ตอนที่ 8 เย่อันซื่อ
หลังจากที่สามพี่น้องกลับมาถึงที่พัก ทั้งสามคนนำของที่เก็บมาได้จากในป่าให้ผู้เป็นมารดาจัดการ เสิ่นเทียนหยางได้รับมอบหมายงานให้นำไก่ฟ้าไปจัดการถอนขนและทำความสะอาดเสิ่นอิงอิงเอาลูกเสือไปวางไว้ข้างที่นอนของนางซึ่งมีพี่ชายที่ช่วยเอาไว้นอนไม่ได้สติอยู่
“เอาล่ะเจ้าอยู่ตรงนี้ไปก่อนเดี๋ยวข้ากลับมา จะว่าไปแล้วพวกเจ้าก็เหมาะสมกันดีอีกคนก็นอนเดี้ยงไม่ได้สติ ส่วนเจ้าก็ขาเป๋ เอาล่ะข้าจะไปแล้วอยู่กันดีๆล่ะ”
“อิงอิงเจ้าบ่นอันใดคนเดียว รีบมาช่วยแม่ทางนี้เร็วเข้า”
“เจ้าค่ะท่าแม่ ”
“ท่านแม่ขอรับ ผักป่าที่พวกเราเก็บมามีเยอะมาก ข้าคิดว่าจะแบ่งให้บ้านท่านอาไป๋กับท่านอาฟู่ด้วยขอรับ วันนี้อยู่ๆไก่ฟ้าก็ตกลงมาใส่หัวน้องสาว พอพวกเราหาดูรอบๆก็พบว่ามีรังไก่ฟ้าอยู่ ในรังไก่ฟ้ายังมีไข่อีกหลายฟองด้วยขอรับ” เยว่ฉี
“ท่านแม่ข้านับดูแล้วไข่ไก่มีทั้งหมด สิบห้าฟอง ขอรับ” เยว่เทียน
“เอาล่ะ เจ้าเอาผักป่าพวกนี้ไปให้ทั้งสองบ้านเถอะ ส่วนไข่ก็ให้บ้านละสามฟอง บ้านเรามีคนเจ็บจำเป็นต้องได้รับการดูแลอีกทั้งพวกเจ้าสามพี่น้องจะได้มีไข่กินบ้าง ”
“ขอรับท่านแม่”
หลังจากจัดการเรื่องต่างๆเรียบนร้อยแล้ว หานหลิวอิงนำไก่ฟ้ามาต้มน้ำแกงกับเห็ดหูหนูดำ ในตอนที่ผู้เป็นแม่ไม่ทันได้มองเสิ่นอิงอิงก็เติมน้ำพุจิตวิญญาณลงในหม้อน้ำแกงไก่ สิ่งสำคัญในการมีชีวิตรอดในตอนนี้คือทุกคนต้องร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย อาจจะเพราะเสิ่นอิงอิงได้ป้อนน้ำพุจิตวิญญาณให้กับคนชายหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งมาทราบชื่อภายหลัง ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่าเย่อันซื่อ
“ท่านพี่ ท่านไปดูคนเจ็บสักหน่อยเขาตื่นหรือยัง หากเขายังไม่ตื่น พวกเราก็กินข้าวกันก่อน ข้าจะเก็บน้ำแกงไก่เอาไว้ให้เขาดื่มทีหลัง ตอนที่ท่านไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้าน มีผู้ใดคัดค้านหรือไม่"
“ไม่มี เพียงแต่ทุกคนกลัวว่าพวกเราจะช่วยคนไม่ดีเข้ามาแล้วทำให้ทั้งหมู่บ้านเดือดร้อน”
“ข้าคิดว่าเขาไม่ใช่คนไม่ดีอะไร ข้ารู้สึกเช่นนั้น แต่ต่อให้เขาเป็นคนไม่ดีก็คงจะไม่ทำอันตรายพวกเราถึงอย่างไรพวกเราก็ช่วยเขาเอาไว้ ท่านไปดูเขาเถอะ”
“ตกลง”
เสิ่นเทียนหยางไปดูคนเจ็บตามที่ภรรยาสั่งเมื่อเขาไปถึงก็พบว่าคน เจ็บตื่นแล้วตอนนี้เขาพยายามลุกขึ้นนั่งแต่ไม่สามารถทำได้
“เจ้านอนลงไปไม่ต้องลุกขึ้นมา ระวังร่างกายของเจ้าด้วย”
“ขอบคุณท่านอาที่ให้ความช่วยเหลือขอรับ ”
“เป็นลูกสาวกับลูกชายของข้าที่ไปพบเจ้านอนหมดสติอยู่ในป่า เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเจ้ากัน”
“ครอบครัวของข้า ล้วนถูกฆ่าตายหมดแล้ว ท่านพ่อกับท่านแม่ส่งข้าหนีออกมา แต่ทว่ากลับโดนมือสังหารไล่ล่ามาตลอดทาง เดิมทีข้าคิดว่าข้าคงตายไปแล้วแต่ไม่คิดว่าข้าจะมีชีวิตรอดมาได้ แต่ครอบครัวของข้า ท่านพ่อท่านแม่ ท่านย่า ไม่มีผู้ใดเหลือแล้วเรื่องทั้งหมดนี้ต้องโทษท่านปู่ หากท่านปูไม่รับอนุภรรยาเข้าจวนมา เรื่องเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น จริงสิท่านอ่าพวกท่านจะเดินทางไปที่ใดขอรับ”
“บ้านเกิดของพวกเราฝนไม่ตกมาสองปีแล้ว พวกเราออกเดินทางจากบ้านเกิดมาเพราะเกิดภัยแล้ง หัวหน้าหมู่บ้านจึงพาชาวบ้านออกเดินทางเพื่อที่จะไปหาที่ตั้งรกราก ตอนนี้พวกเรากลายเป็นผู้อพยพลี้ภัยแล้ว ถ้าหากสามารถตั้งรกรากที่เมืองข้างหน้าได้ก็คงจะดีไม่น้อย”
“เมืองข้างหน้า พวกท่านหมายถึงเมืองเป่ยโจวหรือขอรับ ตอนข้าหนีมาถึงที่เมืองนี้ภายในเมืองก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเจ้าเมืองสั่งปิดประตู คนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้า มีผู้อพยพมากมายบริเวณหน้าประตูเมือง ข้าเองไม่สามารถเข้าเมืองได้ทำได้แค่วิ่งหนีเข้าป่าจนทำให้พวกนักฆ่าตามทัน มีทางเดียวคือต้องเดินทางอ้อมเมืองเป่ยโจวแล้วเดินทางต่อไปจนถึงเมืองเยี่ยนโจวหรือพวกท่านจะเดินทางต่อไปยังเมืองหลวงฉางโจวก็ได้”
“เดิมทีข้าไม่อยากจากบ้านเกิดมา พวกเราเดินทางรอนแรมนอนกลางกินกินกลางทรายเจ้าบอกว่าเมืองเป่ยโจวปิดประตูเมืองไม่แน่ว่าอีกไม่นานคงมีผู้อพยพเดินทางเข้าป่า ถึงตอนนั้นคงไม่ดีแล้วล่ะ เพราะตราบใดที่ป่ายังมีสีเขียว นั่นเท่ากับว่ายังมีความหวังในการหาน้ำและอาหาร ข้าเกรงว่าจะเกิดการปล้นชิงกันขึ้น”
“ท่านอาพูดถูกแล้ว ตอนนี้ผู้คนเริ่มขาดอาหาร บางคนขายลูกเพื่อแลกอาหาร บางคนกินคนในครอบครัวตัวเองเพื่อความอยู่รอด”
“แล้วเจ้าจะทำเช่นใดต่อไป ”
“ข้าเองยังไม่รู้ว่าจะต้อทำเช่นไรต่อไป แต่ในเมื่อข้ายังไม่ตายวันข้างหน้าข้าจะกลับไปแก้แค้นคนพวกนั้นเป็นแน่ หากข้าไม่ทำอันใดเลย ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านย่า คงนอนตายตาไม่หลับ อ้อ จริงสิ ข้าชื่อ เย่อันซื่อปีนี้อายุ 14 ปีแล้วขอรับท่านปู่ของข้าเป็นขุนนางขั้นห้าสังกัดกรมพิธีการ ส่วนท่านพ่อของค้าไม่ชอบรับราชการชอบค้าขาย เมื่อเจ็ดปีก่อนท่านปู่รับอนุภรรยาเข้ามาพร้อมกับลูกชายและลูกสาว ท่านย่าของข้าเสียใจมาก ท่านปู่ของข้าให้หลงอนุภรรยาและทอดทิ้งภรรยาเอก นานวันเข้าท่านพ่อทนเห็นท่านย่าเสียใจไม่ได้ จึงได้ขอแยกจวนและพาท่านย่าออกมาทำให้ท่านปู่โกรธมาก แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากที่แยกบ้านได้ไม่นาน ท่านปู่ที่แข็งแรงมาตลอดไม่เคยเจ็บป่วยเลยสักครั้ง อยู่ๆก็ล้มป่วยและเสียชีวิตในที่สุด ท่านพ่อของข้าถูกพวกเขาล้อมกรอบใส่ร้ายว่าค้าเกลือเถื่อน ท่านแม่วิ่งเต้นหาหลักฐานเพื่อล้างมลทินให้กับท่านพ่อได้สำเร็จ ยังไม่ทันได้ข้ามคืนก็มีนักฆ่าบุกเข้ามา ฆ่าคนในจวนท่านแม่กับท่านพ่อส่งข้าหนีออกมาคนรับใช้ที่เติบโตมาพร้อมกับข้าเสียสละชีวิตเพื่อให้ข้าได้หนีออกมาจากเมืองหลวงได้สำเร็จแต่คนพวกนั้นก็ยังไม่วางมือ พวกเขาฆ่าและจุดไฟเผาจวน"
“เอาล่ะ เจ้าอย่าได้นึกถึงมันอีกเลยนะ ต่อไปนี้ใช้ชีวิตให้ดี ให้สมกับพ่อแม่และคนรับใช้ของเจ้า เอาชีวิตเข้าแลกให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่ หากเจ้าไม่มีที่ไปก็อยู่กับพวกเราไปก่อนถึงแม้ว่าพวกเราจะจนแต่ยังพอมีข้าวให้เจ้าได้กิน เจ้ารอเดี๋ยวข้าจะไปยกน้ำแกงมาให้ ”
“ขอบคุณท่านอาขอรับ”
“หืม ลูกแมวมาจากไหน แมวของเจ้ารึ”
“เปล่าขอรับ ”
“หรือว่าจะเป็นอิงอิงเอามันมา ขาของมันได้รับบาดเจ็บด้วย เอาล่ะเจ้าก็ให้มันอยู่เป็นเพื่อนเจ้าไปก็แล้วกัน อย่างน้อยๆก็มีเพื่อนบาดเจ็บด้วย”
“ขอรับ”
เสิ่นเทียนหยางเดินไปตักน้ำแกงแล้วยกไปให้เย่อันซื่อ หานหลิวอิงเห็นสามีกำลังยกชามน้ำแกงกลับเข้าไปในเพิง นั่นแสดงว่าคนเจ็บได้สติแล้ว เสิ่นอิงอิงกับพี่ชายที่กลับมาจากเอาผักป่าไปแบ่งให้บ้านไป๋และบ้านฟู่ ก็รีบไปเช็ดมือเพื่อกินมื้อเย็นทันที
“พวกเจ้ากลับมาแล้ว ไปเช็ดมือแล้วมากินข้าว”
“ท่านพ่อเล่าเข้าคะท่านแม่”
“เอาน้ำแกงไปให้คนป่วย พวกเจ้ากินกันไปก่อน”
“ข้าว่าพวกเรารอท่านพ่อก่อนดีหรือไม่ขอรับ” เยว่ฉี
“ถ้าพวกเจ้าไม่หิวจนทนไม่ไหวเช่นนั้นก็รอพ่อของพวกเจ้าก่อน”
หลังจากยกน้ำแกงไปให้คนป่วยแล้ว เสิ่นเทียนหยางก็มาร่วมวงกินข้าวกับครอบครัวทันที เขามองดูลูกสาวที่กินข้าวด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนแล้วได้แต่ส่ายหน้า หลังจากที่ลูกสาวได้รับบาดเจ็บพอนางฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นเหมือนคนละคนถึงแม่ว่าเมื่อก่อนนางจะร่าเริงแจ่มใสแต่ทว่าไม่ได้กล้าหาญขนาดนี้ นี่คงจะเป็นพรที่นางได้มาหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมา เรื่องที่ลูกสาวของเขาเคยบอกว่านางเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่งเขาไม่กล้าบอก ภรรยาส่วนตัวเขาเองก็ตายไปแล้วครั้งหนึ่งจริงๆ ถึงแม้ว่าเขาจะได้มีโอกาสมาเกิดใหม่แต่เขามีเพียงความทรงจำก่อนตายและหลังจากตายไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“จริงสิ อิงอิงลูกไปเก็บเอาลูกแมวมาจากที่ใดกัน แล้วพ่อแม่ของมันล่ะ”
“ข้าพบมันได้รับบาดเจ็บนอนใกล้ตายอยู่ในป่าเลยเอามันกลับมา ข้าไม่พบครอบครัวของมันเจ้าค่ะ”
“เป็นเช่นนั้นรึ”
“เจ้าค่ะ อ้อ ท่านพ่อเจ้าคะ มันไม่ใช่แมวหรอกนะเจ้าคะ”
“ไม่ใช่แมว ไม่ใช่แมวแล้วเป็นอะไร”
“ลูกเสือขอรับ” เยว่ฉี
“ใช่แล้วขอรับ ลูกเสือ” เยว่เทียน
“พอแล้วไม่ต้องพูดอันใดแล้วกินข้าวๆ เก็บมาแล้วก็แล้วไปเถอะ ต่อให้ชาวบ้านจะนินทาว่ายามนี้เกิดภัยแล้งพวกเรายังเก็บคนเก็บแมวมาเลี้ยงก็ตามที แต่พวกเราไม่ได้ไปเอาข้าวของคนอื่นมากิน พวกเจ้าไม่ต้องไปสนใจ”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ”
เสิ่นเทียนหยางเห็นภรรยาพูดเช่นนี้เขาก็ไม่พูดอันใดต่อไปอีก ก้มหน้าก้มตากินข้าวจากนั้นก็นำน้ำไปต้มให้เดือดแล้วล้างตะเกียบ ส่วนถ้วยชามใช้ใบไม้เช็ดจนไม่มีเศษอาหารแล้วค่อยมาล้างน้ำร้อนอีกครั้ง หลังจากที่กินข้าวล้างจานเก็บของแล้ว เสิ่นเทียนหยางก็ได้เล่าเรื่องราวของเย่อันซื่อให้กับภรรยาและลูกๆฟัง รวมถึงเรื่องเมืองเป่ยโจวด้วย
“จะทำเช่นไรดี ตอนนี้เหลือเวลาไม่นานก็จะเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว หากพวกเราต้องเดินทางอ้อมเป่ยโจวไปข้าเกรงว่าพวกเราคงได้ไปตายกลางทางเป็นแน่ ถ้าเกิดว่าพวกชาวบ้านผันตัวมาเป็นโจรปล้นชิงก็ยิ่งเลวร้ายไปอีก ”
“เรื่องนี้ข้าจะไปแจ้งให้หัวหน้าหมู่บ้านรู้ จากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านจะตัดสินใจไปต่อหรือกลับบ้านเกิดก็แล้วแต่การตัดสินใจของหัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องนี้ต้องมีการประชุมกับชาวบ้านเสียก่อน”
“เช่นนั้นท่านรีบไปเถอะ ”
“ท่านแม่ข้าว่าภูเขาที่ข้ากับพี่ใหญ่พี่รองไปเก็บฟืน อุดมสมบูรณ์มากเจ้าค่ะ เหตุใดพวกเราไม่ย้ายเข้าไปหลบอยู่ในภูเขา รอดูว่าฝนจะตกลงมาหรือไม่ หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวไป จากนั้นพวกเราค่อยกลับบ้านเกิดก็ยังไม่สาย ดังคำโบราณว่าเอาไว้ คนเราอยู่ใกล้ภูเขาอาศัยภูเขาดำรงชีวิต”
“คนโบราณรึ คนโบราณที่ใดบอกเจ้าเช่นนี้เล่าน้องสาว” เยว่เทียน
“ข้าได้ยินคนอื่นพูดมาอีกทีเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้ารีบไปเช็ดหน้าเช็ดตาแล้วพักผ่อนให้เร็วเข้า ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้พวกเราอาจจะต้องเดินทางกันต่อ”
