ตอนที่ 10 อพยพขึ้นภูเขา
เช้าวันนี้เดิมทีจะต้องเก็บข้าวของแล้วไปหาที่พักในภูเขาแต่ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ มีชาวบ้านจากหมู่บ้านหลี่เจียชุนที่หนีตายมา และชาวบ้านที่หนีรอดตายมาจากหมู่ล้านกินคนได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับหัวหน้าหมู่บ้านฟัง เดิมทีพวกเขาเดินทางไปถึงเมืองเป่ยโจวแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าไปในเมืองเนื่องจากประตูเมืองปิด ด้านหน้าประตูเมืองมีผู้อพยพลี้ภัยอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาไม่มีทั้งอาหารและน้ำดื่ม บางคนเริ่มกินลูกหลานตัวเอง บางครอบครัวขายลูกขายภรรยาเพื่อแลกอาหาร
เหตุการณ์เลวร้ายลงทุกวัน เจ้าเมืองเป่ยโจวไม่สนใจว่าชาวบ้านที่อยู่นอกเมืองจะตายหรืออยู่ คำสั่งเดียวคือห้ามเปิดประตูเมืองรับผู้ลี้ภัยและห้ามผู้ลี้ภัยเข้าไปในเมืองเด็ดขาดไม่ว่าจะมีญาติอยู่ในเมืองก็ตาม หัวหน้าหมู่บ้านหลี่เจียชุนจึงตัดสินใจพาชาวบ้านเดินย้อนกลับมาทางเดิม ระหว่างเดินทางผ่านหมู่บ้านร้างก็เป็นเวลามืดค่ำแล้วจึงคิดจะพักที่หมู่บ้านนี้
แต่ใครจะไปคิดว่าหมู่บ้านที่พวกเขาคิดว่าเป็นหมู่บ้านร้าง แต่ความจริงแล้ว มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย พวกเขาแอบซ่อนอยู่ในห้องใต้ดินเพื่อให้คนที่เดินทางผ่านมาเข้าใจผิดและคิดว่าเป็นหมู่บ้านร้าง พอชาวบ้านเริ่มนอนหลับพักผ่อน คนเหล่านั้นก็จะออกมาจับชาวบ้านมัดเอาไว้และเริ่มลงมือฆ่าและนำเนื้อไปทำอาหารแม้แต่เลือดยังถูกนำไปดื่มแทนน้ำ คนเหล่านี้ไม่ต่างจากภูตผีที่ขึ้นมาจากขุมนรก พวกเขากระทำการโหดเหี้ยมลงมือไม่เว้นแม้แต่เด็กและคนชรา
หลังจากที่ได้ฟังหัวหน้าหมู่บ้านหลี่เจียชุนเล่าจบ หัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกดีใจมาก ที่ตัวเองเชื่อในคำพูดของเสิ่นเทียนหยางแล้วพาชาวบ้านเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง ไม่เช่นนั้นแล้วเขาไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอันใดขึ้นบาง หากตอนนั้นเขายังดึงดันจะพาชาวบ้านเดินตามเส้นทางที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ครั้งแรก ชาวบ้านในหมู่บ้านเสิ่นเจียชุนคงมีสภาพไม่ต่างจากชาวบ้านหมู่หลี่เจียชุนเป็นแน่
“เช่นนั้นแล้วพวกท่านจะทำเยี่ยงไรต่อไป”
“หัวหน้าหมู่บ้านเสิ่นเดิมทีพวกข้าหารือกันระหว่างทางแล้วว่าอยากจะเดินทางกลับหยางโจวบ้านเกิด อย่างน้อยๆก็ไม่ถึงกับฆ่าแกงกันกินเนื้อ ไม่ต้องขายลูกขายเมียแลกอาหาร เพียงแต่ตอนนี้พวกเราไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรต่อไปดี แล้วพวกท่านล่ะ จะไปต่อหรือกลับบ้านเกิด”
“พวกข้าหารือกันแล้วว่าจะกลับบ้านเกิดเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าตอนนี้พวกเรายังไม่สามารถเดินทางกลับไปได้ ตอนนี้ใกล้จะเข้าฤดูหนาวเต็มทีแล้ว พวกเราเลยหารือกันว่าจะขึ้นเขาไปหาที่พักชั่วคราวก่อน อาจจะเป็นถ้ำหรือต้องสร้างกระท่อมจากไม้รอจนฤดูหนาวผ่านพ้นไปค่อยเดินทางกลับหมู่บ้าน พวกข้าเห็นว่าขึ้นเขาไปยังมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะหาผักป่า หรือล่าสัตว์มาเป็นอาหารได้ หากพวกเราร่วมมือกันข้าเชื่อว่าจะต้องผ่านไปได้แน่นอน”
“เช่นนั้นพวกข้าก็จะขอขึ้นภูเขากับพวกท่านด้วยก็แล้วกัน แต่พวกท่านไม่ต้องกังวลพวกเราชาวหลี่เจียชุนจะแยกที่พักไม่พักรวมกับพวกท่าน”
“เอาตามที่พวกท่านสะดวกเถอะ พวกเราเองไม่คัดค้านเช่นนั้นตอนนี้พวกท่านยังเดินไหวอยู่หรือไม่ หากไหวพวกเราจะขึ้นเขาไปตอนนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาไม่น้อยแล้ว ”
“ตกลง ข้าขอไปแจ้งชาวบ้านก่อน บอกตรงๆว่าหากพวกเราพักอยู่ที่นี่ ข้าเกรงกว่าคนพวกนั้นจะตามมาพบพวกเรา คนพวกนั้นอำมหิตมาก ทางที่ดีพวกเรารีบไปจากตรงนี้จะดีที่สุด”
“เช่นนั้นท่านไปบอกให้ชาวบ้านเตรียมเถอะ พวกเราจะขึ้นเขาทันที ส่วนชาวบ้านของพวกเราเตรียมตัวกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ”
หลังจากที่ทั้งสองหมู่บ้านได้คุยและได้รับรู้ถึงความต้องการของทั้งสองฝ่าย หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะขึ้นเขาเพื่อไปหาที่พัก ทั้งสองหมู่บ้านก็ออกเดินทางทันที ส่วนชาวบ้านที่มีความเห็นขัดแย้งเรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านจะไม่เดินทางต่อนั้นตอนนี้พวกเขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ตัวเองไม่ได้หุนหันพลันแล่นออกเดินทางไป หาไม่แล้วคงได้ตกตายเป็นแน่
“ข้าไม่คิดว่าเรื่องที่เจ้าเด็กคนนั้นบอกเทียนหยางจะเป็นเรื่องจริง” ซูเหนียง
“ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเป็นเรื่องจริง พวกเจ้าตอนนี้อย่าได้ทำการอันใด หรืออย่าได้ไปหาเรื่องขัดแย้งกับพวกเทียนหยางเป็นอันขาด ตอนนี้ชาวบ้านให้ความสำคัญกับเขา หากพวกเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอย่ามาพูดว่าข้าใจร้ายทีหลังก็แล้วกัน ”เสิ่นหงเซวียน
“ท่านพ่อท่านพูดเช่นนี้หรือว่าท่านยังอยากจะหาทางปรองดองแล้วกลับไปรวมกับครอบครัวของน้องรองหรือขอรับ”
“ไม่ได้นะท่านพี่ ข้าไม่ยอมเป็นเด็ดขาด”
“ข้าบอกพวกเจ้าเมื่อไหร่ว่าจะกลับไปรวมกับเจ้ารองอีกครั้ง หยุดเอะอะโวยวายกันได้แล้ว เมื่อเราเดินทางกลับถึงบ้านเกิด ทุกอย่างที่สมควรเป็นของพวกเจ้ามันก็ยังเป็นของพวกเจ้าอยู่แล้ว”
“แต่เดิมมันก็สมควรเป็นของพวกเรา เขาไม่มีสิทธิ์อยู่แล้ว ”นางซูเหนียงบ่นออกมาเสียงเบา
“ท่าน แม่ท่านพูดอันใดเจ้าคะ ผู้ใดไม่มีสิทธิ์หรือเจ้าคะ”
“ไม่มีอันใด ข้าไม่ได้พูดอันใดทั้งนั้น เจ้าได้ยินผิดไปแล้วล่ะ”
“รีบเดินได้แล้ว ”
“ท่านปู่ ท่านย่า ดูเหมือนว่าข้าจะเห็นท่านอาหญิงกับครอบครัวของนางรวมตัวกับครอบครัวท่านอารองขอรับ”
“ไม่ต้องไม่สนใจ นังลูกอกตัญญูผู้นั้น ข้ารึอุตส่าห์หาสามีให้แต่นางกลับคิดว่าข้าขายนางให้หลี่เจี้ยนกั๋ว ชั่วชีวิตนี้นางจะไปหาสามีที่ดีจากที่ไหนได้อีก”
นางซูเหนียงพูดออกมา แต่ในใจกลับคิดว่าเสิ่นหงเจินเกิดมาเป็นลูกสาวของนาง คนเป็นแม่ขายนางแล้วจะทำไม นางย่อมต้องกตัญญูต่อมารดาผู้ให้กำเนิดถึงจะถูกต้อง ก็ลูกสาวเมื่อแต่งงานออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป พวกขี้แพ้ไร้ค่า จะเอาตัวเองมาเปรียบเทียบกับลูกชายและหลานชายของนางได้เช่นไรกัน
หลี่เจี้ยนกั๋วสงสารภรรยาที่มีมารดาผู้ให้กำเนิดเป็นคนเห็นแก่ตัวเช่นนี้ แต่ตัวเขาเองก็หลงรักภรรยาที่อายุน้อยคนนี้จากใจจริง เขาถึงกับยอมยืมเงินเพื่อนำไปเป็นสินสอด หลังจากแต่งภรรยาเข้าบ้าน เขาไม่เคยให้นางต้องพบเจกับความลำบากไม่ว่างานหนักงานเบาเขาล้วนทำเองทั้งหมด นางเพียงแค่ดูแลลูกๆที่บ้าน ทำอาหารดูแลบ้านและแปลงผักหลังบ้านของนางเท่านั้น เพื่อเป็นการชดเชยให้นาง ถึงแม้เขาจะยากจนแต่เขาก็สามารถเลี้ยงภรรยาให้สุขสบายได้
“พี่รอง เกิดอันใดขึ้นกับพวกท่านเจ้าคะ”
“ไม่มีอันใดน้องสาว ก็แค่ท่านพ่อกับท่านแม่บังคับแยกบ้านและไล่พวกเราออกมาตัวเปล่า ก่อนออกเดินทางเพียงสามวันเท่านั้น ตอนนี้ข้ากับพวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก ”
“ท่านพ่อกับท่านแม่ ก็ยังเป็นคนเห็นแก่ตัว ข้าจะคอยดูว่าพี่ใหญ่สามารถดูแลพวกเขาให้อยู่สุขสบายได้หรือไม่ ตอนที่ข้ายังไม่ออกเรือน พี่สะใภ้ใหญ่แต่งเข้าบ้านมา นางไม่เคยหยิบจับอันใดเลย พอท่านแต่งพี่สะใภ้รองมาก็เป็นข้ากับพี่สะใภ้รองทำทุกอย่าง ข้าอยากจะรู้ว่าพวกเขาจะทำเช่นไรเมื่อต้องอยู่ในป่าเช่นนี้ ข้าเองจะไม่ยื่นมือเข้าไปสอดในบ้านใหญ่ ไม่ว่าใครก็ห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขา”
“เอาล่ะๆ รีบเดินเถอะ เจ้าอย่าได้โมโหเลย ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ ”หลี่เจี้ยนกั๋วรีบปลอบภรรยา
“ท่านก็เป็นเสียอย่างนี้”
“แต่ข้ากลับดีใจที่พวกเขาเห็นแก่เงิน ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่มีวาสนาได้แต่งเจ้ามาเป็นภรรยา เอาล่ะเราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก รีบเดินเถอะ”
หลังขากเดินขึ้นเขามาได้หนึ่งชั่วยามก็มาถึงป่าลึกชั้นใน พวกเขาตัดสินใจพักดื่มน้ำ จากนั้นเหล่าชายฉกรรจ์ก็เริ่มที่จะออกสำรวจภายในป่า เพื่อมองหาถ้ำที่มีขนาดใหญ่สำหรับใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างรอเดินทางกลับบ้านเกิดที่หยางโจว
ชาวบ้านหลี่เจียชุนพบถ้ำขนาดใหญ่อยู่ไกลออกไปจากจุดพักสิบลี้ ทั้งหมู่บ้านตกลงที่จะเข้าไปพักในถ้ำด้วยกัน ยกเว้นครอบครัวของหลี่เจี้ยนกั๋วเพราะเสิ่นหงเจินต้องการติดตามเสิ่นเทียนหยางผู้เป็นพี่ชาย เมื่อเห็นว่าชาวบ้านหลี่เจียชุดได้ที่พักแล้ว แต่ทว่าพวกเขายังหาถ้ำไม่พบ จึงได้ออกเดินทางกันต่อ หลังจากเดินมาได้สองเค่อก็พบถ้ำขนาดใหญ่ ที่พอจะให้ชาวบ้านอาศัยอยู่ได้ทั้งหมู่บ้าน ถ้ำที่หาพบอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับถ้ำของหมู่บ้านหลี่เจียชุนแต่ไม่ไกลกันมากนัก
เสิ่นเทียนหยางไม่ต้องการพักรวมกับชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน พวกเขาจึงตัดสินใจเดินผ่านกำแพงหินเข้าไป เสิ่นอิงอิงเห็นว่าภายในกำแพงหินนี้มีเนื้อที่กว้างขวางพอให้พวกเขาได้ปลูกกระท่อมหรือสร้างบ้านหลังเล็กๆของแต่ละครอบครัวครัวเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ที่สำคัญกำแพงหินพวกนี้ยังสามารถป้องกันลมหนาวได้เป็นอย่างดี ทางเข้าในกำแพงหินนี้ยังอยู่หลังกำแพงเถาวัลย์นับว่าปลอดภัยอย่างยิ่ง ที่สำคัญอยู่ห่างจากถ้ำที่ชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงสามลี้เท่านั้น
“เอาล่ะ พวกเราจะอยู่ที่นี่ ตอนนี้ก็เลือกที่ ที่จะสร้างบ้านก่อนส่วนตัวข้าคิดว่าจะสร้างจากไม้ไม้ ในป่ามีไม้บางต้นที่ตายแล้วเราสามารถตัดแล้วมาสร้างบ้านได้ ”
“เทียนหยาง เช่นนั้นเราจะสร้างบ้านของเจ้าก่อน จากนั้นก็ค่อยสร้างบ้านของคนอื่น” ไป๋เฉียนโจว
“ไม่ได้ เรื่องนี้ข้าไม่เห็นด้วย สร้างบ้านของเจ้าสองคนก่อน จากนั้นก็ค่อยสร้างบ้านของน้องสาวข้า ส่วนบ้านของข้าเอาไว้ทีหลัง พวกเจ้ามีคนในครอบครัวหลายคนอีกทั้งท่านลุงท่านป้าก็อายุมากแล้ว ”
“แต่ว่า..”
"ไม่มีแต่เอาตามนี้ วันนี้พวกเราทำเพิงที่พักกันก่อน ส่วนเรื่องตัดไม้สร้างบ้านเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"
“ ตกลง ”
“ท่านพ่อ เรื่องหาอาหารกับน้ำดื่ม ยกให้เป็นหน้าที่ของข้ากับพวกพี่ใหญ่ อย่างน้อยๆตอนนี้ ยังมีพี่ชายไป๋ชิง พี่ชายฟู่เหลียงส่วนลูกพี่ลูกน้องสองคนก็สามารถไปหาผักป่ากับพวกเราได้ พวกท่านเร่งมือสร้างบ้านให้เสร็จก็พอ หากว่าพวกเราพบแหล่งน้ำแล้วไม่สามารถเอากลับมาได้จะมาตามพวกท่านไปขนกลับมาเจ้าค่ะ”
“ในป่าอันตรายมา พวกเจ้าต้องระวังเข้าใจหรือไม่ ”
“ท่านพ่อวางใจได้ ข้ารู้หนักเบาอีกอย่างพี่ใหญ่กับพี่รองยังมีพี่ชายไป๋กับพี่ชายฟู่ ท่านพ่อไม่ต้องห่วง”
“ลำบากเจ้าแล้วลูกสาว”
“ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ”
