ตอนที่ 14 ปัญหาใหญ่
ดูเหมือนว่าตอนนี้ปัญหาเรื่องอาหารของพวกชาวบ้านจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับชาวบ้านก็คือเครื่องปรุงโดยเฉพาะเกลือ ตอนนี้เมืองเป่ยโจวไม่สามารถเข้าไปได้ เกลือเป็นสิ่งที่ชาวบ้านใช้ถนอมอาหารและปรุงอาหาร ที่สำคัญเกลือยังขึ้นอยู่กับการควบคุมของราชสำนัก มีการกำหนดราคาและปริมาณในการขายในแต่ละครั้ง
เมื่อวานพวกเขาล่าหมูป่าได้สองตัว หลังจากจัดการทำความสะอาดแล้วแบ่งเนื้อหมูที่ล่ามาได้ สี่ครอบครัว ครอบครัวละครึ่งตัว นอกจากหมูป่าแล้วยังมีไก่ฟ้ากระต่ายป่าอีกหลายตัว การหาอาหารของพวกชาวบ้านนั้น จะใช้วิธีรวมกลุ่มกับครอบครัวที่สนิทสนมกันดีและไปมาหาสู่กันอยู่ตลอด ส่วนครอบครัวของใครที่ไม่มีผู้ชายเข้ากลุ่มล่าสัตว์ ทางหัวหน้าหมู่บ้านจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ รวมถึงพวกของเสิ่นเทียนหยางด้วย ในหมู่บ้านมีครอบครัวของแม่ม่ายเฉียนกับแม่หม้ายหลี่ สามีของคนทั้งสองคนเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่แล้ว
ครอบครัวของทั้งสองคนมีลูกที่ยังเป็นเด็กเล็กๆอายุสี่หรือห้าขวบ มันเป็นเรื่องยากที่แม่หม้ายทั้งสองคนจะเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียวในสถานการณ์เช่นนี้ ชาวบ้านเองก็ไม่ได้ดูดายทั้งสองครอบครัวนี้พวกเขาแบ่งปันอาหารตามความสามารถของตัวเอง แต่ก็มีหลายครอบครัวเช่นเดียวกันที่ไม่เคยแบ่งปันอาหารและไม่เต็มใจที่จะแบ่งปันอาหารกับทั้งสองครอบครัวนี้ เช่นบ้านใหญ่เสิ่นและเหล่าบรรดาครอบครัวสหายของเสิ่นหงอัน
“ท่านแม่ ท่านพ่อไปที่ใดเจ้าคะ”
“ท่านพ่อของเจ้าไปหาหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว เพื่อพูดคุยเรื่องรับอันซื่อเป็นลูกบุญธรรม เดิมทีเมื่อวานพ่อของเจ้ายังต้องการจัดงานเลียงเล้กๆเพื่อรับอันซื่อ แต่ทว่ากลับจากล่าสัตว์มืดค่ำจนเกินไป วันนี้พ่อเจ้าก็เลยไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านน่ะ ยังมีเรื่องที่อันซื่อจะเปลี่ยนชื่อแซ่ ต่อไปนี้ฉีเอ๋อร์เจ้าคือพี่รอง เทียนเอ๋อร์ เจ้าเป็นพี่สาม ส่วนลูกอิงอิงเจ้าก็เป็นน้องสี่เล็กสุดของบ้านไป พี่อันซื่อของพวกเจ้าต่อไปจะมีชื่อใหม่ว่าเสิ่นเยว่อัน พวกเจ้าต้องเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ ในที่สุดข้าก็ไม่ต้องแบกคำว่าพี่ใหญ่เอาไว้อีกต่อไปแล้ว ดีจริงๆ”
“ก็มีแค่ข้าไม่ใช่รึที่ยังคงเป็นน้องเล็กของบ้าน เช่นนี้หากข้าอยากเป็นพี่สาวจะทำเยี่ยงไรเล่า ท่านแม่ ข้าว่าท่านมีน้องให้ข้าเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากเป็นน้องเล็ก”
“เจ้าลูกคนนี้นี่ เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใดกัน เจ้าไม่ดูบ้างว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ใด ยังจะอยากเป็นพี่สาวอันใดกัน ไปๆ พวกเจ้าจะไปไหนก็ไปกันเถอะ ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าพี่น้องชักชวนกันไปหาของป่ารึ”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ไปแล้ว ไปตอนนี้เลย ข้าก็แค่พูดไม่เห็นท่านแม่จะต้องโกรธเลยนี่เจ้าคะ พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม ไปกันเถอะ ไปเรียกพี่ชายบ้านไป๋ บ้านฟู่ แล้วก็ลูกพี่ลูกน้องด้วยนะเจ้าคะ วันนี้พวกเราจะเข้าป่ากัน”
“ตกลง ข้าจะไปเรียกพวกเขาเอง พี่ใหญ่เอาตะกร้าของข้าไปให้ด้วยนะขอรับ” เยว่เทียน
“ท่านแม่บุญธรรมข้าไปก่อนนะขอรับ”
“อันเอ๋อร์ เจ้าเรียกท่านแม่เถอะ อย่าได้เรียกแม่บุญธรรม เจ้าจงจำเอาไว้ว่าตอนนี้เจ้าคือเสิ่นเยว่อันลูกชายของข้า เข้าใจหรือไม่ การกระทำเช่นนี้ก็เพื่อตัวเจ้าในวันข้างหน้า”
“ขอรับท่านแม่ ข้าทราบแล้ว ขอบคุณท่านแม่มากขอรับ”
“ไปเถอะ ดูแลน้องๆของเจ้าให้ดี โดยเฉพาะน้องสาวของเจ้า อย่าให้นางทำอันใดตามใจและซุกซนมาก เข้าใจหรือไม่”
“ขอบรับท่านแม่ ”
“เสี่ยวมาว เจ้าไปกับข้า ข้าจะพาเจ้าไปกินของอร่อย” เสิ่นอิงอิงวิ่งกลับมาอุ้มลูกเสือน้อยใส่ลงในตะกร้าสะพายหลังจากนั้นก็วิ่งออกไปทันที
หานหลิวอิงได้แต่มองตามหลังลูกสาวไปจนสุดสายตา การที่ลูกสาวกลายมาเป็นเด็กร่าเริงเช่นนี้ก็ดีแล้วเมื่อก่อนเสิ่นอิงอิงค่อนข้าวเป็นคนที่พูดน้อยขี้อายและขี้กลัวแต่หลังจากถูกเสิ่นเหมยลี่ผลักหัวกระแทกหินครั้งนั้น หลังจากหายดีนางก็กลายเป็นเช่นนี้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก
ทางด้านเสิ่นเทียนหยางหลังจากที่เขาได้แจ้งความประสงค์ของตัวเองในเรื่องรับบุตรบุญธรรมและการเปลี่ยนชื่อแซ่ของเย่อันซื่อ ทางหัวหน้าหมู่บ้านไม่ขัดข้องเพียงแต่ว่าเรื่องทะเบียนบ้านนั้นจะต้องรอจนกว่าที่พวกเขาจะเดินทางกลับถึงบ้านเกิดเสียก่อน
“ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้ามากจริงๆ หากพวกเราไม่ยอมเดินขึ้นเขามา คงไม่มีวันได้ใช้ชีวิตที่ดีเช่นนี้ ตอนนี้ถึงแม่ว่าจะลำบากอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับผ่านมันไปไม่ได้ ”
“ข้าเองก็หวังว่าให้พวกเราชาวบ้านผ่านพ้นเรื่องนี้ไปด้วยกัน การเดินทางในครั้งนี้ทำให้ข้าคิดได้ว่าไม่มีที่ใดที่จะดีไปกว่าบ้านเกิดของพวกเรา”
“นั่นสิ ไม่รู้ว่าป่านนี้หมู่บ้านของพวกเราจะเป็นเช่นไรบ้าง”
“ก็คงจะกลายเป็นหมู่บ้านร้างไปแล้วกระมังขอรับ ก็พวกเราเดินทางออกจากหมู่บ้านกันหมด”
“นั่นสิ เอาล่ะเจ้ามีเรื่องอันใดก็ไปทำเถอะ ข้าได้ยินเสียงลูกๆกับหลานของเจ้า เข้าป่าไปหาของป่าแล้ว”
“ขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
เสิ่นอิงอิงที่วิ่งเข้าป่าไปก็บังเอิญเจอกับเสิ่นเหมยลี่ที่กำลังจะออกไปหาของป่ากับสหายของนางเข้าพอดี เดิมทีนางไม่อยากจะวุ่นวายกับคนพวกนี้สักเท่าไหร่ แต่ทว่าหนึ่งในสหายของเสิ่นเหมยลี่กับพูดจาไม่เข้าหูนางจนได้ เสิ่นอิงอิงที่กำลังอารมณ์ดีกลับต้องมาอารมณ์เสียเพราะคนพวกนี้
“นี่เหมยลี่เจ้าดูสิ บ้านอารองของเจ้าต่อให้แยกบ้านออกไปตัดขาดกันแล้วยังไงล่ะ แต่ก็ยังนับว่าเป็นลูกของท่านปู่ท่านย่าเจ้า นอกจากคนบ้านรองไม่กตัญญูแล้วยังไปเก็บคนจรจัดไร้บ้านเอามาเป็นลูกอีก เจ้าว่าคนแบบนี้เรียกว่าอันใดดีนะ” เจียงหรูอี้
“จะให้เรียกอันใดได้นอกจากอกตัญญู”
“นี่พวกเจ้า จะมาเรียกร้องหาความกตัญญูอันใดรึ ใครที่เขียนจดหมายตัดขาดกับพ่อของข้า ไม่ใช่ท่านปู่ท่านย่าของเจ้ารึ ใครกันแน่ที่อกตัญญู ไม่ใช่พวกเจ้ารึ พ่อแม่เจ้าด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมาพ่อแม่ของข้ารวมถึงพวกข้าพี่น้องทำงานหนักเป็นวัวเป็นควาย กินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นเสื้อผ้าดีๆไม่เคยมี พวกเจ้าล่ะ พวกเจ้าทำอันใดบ้างหากไม่มีบ้านข้าคอยทำงานอย่างหนักพวกเจ้ายังจะมีอาหารกินหรือไม่ เงินที่พ่อข้าหามาได้ไม่ใช่ว่าพ่อของเจ้าเอาไปจนหมดรึ ดีนักนี่พี่ชายของเจ้าสมองก็ใช่จะดี เรียนไม่เก่งแต่พพวกคนใจดำเช่นพวกเจ้าส่งเขาไปเรียน กินดื่มสุขสบายแม้กระทั่งถงเซิงยังสอบไม่ผ่าน ส่วนพี่ชายของข้า ทั้งเรียนเก่ง ทั้งฉลาดกลับต้องมาทำไร่ทำนาหาเลี้ยงหมาป่าตาขาวเช่นพวกเจ้า หากจะมีคนที่เป็นคนสารเลวนั่นย่อมเป็นพวกเจ้า พวกเจ้าทั้งครอบครัว หาใช่พ่อแม่ของข้าไม่ หากเจ้ากล้าพ่นคำสกปรกเหล่านี้ออกจากปากเจ้าอีก และหากข้าได้ยินเจ้ายังไปพูดจาใส่ร้ายพ่อแม่ของข้า ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะถอนฟันของพวกเจ้า จำเอาไว้ อ้อ เรื่องที่เจ้าผลักข้าจนหัวแตก บ้านพวกเจ้ายังไม่ได้ชดใช้ให้ข้าเลย ระวังเอาไว้พยานรู้เห็นมี ข้าจะไปแจ้งทางการเมื่อกลับถึงบ้านเกิด”
“เจ้ากล้ารึ ”
“เหตุใดข้าจะไม่กล้า เจ้าเป็นผู้ใด ใครให้หน้าเจ้า ข้าเสิ่นอิงอิงผู้นี้หาใช่เสิ่นอิงอิงเมื่อครั้งก่อน ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้ารังแกอีกต่อไปแล้ว”
“นี่ อิงอิงเจ้าเองก็พูดจาเกินจริงไปหรือไม่ เหมยลี่ไม่ได้หมายความเช่นนั้น นางแค่อาจจะยังโกรธพวกเจ้าอยู่”
“เจ้าหุบปากไปเลยนะเจียงหรูอี้ ไม่ใช่เจ้าหรอกรึที่พ่นวาจาสกปรกใส่ครอบครัวข้าก่อน พวกเจ้าสองคนนี่มันผีเน่ากับโลงผุจริงๆ เก็บปากของเจ้าเอาไว้ให้ดีๆ เก็บฟันของเจ้าเอาไว้เคี้ยวอาหาร หากเจ้ายังพ่นวาจาสกปรกไม่ยั้งคิดข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเลาะฟันของเจ้าอีกคน ”
ยังไม่ทันที่เจียงหรูอี้จะได้พูดอันใดต่อ เสิ่นอิงอิงก็เตะก้อนดินที่อยู่บนพื้นสุดแรงทำให้ก้อนดินขนาดเท่าหัวคนแตกกระจายทันทีท่ามกลางความตกใจของทั้งสองคน นางไม่อยากต่อปากต่อคำกับสองคนนี้อีกจึงรีบวิ่งตามหลังพวกพี่ชายไป
“น้องรอง น้องสาม ปกติน้องสี่ดุร้ายเช่นนี้หรือไม่” เยว่อัน
“ไม่นะขอรับพี่ใหญ่ นางอ่อนหวานเรียบร้อย ขี้กลัว ขี้อายแต่นางเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้หลังจากที่นางได้รับบาดเจ็บตอนที่เราเดินทางออกจากบ้านเกิด เสิ่นเหมยลี่แย่งของกินนางแล้วผลักนางหัวกระแทกหิน พอนางหายดีก็กลายเป็นเช่นนี้ไปแล้วขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ต่อไปอย่าให้ใครมารังแกน้องสาวของพวกเราได้ เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
“พวกเจ้าพี่น้องบ้านเสิ่น พวกเจ้ามัวคุยอันใดกันจะไปกันได้หรือยังเล่า” ไป๋ชิง
“ไปแล้ว ไปแล้ว เจ้ารีบอันใดนักหนาไป๋ชิง”
“ก็ไม่ได้รีบเท่าไหร่ แค่อยากไปให้เร็วกว่านี้ พวกเราจะได้มีเวลาหาของป่ามากหน่อย”
“เมื่อไหร่เมืองเป่ยโจวจะได้รับการแก้ไข ตอนนี้ที่บ้านข้าไม่มีเกลือเหลือแล้ว ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะสามารถเข้าไปในเมืองได้ ”ฟู่หมิง
“เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดจะสามารถหาคำตอบได้ ที่สำคัญพวกเราไม่รู้ว่าภายในเมืองเป่ยโจวเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ แต่ข้าว่าหากทหารของทางการหันคมหอกคมดาบใส่ชาวบ้านแล้วล่ะก็ ข้าว่ามันออกจะไม่ปกติอยู่สักหน่อย” เยว่อัน
“นั่นสิ ตอนนี้พวกเราถือว่าโชคดีแล้วที่สามารถหาที่พักหลบภัยและยังสามารถหาอาหารได้บ้าง” ไป๋ชิง
“เกลือขาดแคลนเช่นนั้นรึ แบบนี้ก็แย่น่ะสิ พี่ใหญ่พวกท่านหาของป่ากับเก็บฟืนไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าขอไปดูทางด้านนั้นสักครู่”
“น้องสี่ เจ้าจะไปที่ใดท่านแม่สั่งเอาไว้ว่าห้ามมิให้เจ้าวิ่งซุกซนไปทั่ว”
“พี่ใหญ่ ข้าหาได้วิ่งซุกซน แค่ไปดูทางนั้น ตรงนั้นเอง ท่านก็ลืมตาข้างหลับตาข้างบ้างเถอะเจ้าค่ะ”
เสิ่นอิงอิงวิ่งหนีไปด้วยความรวดเร็ว ในเมื่อเกลือขาดแคลน ในป่าย่อมมีดินโป่ง ดินโป่งมีรสเค็มสัตว์ป่าบางตัวชอบกินดินโป่ง เช่นนั้นหากนางหาดินโป่งพบก็จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องเกลือได้หากว่าสามารถต้มเกลือได้ เสิ่นอิงอิงเดินเข้าไปในป่าลึกเรื่อยๆ จนกระทั่งนางมาถึงภูเขาหินปุนที่มีน้ำไหลซึมออกมา หากเป็นไปตามที่นางคิดเอาไว้ นี่ควรจะเป็นโป่งเปียกลองชิมน้ำที่ไหลออกมาจากภูเขาหินปูนดูก็จะได้คำตอบแล้ว หากว่าน้ำเค็มก็สามารถต้มเกลือได้ นางไม่รอช้ารีบเอามือจุ่มลงไปในน้ำแล้วชิมทันที
“ยี๊ แหวะ ทั้งเค็มทั้งขม ตอนแรกข้าก็คิดว่ามันน่าจะเค็ม แต่ไม่คิดว่าจะเค็มขนาดนี้ เสี่ยวมาวเจ้าอยากลองชิมหรือไม่”
“มาว ” เสี่ยวมาวส่ายหัวดิกๆ
“ร้องซะเหมือนแมวเลยนะ อย่าลืมว่าเจ้าไม่ใช่แมวจริงๆศักดิ์ศรีของเจ้ายังมีอยู่หรือไม่”
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เชิงอรรถ
โป่ง เป็นแหล่งดินที่มีรสเค็มและละเอียดซึ่งเกิดจากแร่ธาตุบางชนิด เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แร่ธาตุในโป่งประกอบไปด้วยโซเดียม แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส และสังกะสี ซึ่งเป็นที่ต้องการของกระดูกและกล้ามเนื้อ แร่ธาตุเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งสัตว์สัตว์ป่าไม่สามารถหาทดแทนได้จากพืช ดังนั้นโป่งจึงเป็นแหล่งแร่ธาตุสำหรับสัตว์ป่าซึ่งกินพืชเป็นอาหาร ส่วนใหญ่พบโป่งได้มากในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบ จากมากไปน้อยตามลำดับ
ชนิดของโป่งที่มีในธรรมชาติ
1.โป่งดิน หรือ โป่งแห้ง : เป็นบริเวณที่สัตว์ลงไปใช้ประโยชน์ มักเป็นเนินเตี้ย ๆ หรือเป็นหย่อมดินโล่งอยู่กลางบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ สังเกตเห็นได้จากการที่มีร่อยรอยการใช้ของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นรอยขุด รอยตีนย่ำ สัตว์มักจะใช้ปากขุดลงไป ปกติจะลึกไม่เกิน 1 เมตร เพื่อกินดินเหล่านั้น โดยเริ่มกินที่ผิวดินก่อนแล้วค่อย ๆ กินลึกลงไปเป็นบริเวณกว้างไม่เกิน 10 เมตร โป่งดินจะพบตามริมหรือในห้วยที่เป็นที่ราบ ในฤดูฝนที่มีน้ำท่วมขัง สัตว์ป่าจะไม่เลียกินดินแต่จะเลียกินน้ำแทน
2.โป่งน้ำ หรือ โป่งเปียก : ปกติเป็นแหล่งที่เป็นต้นน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นน้ำซึมหรือน้ำซับหรือที่ไหลออกมาจากภูเขาหินปูน แอ่งหรือบ่อที่เป็นโป่งดินมาก่อนโดยจะมีน้ำขังตลอดปี มักพบโป่งน้ำตามภูเขา
ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย
