บทที่ 2 เส้นทางร้ายที่ฉันเลือกเอง 70s
บทที่ 2 เส้นทางร้ายที่ฉันเลือกเอง 70s
เมื่อเปิดประตูได้แล้ว เธอจึงรีบมายังตู้เสื้อผ้าแล้วเปิดมันออก หญิงสาวพยายามค้นหาของทั่วทั้งตู้ จนเจอกล่องเหล็กขนาดกลางซ่อนอยู่ จึงได้หยิบมันออกมา แต่ไม่คิดว่าตนเองจะซุ่มซ่ามจนถูกเหล็กบาดนิ้วจนเลือดออก และเหมือนสร้อยคอที่ใส่อยู่จะหลุดออกมาจากคอ เธอจึงรีบยกมือไปคว้าเอาไว้ ทำให้เลือดที่ปลายนิ้วเลอะลงไปบนจี้ห้อยคออย่างไม่ตั้งใจ จากนั้นก็เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดร่างของเธอเข้ามาที่โกดังแห่งหนึ่ง ซึ่งในนั้นเต็มไปด้วยของกินของใช้มากมาย
“หรือนี่จะเป็นมิติวิเศษ เหมือนที่ฉันเคยอ่านในนิยาย” กู้ชิงเหมย มองด้วยดวงตาเบิกกว้าง และอุทานออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างยินดี
เธอลองใช้มิติด้วยการหยิบของเข้าออกเหมือนที่เคยอ่านในนิยาย เมื่อทำได้จริง ๆ ก็ยิ้มอย่างดีใจ
“เอาล่ะ ตอนนี้แม้อยากจะสำรวจพื้นที่ในนี้ว่ามีอะไรบ้าง แต่เวลากลับไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไร เดี๋ยวค่อยเข้ามาดูใหม่ก็แล้วกัน” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะรีบออกมา และเมื่อกลับมาในห้องก็เปิดกล่องเหล็กออกดู เธอก็พบเงินมากมาย อีกทั้งยังมีทองและเครื่องประดับจำนวนมาก
“จะจัดการกับฉันงั้นเหรอ งั้นฉันจะจัดการเก็บของพวกนี้เข้ามิติให้หมด ไม่ให้เหลือ แล้วมาคอยดูว่าพวกหล่อนจะทำยังไง”
เธอพูดและแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็รีบเก็บทรัพย์สินมีค่าในกล่องเข้าไปเก็บไว้ในมิติ ก่อนจะเดินหาของมีค่าตามใต้เตียง และลิ้นชักต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องนี้
“แม่เลี้ยงกับพ่อสุดชั่วของร่างนี้ ยักยอกเงินของแม่เธอมากมาย ฉันขอเอาคืนแทนเธอก็แล้วกันนะ กู้ชิงเหมย” เธอพูดกับร่างตัวเองอย่างพึงพอใจ และเก็บของมีค่าทั้งหมดไปไว้ในมิติ
เมื่อจัดการกวาดสิ่งของมีค่าเข้ามิติหมดแล้ว เธอจึงออกมาจากห้องแล้วล็อกกุญแจไว้อย่างเดิม ก่อนจะเดินไปที่ห้องน้องสาวต่างแม่ เธอเชื่อว่าในนั้นต้องมีสิ่งของที่มีค่าเหมือนกัน หรือไม่ก็ต้องมีเสื้อผ้าสวย ๆ อย่างน้อยเอาไปบริจาคให้คนยากไร้ ก็ยังดีกว่าให้น้องชั่วคนนี้สวมใส่
เธอจึงทำตามที่ต้องการ ด้วยการเอาของทุกอย่างที่พอจะนำไปบริจาคได้มาเก็บไว้ในมิติ จนตอนนี้บ้านกู้แทบไม่มีทรัพย์สินมีค่าเหลือแล้ว
“ในเมื่อตอนนี้มีเงินแล้ว ฉันไปหาของกินข้างนอกดีกว่า แล้วจะต้องไปที่สำนักงานด้านเยาวชนผู้มีการศึกษา เพื่อเปลี่ยนชื่อคนที่ต้องไปใช้แรงงานที่ชนบทเป็นกู้อี้ฟางเหมือนเดิม เรื่องอะไรฉันต้องให้ตัวเองมาเดือดร้อนแทนคนอื่นล่ะ” กู้ชิงเหมยพูดออกมาอย่างจริงจัง ก่อนจะเดินออกไปจากบ้านกู้ด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ
หน้าเรือนจำของเมือง
ชายรูปร่างกำยำสูงสง่าคนหนึ่ง เดินออกมาจากประตูเหล็กบานใหญ่อย่างมั่นคง มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาบังแดดที่ส่องมาจนต้องหรี่ตา ตรงหน้ามีชายฉกรรจ์นับสิบยืนเรียงรายกันอยู่
“ยินดีต้อนรับลูกพี่กลับบ้าน!!”
ทุกคนโค้งตัวทำความเคารพและเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน
ไป๋มั่วหยางพยักหน้ารับความเคารพ แล้วหยิบบุหรี่จากลูกน้องคนหนึ่งมาจุดแล้วสูดควันเข้าปอด เขาถูกจองจำอยู่ที่นี่ร่วมห้าปี ด้วยข้อหาที่ถูกยัดเยียด เพราะเขาไปขวางทางผู้มีอิทธิพลของเมือง และเมื่อพวกมันหลังชนฝา จึงได้บิดเบือนหลักฐานการทำความผิดทั้งหมด แล้วโยนมาให้เขาเป็นคนผิดแทนพวกมัน พอเขารู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว เมื่อหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ศาลจึงตัดสินจำคุกเขาเจ็ดปี ทว่าเมื่อไปอยู่ในนั้นแล้ว เขาช่วยเหลืองานต่าง ๆ อย่างดี เลยได้ลดโทษสองปี วันนี้เขาจึงเป็นอิสระ
“ขอบใจพวกนายมากที่ยังนับถือฉันและมารอรับอย่างพร้อมหน้า แล้วกิจการเป็นอย่างไรบ้าง” ชายหนุ่มพูดกับทุกคนที่มารอรับด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจ และถามถึงกิจการต่าง ๆ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะถูกจองจำในคุก แต่กิจการใต้ดินที่มีก็ไม่เคยล้มตามเลย เพราะมีคนที่ไว้ใจช่วยดูแลแทนมาตลอด
“ทุกอย่างยังดีเหมือนเดิมครับ แต่ตอนนี้ลูกพี่กลับไปพักก่อนเถอะ แล้วค่อยไปตรวจกิจการในวันหลังก็ยังไม่สาย” อาชางลูกน้องคนสนิทและซื่อสัตย์ของชายหนุ่มรีบรายงานทันที เรื่องกิจการนั้นเขาดูแลเองมาตลอดเลยไม่มีปัญหาอะไร และตอนนี้เขาคิดว่าควรให้เจ้านายไปพักสักหน่อยก่อน วันนี้เพิ่งได้รับอิสระ อย่ามัวแต่มาห่วงกิจการเลย
“ดีเหมือนกัน ฉันเองอยากจะหลับให้เต็มตาสักงีบ ยังไงก็ต้องขอบใจนายมากนะอาชาง ที่นายช่วยดูงานแทนฉันมาตั้งหลายปี แต่ตอนนี้ฉันกลับมาแล้ว นายเองก็ต้องได้พักผ่อนบ้าง” ไป๋มั่วหยางพูดอย่างจริงจังและตบลงที่ต้นแขนของลูกน้องคนสนิทเบา ๆ เพื่อแสดงความขอบใจ
ตอนอยู่ข้างในคุก เขารู้ดีว่าเมื่อออกมาแล้ว ชีวิตอาจจะไม่เหมือนเดิม ธุรกิจที่มีอาจจะเหลือไม่มาก หรืออาจจะไม่เหลือเลย แต่ไม่คิดว่าลูกน้องจะยังซื่อสัตย์และยังคงดำเนินการแทนเพื่อรอเขามาตลอด นี่จึงทำให้เขาซาบซึ้งใจไม่น้อย
ชายหนุ่มเดินไปขึ้นรถที่ลูกน้องขับมารับ จากนั้นขบวนรถของตระกูลไป๋ก็ขับเคลื่อนออกมาจากหน้าเรือนจำของเมือง ที่ที่ไม่มีใครอยากเข้าไป!
สำนักงานกิจการด้านเยาวชนผู้มีการศึกษา
กู้ชิงเหมยเดินเข้ามานั่งรอเงียบ ๆ เนื่องจากมีคนกำลังลงชื่ออยู่ เมื่อถึงลำดับตนเองแล้ว เธอจึงเดินมานั่งตรงหน้าเจ้าหน้าที่
“ชื่ออะไร และต้องการไปลงทำงานที่ไหน” เจ้าหน้าที่เอ่ยถาม พร้อมกับจรดปากกาลงกระดาษ เพื่อเตรียมจดบันทึก
“สวัสดีพี่สาว ฉันมาจากบ้านกู้ ฉันต้องการมาเปลี่ยนชื่อน่ะค่ะ คราวก่อนมีจดหมายส่งไปที่บ้านกู้ แต่เหมือนว่าพ่อจะแจ้งชื่อผิดคน ซึ่งคนที่ต้องไปทำงานที่ชนบทคือน้องสาวฉัน เธอชื่อกู้อี้ฟาง แต่พ่อส่งชื่อกู้ชิงเหมยมา ฉันจึงมาแจ้งเพื่อให้เกิดความถูกต้อง พี่สาวลองตรวจสอบชื่อดูก็ได้ค่ะ” เธอรีบบอกอย่างอ่อนน้อมแต่ก็แฝงความจริงจังเอาไว้ เธอไม่กลัวว่าจะผิดพลาดเพราะถึงอย่างไรก็เชื่อว่าข้อมูลเดิมต้องมีอยู่ที่นี่
เจ้าหน้าที่ได้ฟังก็รีบไปเปิดลิ้นชักที่มีเอกสารมากมายออกมาดู ไม่นานก็พบทะเบียนของบ้านตระกูลกู้ พอเปิดเอกสารชุดเดิมออก พบว่าชื่อที่ถูกส่งไปทำงานที่ชนบทคือกู้อี้ฟางจริง ๆ แต่ชื่อที่ส่งกลับมาจากบ้านกู้ กลับกลายเป็นชื่อกู้ชิงเหมย
“บ้าจริงเชียว หากเรื่องนี้ถูกร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ทำการหละหลวมใส่ชื่อผิด คงโดนตำหนิหรือไม่ก็คงถูกไล่ออกแน่ ขอบใจเธอมากนะ เดี๋ยวฉันเขียนเอกสารใบใหม่ให้ สรุปคนที่จ้องไปทำงานที่ชนบทก็คือกู้อี้ฟาง” เจ้าหน้าที่คนนี้รีบพูดขอบคุณ เพราะหากไม่ได้เธอคนนี้ช่วยไว้ หากถูกร้องเรียนคงแย่แน่ ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ อย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”
กู้ชิงเหมยเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอต้องการ จึงได้ขอตัวกลับ ใบหน้าของเธอปรากฏรอยยิ้มตลอดทางที่เดินมา
จากนั้นหญิงสาวก็ตัดสินใจไปหาซื้อของกินในตลาด ตอนนี้แม้ว่าจะยังไม่เปิดประเทศ แต่ชาวบ้านสามารถทำการค้าเล็กน้อยได้แล้ว เรื่องหาอาหารหรือซื้อของกิน จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป
