บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 เส้นทางร้ายที่ฉันเลือกเอง 70s

บทที่ 1 เส้นทางร้ายที่ฉันเลือกเอง 70s

ณ กรุงปักกิ่ง ปี 1978

ร่างของหญิงสาวรายหนึ่งกำลังนอนบนเตียง เปลือกตาของเธอขยับเล็กน้อย เมื่อเปิดตาเต็มที่หญิงสาวกลับเบิกตากว้างอย่างตกใจ เพราะภาพที่เห็นนั้นไม่คุ้นตาเลยสักนิด

“ที่นี่มันที่ไหนกัน ฉันไม่ได้อยู่ที่คฤหาสน์เหรอ” เธอถามด้วยความตกใจ และเพ่งตามองไปรอบ ๆ เพื่อความแน่ใจ

ทว่าตกใจได้เพียงครู่เดียว อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็พุ่งเข้าชน จนเธอต้องยกมือขึ้นกุมไว้ด้วยความเจ็บปวด จากนั้นภาพความทรงจำต่าง ๆ ก็ฉายขึ้นมาราวกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ทำให้เธอรับรู้ว่าร่างนี้มีชื่อว่า กู้ชิงเหมย ซึ่งชื่อนางร้ายในนิยายที่กำลังฮิตติดตลาดอยู่ตอนนี้

‘ฉันเคยอ่านนิยายเรื่องนี้ เท่าที่ฉันจำได้ นางร้ายถูกส่งไปทำงานที่ชนบทแทนน้องสาว เพราะพ่อและแม่เลี้ยง ไม่ต้องการให้ลูกสาวสุดที่รักไปลำบากจึงทำการสับเปลี่ยนชื่อ แต่ไปไม่ทันถึงที่หมาย นางร้ายก็ตายเสียก่อน’

เมื่อคิดทบทวนมาถึงตรงนี้ เธอก็ส่ายหน้ารัว ๆ ก่อนจะพูดออกมาเบา ๆ แต่หนักแน่นในน้ำเสียง

“ฉันไม่รู้หรอกว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง และไม่รู้ว่านี่คือนิยายหรือเรื่องจริง แต่สุดท้ายไม่ว่านี่คือที่ไหน ฉันก็จะเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง ให้มันรู้ไปว่าฉันผู้มาจากอนาคต จะมาตายเพราะถูกรังแกในยุคนี้!”

หลังจากเธอพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด และเริ่มทำใจเพื่อรับสภาพตัวเองให้ได้ สุดท้ายก็ยอมรับชะตากรรมที่เกิดขึ้น

“สิ่งแรกที่ฉันต้องทำ นั่นคือต้องหลบเลี่ยงที่จะไปทำงานที่ชนบทให้ได้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นคงต้องตายตั้งแต่ต้นเรื่อง ว่าแต่จะทำอย่างไรดี” เธอพูดเหมือนปรึกษากับตัวเอง และนั่งคิดหาทางออก

ไม่นานก็เหมือนเธอจะนึกบางอย่างได้เพิ่มเติม

‘ร่างนี้มีสัญญาหมั้นหมายกับ เซียวจื่อเทียน นายทหารหนุ่มอนาคตไกล แต่เขากลับมีใจให้หญิงอื่น ตอนที่ร่างนี้ถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท เขาไม่เคยร้องขอหรือช่วยเหลือเพื่อให้ร่างนี้อยู่ที่ปักกิ่งทั้งที่ทำได้’

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ แววตาของเธอก็แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดออกมาอย่างไม่พอใจ

“ผู้ชายเฮงซวยอย่างนี้ แต่งงานด้วยก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องหาคนมาแต่งงานด้วยก่อนเสียแล้ว จะได้ไม่ต้องแต่งกับคนมักมากแบบนี้ แต่จะแต่งกับใครล่ะ” เธอได้แต่ถามตัวเองอย่างสับสน

‘ฉันเองก็ทำงานสายสีเทามาตลอดทั้งชีวิต ความสามารถที่มีก็ยากจะใช้ในยุคนี้ อีกทั้งนิยายก็อ่านไม่จบเลยไม่รู้ว่าเส้นเรื่องจบลงยังไง โอ้ย..ปวดหัว’ หญิงสาวคิดและทิ้งหัวตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะหยุดเมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้ ‘เดี๋ยวก่อนนะ ยุคนี้ยังคงมีตลาดมืด งั้นฉันต้องหาพวกเจ้าพ่อหรือนักเลงที่มีอิทธิพลมาเป็นสามีสินะ เพื่อต่อไปจะได้ขยายการค้าทั้งในที่มืดและที่สว่างได้’

หญิงสาวพยายามผูกเรื่องราวทั้งหมดด้วยกัน แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่าจะแต่งงานกับใคร เพื่อให้มาเอื้อผลประโยชน์ให้เธอในภายภาคหน้าได้

“ช่างเถอะ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ก่อนอื่นฉันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องไปใช้แรงงานในชนบทก่อนดีกว่า เพราะฉันยังไม่อยากตายตั้งแต่ทะลุมิติเข้ามาไม่นาน”

เธอพูดกับตัวเองอีกครั้งและพยายามหาทางออกในเรื่องนี้ มือก็จัดผมบนหัวให้เข้าที่เข้าทาง เพราะหากใครมาเห็นเธอตอนที่พยายามทึ้งหัวตัวเองก่อนหน้านี้เข้า คงคิดว่าเธอเสียสติแน่นอน

สุดท้ายเมื่อยังหาทางออกยังไม่ได้ หญิงสาวก็รีบไปอาบน้ำเพื่อออกมาข้างนอกห้อง

“หึ...แม้ว่าร่างนี้จะเป็นคุณหนูคนหนึ่งของบ้าน แต่เมื่ออยู่กับพ่อและครอบครัวใหม่ของเขา เธอก็ไม่ต่างจากคนรับใช้ของทุกคน แต่ต่อจากนี้ ฝันไปเถอะว่าฉันจะยอมทำทุกอย่างเหมือนที่ผ่านมาอีก” เธอพึมพำกับตัวเองหลังจากอาบน้ำแล้ว และกำลังแต่งตัวอยู่ที่หน้ากระจก

ห้องโถงของบ้าน

เมี่ยวซื่อเจียงกำลังนั่งสนทนาอยู่กับลูกสาว เธอยิ้มเยาะออกมา เมื่อคิดถึงเรื่องที่กู้ชิงเหมยต้องไปทำงานที่ชนบทแทนลูกสาว ส่วนคนเป็นพ่อไปที่โรงงานแล้ว เพราะเขาคือผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ คิดไปชายคนนี้นั้นได้ดีเพราะอดีตภรรยา

“แม่คะ นี่เหลือเวลาไม่ถึงเดือน นังชิงเหมยต้องไปใช้แรงงานที่ชนบทแล้ว จะไม่เกิดความผิดพลาดขึ้นใช่ไหมคะแม่ ฉันไม่อยากไปที่ลำบากในที่แบบนั้น ทำไมพ่อเป็นถึงผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ถึงช่วยฉันเรื่องนี้ไม่ได้ ต้องให้ฉันมานั่งคอยระแวงอยู่ได้”

กู้อี้ฟางพูดอย่างไม่พอใจ จนลืมไปว่าเพราะเส้นสายพ่อ เธอจึงถูกเปลี่ยนตัวได้

“แกอย่าพูดมากสิ พ่อแกเองก็ช่วยเรื่องนี้แล้ว หากวันนั้นพ่อไม่แจ้งชื่อกู้ชิงเหมยไป คิดเหรอว่าแกจะรอด อย่าลืมว่าแม่มันคือใคร ต่อให้ตายแล้วก็ยังมีชื่อเสียงที่ดี” คนเป็นแม่รีบบอกอย่างไม่พอใจ แต่ก็เข้าใจความรู้สึกลูกสาวดี

“ฉันขอโทษ แต่ฉันก็กังวลอยู่ดี หากมีใครไปพูดว่าพ่อใช้เส้นสายช่วยฉัน แล้วแก้ไขให้กลับมาเป็นชื่อฉันเหมือนเดิม ฉันไม่ซวยเหรอ” เธอยังคงพูดด้วยความกังวลในเรื่องนี้ เธอกลัวว่าเมื่อถึงวันนั้นแล้ว ตัวเองต้องไปเหมือนเดิม

“แกไม่พูด ฉันไม่พูด พ่อแกไม่พูด แล้วใครจะรู้ ใครจะไปร้องเรียน แกเลิกคิดอะไรบ้า ๆ สักที แล้วนี่นังชิงเหมยยังไม่ออกมาทำงานบ้านอีกเหรอ มันจะนอนไปถึงไหน มื้อเช้าฉันก็ทำอาหารเองแล้ว มื้อเที่ยงฉันยังต้องทำอีกเหรอ”

เมี่ยวซื่อเจียงบ่นอย่างหงุดหงิด เธอไม่คิดว่าลูกเลี้ยงจะตื่นสายขนาดนี้ ทั้งที่หน้าที่การทำงานบ้านและอาหารพวกนี้เป็นของกู้ชิงเหมย

“นั่นสิแม่ หรือเที่ยงนี้เราออกไปกินบะหมี่หน้าซอยดีไหม ปล่อยให้มันอดไปคนเดียวเถอะ เรากลับมามันคงตื่นแล้ว” กู้อี้ฟางสบโอกาสจึงพูดขึ้นมาทันที เธออยากกินบะหมี่มาหลายวันแล้ว เลยหาเรื่องชวนแม่ไปกิน ไหน ๆ วันนี้มื้อเที่ยงพี่สาวต่างแม่ก็ยังไม่ได้ทำอาหาร

“งั้นเอาอย่างที่แกบอกก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันเข้าไปหยิบเงินก่อน แล้วหากพวกเรากลับมาแล้วมันยังไม่ตื่น คอยดูว่าฉันจะจัดการมันยังไง” เธอพูดอย่างเจ็บใจลูกเลี้ยงที่นอนตื่นสาย ก่อนเดินเข้าห้องตัวเองเพื่อไปเอาเงิน

หลังจากสองแม่ลูกออกจากบ้านไปแล้ว กู้ชิงเหมยจึงออกมาจากที่ซ่อน แล้วมองตามแผ่นหลังทั้งสองไปด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

“คิดจะจัดการกับฉันเหรอ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ” เธอพูดตามหลังสองแม่ลูกไป

เธอเดินมาที่หน้าห้องพ่อและแม่เลี้ยง ก่อนจะสะเดาะกุญแจอย่างชำนาญ โดยไม่มีร่องรอยงัดแงะให้เจ้าของห้องเห็น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel