ตอนที่ 6. ออกเดินทาง
เช้าวันนี้ไม่มีครอบครัวไหนทำอาหารเพราะต้องออกเดินทางแต่เช้าหัวหน้าหมู่บ้านแจ้งให้กับชาวบ้านทุกครอบครัวรู้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ว่าวันนี้จะเป็นวันที่พวกเขาออกเดินทางต่อเช่นนั้นแล้วให้แต่ละครอบครัวเตรียมตัวให้ดี เสิ่นอิงอิงกับพี่ชายทั้งสองแต่ละคนจะสะพายตะกร้าเอาไว้บนหลัง ข้าวของส่วนใหญ่ถูกเก็บเอาไว้ในรถเข็น
ครอบครัวของเสิ่นอิงอิงรวมถึงครอบครัวสหายของเสิ่นเทียนหยางพวกเขามักจะเดินรั้งท้ายกลุ่มเสมอ ด้านหน้าสุดเป็นครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงกับบ้านใหญ่เสิ่น เสิ่นเมียนหยางจึงเลือกที่จะอยู่รั้งท้ายของขบวน ชาวบ้านหลายครอบครัวล้วนกล่าวขอบคุณเรื่องมันเทศ ทำให้พวกเขาสามารถมีอาหารเพิิ่มขึ้นอีกหน่อย อย่างน้อยๆมันเทศยังสามารถทำให้อิ่มท้องได้
วันนี้อาหารมื้อเช้าของบ้านเสิ่นก็คือมันเทศเผาที่หานหลิวอิงตื่นมาทำตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เสิ่นเทียนหยางเตือนภรรยาให้ทำมันเผาเอาไว้มากหน่อย เพราะหนทางข้างหน้าไม่รู้ว่าพวกเขาจะพบเจอกับความยากลำบากอันใดบ้าง นอกจากนี้ดูเหมือนว่ายิ่งเดินต่อไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบว่าภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น ผืนป่าที่แทบจะหาเสียเขียวไม่ได้ ทั่วทั้งป่าเต็มไปด้วยใบไม้ที่ร่วงโรย ต้นไม้ยืนต้นตาย ส่วนต้นที่มีชีวิตรอดอยู่านั้นน้อยมาก ป่าที่ไม่มีร่มเงาใบไม้ร่วงหล่นเต็มผืนป่า
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านเห็นสภาพผืนป่าเป็นเช่นนี้แล้วพวกเขาตัดสินใจเดินทางต่อ ป่าเช่นนี้ไม่สามารถหยุดพักได้เลยจริงๆ นอกจากนี้คงไม่มีทางหาหาอหารได้เพิ่มอีก โชคดีที่พวกเขายังมีน้ำเหลืออยู่ยังพอประทังชีวิตไปได้อีกสองสามวัน ตั้งแต่ออกเดินทางไม่มีผู้ใดได้อาบน้ำเพียงแต่ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น บางคนไม่แม้แต่จะสนใจเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ตราบใดที่พวกเขามีน้ำให้ดื่มกิน ส่วนเรื่องอาบน้ำเช็ดตัวนั้นล้วนไม่สำคัญสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้
ก่อนออกเดินทางเมื่อวาน เสิ่นเทียนหยางได้ไปพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านเรื่องการเปลี่ยนเส้นทาง เดิมทีพวกเขาต้องมุ่งหน้าไปยังทางหมู่บ้านร้างที่มีผู้อพยพมาจากที่อื่นมาอาศัยอยู่แลัะอาศัยดักปล้นชาวบ้านที่เดินทางผ่านมาทางนี้นอกจากจะดักปล้นอาหารแล้ว แต่ยังกินเนื้อคนเป็นอาหารด้วยในชาติที่แล้ว ครอบครัวของเขาต่างตกตายอยู่ที่หมู่บ้านนี้จนหมด ตัวเขาแม้จะถูกช่วยออกมาได้แต่ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้อีกต่อไป
เพื่อหลักเลี่ยงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อชาติที่แล้ว เสิ่นเทียนหยางได้ไปโน้มน้าวให้หัวหน้าหมู่บ้านเปลี่ยนเส้นทางการเดินถึงแม้จะลำบากนิดขึ้นบ้างแต่เพื่อความปลอดภัย หัวหน้าหมู่บ้านเองเชื่อมั่นในตัวเสิ่นเทียนหยางมาก เพราะเขาสามารถหาอาหารและแบ่งให้กับชาวบ้านโดยไม่เก็บเอาไว้คนเดียว
หัวหน้าหมู่บ้านจึงเชื่อว่าหากเสิ่นเทียนหยางพูดเช่นนี้แสดงว่าทางข้างหน้ายังสามารถพึ่งพาเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันน้ำหรืออาหาร หนัวหน้าหมู่บ้านเองก็พอจะได้ยินเรื่องราวของหมู่บ้านที่ร้างมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่การรักษาชีวิตเอาไว้ย่อมดีที่สุด
“ท่านพ่อเดิมทีพวกเราไม่ได้จะเดินทางมาทางนี้ไม่ใช่รึ เหตุใดหัวหน้าหมู่บ้านถึงได้เปลี่ยนเส้นทางการเดิน ท่านดูสิแบบนี้ไม่ใช่จะพาพวกเรามาตายใช่หรือไม่ ป่าทั้งป่าหาสีเขียวไม่พบ ต้นไม้ใบหญ้าล้วนแห้งตายหมดแล้ว” เสิ่นหงอัน
“ใครจะไปรู้เรื่องความคิดของหัวหน้าหมู่บ้านกัน ”
“ก็ไม่รู้ว่ามีใครไปพูดโน้มน้าวให้หัวหน้าหมู่บ้านเปลี่ยนเส้นทางเดิน แต่เมื่อวานข้าเห็นอารองคุยอยู่กับหัวหน้าหมู่บ้านขอรับท่านพ่อ ” เสิ่นหงเชวียน
“เช่นนั้นก็เป็นเจ้าสารเลวเทียนหยางนี่แล้ว หากอยากจะตายเหตุใดไม่ไปตายเสียคนเดียว นี่มาลากเอาชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านไปตายด้วย แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน”
“หงอันพวกเราไม่มีหลักฐานอย่าได้พูดจาเหลวไหล ตอนนี้พวกชาวบ้านต่างเป็นถูกเจ้ารองซื้อเพราะมันเทศ ตอนนี้พวกเราจะพูดอันใดต้องระวัง หาไม่แล้วจะกลายเป็นศัตรูของทั้งหมู่บ้าน เอาไว้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยหาทางจัดการก็ยังไม่สาย ”
“ขอรับท่านพ่อ”
“นี่ตาเฒ่า พวกเราจะต้องเดินทางไปถึงเมื่อไหร่กัน ตกลงหัวหน้าหมู่บ้านได้บอกอันใดหรือไม่ ”นางซูเหนียง
“หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าหากไปถึงเมืองข้างหน้าแล้ว และหาที่ตั้งรกรากได้ก็จะตั้งรกราก ยื่นเรื่องขอทะเบียนบ้านและจัดสรรค์ที่ดินสำหรับที่อยู่อาศัย หากใครไม่ต้องการอยู่ก็สามารถเดินทางต่อหรือแยกไปอยู่เองได้เรื่องนี้หัวหน้าไม่มีการบังคับ”
“ถ้าเกิดว่าเมืองข้างหน้าย่ำแย่ยิ่งกว่าบ้านเกิดของพวกเราอีกล่ะจะทำเยี่ยงไร”
“เรื่องนี้ข้าเองยังไม่ได้คิด แต่หากว่าเมืองข้างหน้าไม่สามารถอยู่ได้จริงๆ พวกเราอาจจะเดินทางกลับบ้านเกิด ข้ามั่นใจว่าฝนจะต้องตกลงมาแน่นอน”
หลังจากเดินทางมานานตอนนี้ก็ใกล้จะค่ำแล้วหัวหน้าหมู่บ้านเตือนชาวบ้านเร่งฝีเท้าเดินให้เร็วขึ้น หลังจากเดินทางพ้นป่าแห้งแล้งมาได้พักใหญ่ๆ เดินผ่านทุ่งนาเข้าสู่เขตป่าเชิงเขาอีกครั้ง แม่ว่าภูเขาแห่งนี้จะอยู่หากจากป่าแห้งแล้งที่พวกชาวบ้านเดินทางผ่านมาไม่ไกลนัก แต่ทว่าภูเขาแห่งนี้ดูเหมือนว่าจะอุดมสมบูรณ์พอสมควร หัวหน้าหมู่บ้านจึงสั่งให้หยุดและพักที่ชายป่าแห่งนี้
การเดินทางครั้งนี้มีทั้งคนชราและเด็กทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางได้เร็วนัก อีกทั้งอาหารที่นำมาในแต่ละครอบครัวเหลือไม่มากแล้ว บางครอบครัวอาหารได้หมดลงแล้วเช่นเดียวกันตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงหาอาหารเพิ่มทุกครั้งที่หยุดพัก
“เอาล่ะ คืนนี้พวกเราจะหยุดพักที่นี่ หาที่พักกันให้เรียบร้อย และรวมกลุ่มกันเอาไว้ให้ดี ” หัวหน้าหมู่บ้าน
“หัวหน้าหมู่บ้าน เหตุใดท่านถึงพาพวกเรามาเส้นทางนี้ล่ะ ไม่ใช่ว่าตอนแรกจะเดินไปตามถนนของทางการหรือ”นางจูหลิง ที่เป็นสหายสนิทของนางซูเหนียงถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ก็ทางนั้นมันไม่ปลอดภัย ข้าก็จำต้องเปลี่บนเส้นทาง เจ้ามีอันใดอีกหรือไม่ หรือหากว่าเจ้าไม่พอใจ เจ้ากับครอบครัวสามารถเดินทางกันเองได้ ในเส้นทางที่เจ้าพอใจ ไม่ต้องเดินทางร่วมกับชาวบ้านคนอื่น”
“ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ ข้าก็แค่สงสัยเท่านั้น”
“ก็แค่นั้นแหละ ” หัวหน้าหมู่บ้านสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไป ตลอดการเดินทางก็มียายเฒ่าไม่กี่คนในหมู่บ้านที่ชอบก่อปัญหา ทำให้การเดินทางล่าช้า
เสิ่นเทียนหยางรีบสร้างเพิงที่พัก เสิ่นอิงอิงที่เดินมาทั้งวันรู้สึกเหนื่อยล้ามาก ระหว่างที่ทุกคนกำลังยุ่งวุ่นวายสร้างเพิงที่พัก นางแอบเข้าไปในมิติวิเศษและดื่มน้ำพุจิตวิญญาณไปหลายอึก อาการเหนื่อยล้าก็หายไปทันที ดูเหมือนว่าตอนนี้นางจะมีพละกำลังเพิ่มมากขึ้นนิดหน่อย เพราะกลัวว่าท่านแม่กับทุกคนจะตามหานาง อิงอิงจึงรีบออกจากมิติวิเศษไปหลังจากดื่มน้ำแล้ว
“อิงอิง เมื่อสักครู่เจ้าไปที่ใดมาเหตุใดแม่ไม่เห็นเจ้า”
“ท่านแม่ ท่านเหนื่อยจนตาฝาดแล้ว ข้าก็นอนอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้วเจ้าค่ะ”
“เป็นเช่นนั้นจริงรึ หรือว่าแม่จะเหนื่อยมากจริงๆ เช่นนั้นเจ้านอนต่อเถอะ ฉีเอ๋อร์เจ้าไปหาฟืนมาก่อไฟ แม่จะทำอะไรให้พวกเจ้ากิน”
“ขอรับท่านแม่ ไปน้องรองไปช่วยข้าเก็บฟืน”
“ขอรับพี่ใหญ่”
“ข้าไปด้วย พี่ใหญ่ พี่รองรอข้าด้วย”
“อิงอิงแผลเจ้ายังไม่หายดี เจ้าอย่าได้เที่ยววิ่งซุกซน”
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าสบายดี ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”
สามพี่น้องวิ่งแบกตะกร้าเข้าไปในป่า วิ่งมาได้สักพักเสิ่ยเยว่ฉีก็หยุดวิ่งกะทันหันเพราะสิ่งที่ขวางหน้าอยู่ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่ใจหายใจ
“โอ๊ย พี่ใหญ่ท่านจะหยุดทำไมไม่บอกเล่าขอรับ ”
“พี่ใหญ่มีอันใดหรือเจ้าคะ”
“พี่ใหญ่ ท่านมีอันใดก็พูด หากไม่มีอันใดแล้วก็รีบไปหาฟืน ประเดี๋ยวกลับไปช้าท่านแม่ได้ดึงหูอีกเป็นแน่”
“พะ.. พวกเจ้า ดะ…ดูนั่นสิ” เสิ่นเยว่ฉีชี้ให้น้องชายน้องสาวดู
“อ๊าก มีคนตาย พี่ใหญ่ มีคนตาย” เสิ่นเยว่เทียนร้องออกมาเสียงดัง
“พี่รอง หยุดตะโกน ประเดี๋ยวได้เรียกสิ่งที่ไม่สมควรมาหรอก ”
“น้องสาว อะไรคือสิ่งที่ไม่สมควร”
“ข้าเองก็ไม่รู้ ”
“อ้าวแล้ว เหตุใดน้องสาวถึงได้พูดออกมาแบบนั้นล่ะ”
“พวกเจ้าเลิกเถียงกันสักทีเถอะ ”
“พี่ใหญ่เจ้าคะ พวกเราไปดูกันเถอะ เขาตายจริงๆหรือแค่สลบไป”
“น้องสาว ไม่ดีกระมัง พวกเราอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย เลือดท่วมตัวขนาดนี้ คงไม่ได้ตายเพราะหิวตายหรอกนะ หากเกิดศรัตรูของเขารู้ว่าเขาไม่ตายแล้วกลับมาจะทำเยี่ยงไร”
“แต่พี่ใหญ่เจ้าคะ การช่วยชีวิตคนได้บุญมากนะเจ้าคะ เขาเรียกว่า ช่วยชีวิตคนดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นนะเจ้าคะ ที่สำคัญตอนนี้ข้าคิดว่าพวกเขาคงไม่ย้อนกลับมาแล้วเจ้าค่ะ เขาคงคิดว่าพี่ชายผู้นี่ตายไปแล้ว”
“ตกลง ”เยว่ฉี ความจริงแล้วกลัวมากแต่เพราะเขาเป็นพี่ชายคนโต จะมาทำตัวอ่อนแอต่อหน้าน้องชายน้องสาวไม่ได้
“พี่ใหญ่ ทำเช่นไรดี เขายังไม่ตาย แต่ลมหายใจของเขาแผ่วเบามา” เยว่เทียน
“พี่ใหญ่ท่านรีบไปตามท่านพ่อกับท่านอา ข้ากับพี่รองจะรั้งอยู่ที่นี่ ท่านวิ่งให้เร็ว ข้าคิดว่ายังพอช่วยเขาได้ทัน”
“ตกลง ”
“พี่รองท่านช่วยยกคอเขาขึ้นหน่อยเจ้าค่ะ ข้าจะเอาน้ำให้เขาดื่มก่อน”
เสิ่นเยว่เทียนสงสัยว่าคนได้รับบาดเจ็บจนเลือดท่วมเช่นนี้ไม่ต้องรีบทำแผลก่อนหรือ เหตุใดน้องสาวถึงเอาน้ำให้เขาดื่ม แต่สิ่งที่เยว่เทียนไม่รู้ก็คือ น้ำใส่กระบอกของน้องสาวนั้นเป็นน้ำพุจิตวิญญาณในมิติวิเศษ สามารถช่วยยื้อชีวิตคนกลับมาได้ ขอเพียงยังมีลมหายใจอยู่
“พี่ชายท่านนี้ไปทำอันใดมากันล่ะนี่ เหตุใดถึงได้ถูกลอบทำร้ายเช่นนี้ ดูจากเสื้อผ้าที่เขาใส่แล้วไม่น่าจะใช่ชาวบ้านทั่วไป”
“น้องสาว ถ้าเกิดเขาเป็นคนไม่ดีล่ะ จะทำเช่นไร ไม่ใช่ว่าพอพวกเราช่วยเขาแล้ว พอหายดีก็กลับมาทำร้ายพวกเรานะ”
“พี่รองท่านคิดมากไปแล้ว ข้ารู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนไม่ดี ท่านวางใจเถอะ”
“ตกลง น้องสาวว่าเยี่ยงไร พี่รองก็ว่าเยี่ยงนั้น”
“ดีมากเจ้าค่ะ”
