยู่น่าจะมีอยู่ประมาณ 800 ชั่ง เสิ่นเทียนหยางจะมอบให้หมู่บ้านและให้หัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนจัดการ ส่วนจะแบ่งให้แต่ละครอบครัวเท่าไหร่พวกเขาไม่สนใจ ถือว่าพวกเขามีน้ำใจแล้ว
“เอาล่ะ ฉีเอ๋อร์ ลูกไปหาหัวหน้าหมู่บ้านแล้วบอกเขาถึงความตั้งใจของพวกเรา จากนั้นเจ้าก็นำทางพวกเขามาที่นี่ส่วนคนอื่น ๆ ก็กลับไปที่พักกันเถอะ จะได้เก็บข้าวของเตรียมออกเดินทางพรุ่งนี้”
"ขอรับท่านพ่อ"
“เทียนหยาง พวกเราไม่ต้องอยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว ข้าไม่อยากจะมองหน้าเสิ่นหงอัน”
“ข้าก็ไม่อยากหายใจร่วมกับพวกเขา เสิ่นเหมยลี่ทำร้ายลูกสาวของข้า ไม่เพียงแต่ไม่ขอโทษ ยังมาขู่พวกข้าเรียกร้องค่ารักษา ข้าเองก็ไม่รู้ว่าไปทำกรรมอันใดไว้ ถึงได้เกิดมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยคนเช่นนี้”
“เอาน่า เจ้าอย่าได้คิดมากเลย ตอนนี้ก็ดีแล้ว ในที่สุดเจ้าก็ตาสว่าง แต่ก่อนพวกเราคิดว่าเจ้าเป็นคนกตัญญูจนโง่เขลา ตอนนี้ชีวิตของเจ้ามีแต่จะดีขึ้น ข้าเชื่อเช่นนั้น” ไป๋เฉียนโจว
“ที่ผ่านมาต้องขอบคุณพวกเจ้าทั้งสอง รวมถึงครอบครัวของเจ้าด้วย หาไม่แล้ว ข้าเองไม่รู้จะผ่านมันมาได้เช่นไร ช่วงเวลาที่แสนเลวร้ายเหล่านั้น”
“ท่านพ่อ ท่านอาทั้งสอง ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ข้าจะบอกความลับให้กับพวกท่านฟัง”
“เรื่องอันใดหรืออิงเอ๋อร์”
“คือว่า ข้าเป็นคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งเจ้าค่ะ”
“เจ้าว่าอันใดนะ ! ลูกพูดจริง ๆ หรือ”
“ท่านพ่อ ตอนที่เหมยลี่ผลักข้า วิญญาณข้าได้ออกจากร่าง แล้วท่านเซียนก็พาข้าไปที่แห่งหนึ่ง ที่นั่นข้าได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ มากมายเพราะท่านเซียนบอกว่าข้ายังไม่ถึงคราวตาย และสงสารพวกท่านที่ทนแบกรับความเสียใจไม่ได้ ก่อนที่ท่านเซียนจะส่งข้ากลับมาท่านยังให้ร่างกายที่แข็งแรงกับข้า และให้พละกำลังกับข้ามาด้วยเจ้าค่ะ ข้าได้เรียนรู้แล้วว่า อาหารที่สามารถกินได้หลายอย่างมีในป่า เพียงแต่ผู้คนอาจจะไม่รู้ว่ามันกินได้ เช่นนั้นแล้วพวกท่านอย่าได้คิดมากเรื่องอาหาร เราก็แค่พึ่งพาอาศัยป่าเลี้ยงชีพ ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานฝนจะตกลงมาเป็นแน่ เรื่องนี้พวกท่านต้องเก็บเป็นความลับนะเจ้าคะ หากผู้ใดพูดออกไป ท่านเซียนจะกลับมารับข้า และคนในครอบครัวของพวกท่านไปรับการลงโทษเจ้าค่ะ”
“อิงเอ๋อร์ วางใจได้ พวกเราจะไม่พูดเรื่องนี้ออกไป หรือว่าจะเป็นจริงตามที่นักพรตพเนจรเคยทำนายเอาไว้ ตอนนั้นข้าจำได้ว่าเจ้าโมโหจนเอาไม้ไล่ตีคนออกไปจากบ้าน”
“ตอนนั้นหลิวอิงเพิ่งคลอดอิงเอ๋อร์ได้เพียงสองวัน อยู่ ๆ ก็มีคนที่แต่งตัวอย่างกับขอทานเข้ามาพูดแบบนี้ ข้าเองก็โมโห”
“เอาเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว เรื่องร้าย ๆ ถือว่าจบลงแล้ว ตอนนี้จะมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามา อิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้พูดเรื่องนี้ออกไป ไม่ว่าจะกับใครก็ห้ามพูดเข้าใจหรือไม่ กับพวกพี่ชายของเจ้าก็ห้ามพูด”
“เจ้าค่ะท่านอาไป๋”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ จะได้รีบเก็บของแล้วพักผ่อนให้เร็วหน่อย พรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางแต่เช้า”
“ท่านพ่อ ท่านอาทั้งสอง ข้าว่าพวกเราเข้าไปในป่าลึกอีกสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ เผื่อว่าพวกเราจะหาไก่ฟ้ากับกระต่ายป่าได้สักตัวสองตัว ไม่ใช่ว่าท่านอาสะใภ้ไป๋เพิ่งคลอดน้องชายหรือเจ้าคะ หากมีน้ำแกงไก่บำรุงร่างกายคงจะดีไม่น้อย เท่าที่ข้าดูแล้ว ป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ข้ามีลางสังหรณ์ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เจ้าค่ะท่านพ่อ ว่าการเดินทางของพวกเราพรุ่งนี้อาจจะไม่ราบรื่นเท่าไหร่”
“เหตุใดเจ้าถึงคิดเช่นนั้น”
“ข้าเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ เพียงแค่รู้สึกว่าพวกเราจะพบเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น”
“อย่าคิดมากเลยนะ พ่อจะไม่ยอมให้ครอบครัวของเราต้องแยกจากกัน พ่อจะปกป้องพวกเจ้าให้ดี รีบเดินเถอะ ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากจะล่าไก่ฟ้ากับกระต่ายป่าหรอกหรือ รีบเดินเถอะ”
ความจริงแล้วสิ่งที่เสิ่นเทียนหยางเก็บเป็นความลับเอาไว้ไม่ได้พูดออกไปก็คือ เขาเองได้ตายไปแล้วและได้กลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกัน เพียงแต่เขาไม่คิดว่าชาตินี้ลูกสาวของเขาได้กลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกัน ชาติที่แล้ว หลังจากที่เขาล้มป่วยได้ไม่นานท่านแม่กับท่านพ่อที่ดวงตามืดบอดก็บังคับแยกบ้าน
หลังจากแยกบ้านได้ไม่นานทั้งหมู่บ้านก็ได้อพยพเดินทางจากบ้านเกิด เพราะเกิดภัยแล้งฝนไม่ตกต่อเนื่องมาเป็นเวลาสองปี แม่น้ำลำธารแห้งขอด เมื่อขาดแหล่งน้ำพวกเขาก็ไม่สามารถจะอยู่ได้ มีชาวบ้านหลายครัวเรือนออกเดินทางไปตั้งรกรากที่อื่น บางครอบครัวก็ไปอาศัยอยู่กับญาติในเมือง ชาวบ้านส่วนใหญ่เดินทางลงไปทางใต้ของเมืองโดยมีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้นำทาง
หัวหน้าหมู่บ้านเองก็ไม่แน่ใจว่าเมืองที่พวกเขาจะเดินทางไปนั้นเกิดภัยแล้งเช่นเดียวกับเมืองบ้านเกิดของพวกเขาหรือไม่ เพียงแต่ลองเสี่ยงออกเดินทางดีกว่านั่งรอความตายอยู่ที่หมู่บ้าน ถ้าหากแม่น้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาไม่แห้งขอดพวกเขาก็คงจะรั้งอยู่ที่หมู่บ้านได้อีกสักหน่อย ไม่แน่ว่าพอถึงฤดูฝนแล้วอาจจะมีฝนตกลงมาก็เป็นได้
แต่สิ่งที่คนในหมู่บ้านเสิ่นเจียชุนไม่รู้ก็คือ มีคนจงใจเปลี่ยนทางน้ำไม่ให้ไหลลงมา พวกเขากักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในหมู่บ้าน คนที่ทำเช่นนี้คือหมู่บ้านสือโถวที่อยู่ใกล้ต้นน้ำที่สุดทำให้น้ำไม่สามารถไหลลงมาได้ ชาวบ้านในหมู่บ้านเสิ่นเจียชุนจึงคิดว่าแม่น้ำได้แห้งขอดไปแล้ว จึงได้ออกเดินทางเพื่อหลบหนีจากความอดอยาก
เพราะการออกเดินทางในครั้งนี้ทำให้ชาติที่แล้วเสิ่นเทียนหยางถูกฆ่าตายหลังจากที่ลูกสาวของเขาตายไปได้ไม่นาน พวกเขาออกเดินทางมาและแวะพักที่ป่าแห่งนี้เพื่อหาน้ำและอาหารเพิ่ม หลังจากออกเดินทางไปในวันพรุ่งนี้ตามเส้นทางเดิม จะมีหมู่บ้านอยู่ข้างหน้า มองดูเหมือนว่าเป็นหมู่บ้านร้าง แต่ความจริงแล้วมันเป็นหมู่บ้านกินคน
ทั้งลูกและเมียของเขาล้วนถูกคนในหมู่บ้านนี้จับกินเป็นอาหาร มีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่หนีรอดออกไปได้ หนึ่งในครอบครัวที่หนีรอดก็คือครอบครัวของบ้านใหญ่เสิ่นที่ใช้ลูกและภรรยาของเขาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อให้ตัวเองมีทางรอด ส่วนตัวของเขาได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าไป๋เฉียนโจวจะพยายามช่วยเหลือแต่ไม่สามารถยื้อชีวิตเขาเอาไว้ได้ ชาติที่แล้วพวกเขาล้วนตกตายทั้งครอบครัว
ชาตินี้เสิ่นเทียนหยางจะไม่ยอมให้ซ้ำรอยเดิมเป็นแน่ ในเมื่อเขาได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เขาจะไม่เข้าไปพักในหมู่บ้านแห่งนั้นอีกเป็นแน่ และจะต้องหาทางโน้มน้าวใจหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อให้หลีกเลี่ยงเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านกินคน ก่อนตายชาติที่แล้ว ครอบครัวไป๋เฉียนโจวและครอบครัวของฟู่หมิงพาเขาหนีออกมาได้ และได้พบเส้นทางที่ปลอดภัยโดยบังเอิญ แต่เขาไม่สามารถทนพิษบาดแผลได้ อีกทั้งไม่มีใจอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อเพราะครอบครัวของเขาไม่เหลือแล้ว
แต่แล้วสวรรค์ก็เมตตาให้เขากลับมาเกิดใหม่ก่อนแยกบ้านไม่กี่วัน ชาติที่แล้วเขาดึงดันไม่อยากแยกบ้านแต่ท่านพ่อกับท่านแม่บังคับเขาให้แยกออกมาและไม่แบ่งอาหารให้ครอบครัวเขาแม้แต่น้อย ชาตินี้พอเอ่ยถึงเรื่องแยกบ้าน เขาถึงได้สร้างเงื่อนไขว่าจะต้องแบ่งอาหารให้กับครอบครัวของเขา หากไม่แบ่งอาหารเขาจะไม่ยอมแยกบ้านเด็ดขาด ท่านแม่ถึงได้ยอมแบ่งธัญพืชให้เขาเพียงครึ่งถุงเท่านั้น
“ท่านพ่อ ท่านคิดอันใดอยู่หรือเจ้าคะ ข้าเห็นท่านเดินเหม่อลอยนานแล้วนะเจ้าคะ”
“ไม่มีอันใด พ่อแค่คิดว่า เย็นนี้เราจะกินให้อิ่มสักมื้อ พ่อจะบอกให้แม่ของเจ้าทำอาหารให้มากหน่อย เผื่อเอาไว้ตอนออกเดินทางพรุ่งนี้ตอนเช้าจะได้ไม่ต้องทำอาหาร แต่บ้านของเราไม่มีข้าวเหลือแล้ว จะมีก็เพียงของป่ากับมันเทศที่พวกเราหาได้ในวันนี้เท่านั้น”
“ท่านพ่อไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ พวกเราแค่กินมันเผาก็ได้แล้ว ถ้าหากวันนี้ล่าสัตว์ได้บ้าง ก็คงจะมีน้ำแกงให้ได้กินเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็หวังว่าพวกเราจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้างล่ะนะ”
หลังจากที่เดินลัดเลาะอยู่ในป่าลึก ในที่สุดทั้งสี่คนก็สามารถล่าไก่ฟ้าได้ทั้งหมดสามตัว กระต่ายป่าหกตัว เสิ่นอิงอิงแนะนำให้พวกเขาทำความสะอาดไก่กับกระต่ายเสียตั้งแต่ในป่า เสิ่นเทียนหยางคิดถึงถ้ำที่พวกเขาไปตักน้ำ เขาเองไม่แน่ใจว่าจะมีน้ำเหลืออยู่หรือไม่ จึงได้ชวนทุกคนไปที่ถ้ำเพื่อทำความสะอาดไก่และกระต่าย
เมื่อพวกเขามาถึงก็พบว่าในแอ่งน้ำมีน้ำเพิ่มขึ้นมาอย่างที่คิดเอาไว้ แต่ไม่มากนัก ยังพอให้ใช้ล้างทำความสะอาดได้ ฟู่หมิงรีบไปตัดไม้ไผ่ ไป๋เฉียนโจวรีบช่วยเสิ่นเทียนหยางจัดการกับไก่และกระต่าย เสิ่นอิงอิงตัวน้อยก็รีบไปเก็บฟืน เพื่อมาก่อไฟ กระต่ายจำเป็นต้องย่างให้สุกประมาณหนึ่งเสียก่อนเพื่อสะดวกในการเก็บรักษา
เสิ่นอิงอิงแนะนำให้ย่างไก่ให้แห้งด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งไก่และกระต่ายถูกใส่เอาไว้ในกระบอกไม้ไผ่ จากนั้นก็แบ่งเท่า ๆ กัน ทุกครอบครัวจะได้กระต่ายสองตัวและไก่ฟ้าหนึ่งตัว ส่วนน้ำที่เหลือพวกเขาตักใส่กระบอกไม้ไผ่จนหมดจากนั้นก็นำทุกอย่างใส่ในตะกร้าไม้ไผ่ นำฟืนมาปิดเอาไว้ข้างบนและออกจากป่ากลับไปที่เพิงที่พักทันที
