บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 ท่านอาจารย์อวี๋

“พี่อาเหยียน...” ท่าทีลำบากใจที่แสดงออกมา ทำให้หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ

“เอ้อหลาง สุขภาพของท่านย่าจวงสำคัญกว่า เจ้าจะปล่อยให้ท่านย่าจวงต้องไม่สบายเพราะเรื่องเงินเพียงไม่กี่ตำลึงหรือ”

เด็กหนุ่มน้ำตาคลอ พร้อมกับคุกเข่าลงตรงหน้าหญิงสาว

“ขอบคุณพี่อาเหยียน เงินนี้ของท่าน...ข้าสัญญาว่าจะคืนให้แน่นอนขอรับ เมื่อขายผลผลิตได้ ข้าจะรีบเอามาคืนท่าน”

หญิงสาวรีบพยุงเด็กหนุ่มขึ้น

“ขอบคุณเจ้ามากเหยียนเหยียน หากไม่ได้เจ้า แม่เฒ่าบ้านข้าคงต้องแย่แน่ๆ โปรดรับคารวะนี้จากข้าด้วยเถิด” ท่านลุงจางเอ่ยทั้งน้ำตา น้ำเสียงสั่นเครือของชายวัยกลางคน ฟังดูแล้วช่างน่าสงสารนัก เสิ่นเล่อเหยียนส่ายหน้าเบาๆ พลางยกมือขึ้นห้าม

“ล้วนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น ท่านลุงจาง...ท่านเกรงใจข้าเกินไปแล้ว” ร่างบางพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายอบอุ่นราวกับแสงแดดยามเช้า

“คืนนี้ข้าจะอยู่ดูอาการท่านย่าจวงก่อน พรุ่งนี้ท่านลุงจางก็ให้เอ้อหลางไปซื้อยามาต้มให้นางดื่ม แล้วก็อย่าให้นางลุกเดินเหินในช่วงนี้”

ทุกคนพยักหน้ารับด้วยความเคารพ เสิ่นเล่อเหยียนจึงนั่งลงข้างเตียง คอยเช็ดเหงื่อให้หญิงชราที่หมดสติอยู่ แสงแดดยามเย็นส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาอาบร่างของนางเป็นแสงสีทองอ่อนๆ

ในยามนั้น ทุกคนในเรือนต่างรู้สึกเหมือนกันว่า นางเหมือนโพธิสัตว์มาโปรดคนยากอย่างพวกเขา เพราะตราบใดที่เสิ่นเล่อเหยียนยังอยู่ที่นี่ หมู่บ้านแห่งนี้ก็เหมือนจะผ่านเรื่องราวทุกอย่างไปได้อย่างราบรื่น

สามปีก่อน เสิ่นเล่อเหยียนยังเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่ง ที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านเล็กกลางหุบเขา

วันหนึ่ง ก็ได้มีชายชราผมขาวย้ายมาอยู่เรือนข้างๆ กระท่อมของนาง เสิ่นเล่อเหยียนที่เป็นคนอัธยาศัยดีจึงชวนชายชราพูดคุยบ่อยครั้ง และบางครั้งนางยังยกอาหารไปส่งให้ถึงที่เรือน เพราะเห็นว่าเป็นผู้เฒ่าอายุมาก และต้องอยู่ตามลำพัง อาจจะลำบากเรื่องกินอยู่

ชายชราผู้นั้นไม่พูดถึงอดีตของตนมากนัก เพียงบอกว่าตนชื่อ “อวี๋เมิ่ง” เป็นหมอพเนจรที่เดินทางไปทั่วหล้าเพื่อรักษาผู้คน แต่ในแววตาและท่วงท่าของผู้เฒ่า กลับแฝงไว้ด้วยความสง่างาม และความรู้ที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นหมอชาวบ้านทั่วไป

เสิ่นเล่อเหยียนรู้สึกได้ถึงความลึกลับในตัวชายชรา แต่ก็ไม่เคยซักถาม นางเพียงทำหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจ

ต่อมาไม่นาน ชายชราจึงเปิดเผยความจริงกับนางว่า แท้จริงแล้วตัวเขาเคยเป็นหัวหน้าหมอหลวงผู้มีชื่อเสียงในเมืองหลวง

แต่เพราะการแก่งแย่งอำนาจในราชสำนัก ทำให้เขาถูกใส่ร้าย จึงถูกปลดจากตำแหน่งและขับออกจากเมืองหลวง โดยที่ไม่มีโอกาสได้แก้ต่างให้กับตนเอง

หลังจากสูญเสียทุกสิ่ง ทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ ชายชราผู้โดดเดี่ยวไร้ครอบครัว จึงเลือกเดินทางรอนแรมมายังพื้นที่อันห่างไกล หวังใช้ชีวิตอย่างสงบในบั้นปลายชีวิต

เสิ่นเล่อเหยียนเมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมด ก็รู้สึกสงสารชายชรายิ่งนัก บ่อยครั้งหญิงสาวมักหาเวลาว่างมาพูดคุยกับผู้เฒ่าอวี๋ และส่งอาหารให้จนกลายเป็นกิจวัตรของนาง

ชายชราที่หมดความศรัทธาต่อผู้คน เมื่อได้เห็นความมีน้ำใจและความอ่อนโยนของหญิงสาว จึงเริ่มเปิดใจพูดคุยกับนางมากขึ้นและในวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองนั่งดื่มชาใต้ต้นอู่ถง ชายชรามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา

“เหยียนเอ๋อ ความรู้ของข้าที่มีมากมาย อีกไม่นานก็คงดับสูญไปพร้อมกับร่างกายนี้ หากไม่มีผู้สืบทอด...ข้าคงตายตาไม่หลับ” เสิ่นเล่อเหยียนนิ่งฟังด้วยสีหน้างุนงง ไม่รู้ว่าชายชราเอ่ยเรื่องนี้กับตนเพื่ออันใด

“ท่านพูดเกินไปแล้ว ร่างกายของท่านยังแข็งแรง สามารถอยู่ได้อีกนับร้อยปี” หญิงสาวเอ่ยด้วยดวงตาใสซื่อ

“เจ้ามีจิตใจเมตตาต่อผู้อื่นไม่แบ่งแยก มีสติและความอดทน นั่นคือสิ่งที่หมอที่ดีพึงมี เหยียนเอ๋อ...เจ้าจะยินดีหรือไม่ หากข้าต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์เถิด”

หญิงสาวตกตะลึงไปชั่วขณะ แม้ตนเองจะมีความรู้อยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะโชคดี ได้ร่ำเรียนการแพทย์จากหัวหน้าหมอหลวงอันดับหนึ่งของแคว้นต้าเย่

“หากท่านคิดว่าข้าคู่ควรกับความรู้ของท่าน ข้าเสิ่นเล่อเหยียนก็ยินดีรับเจ้าค่ะ” หญิงสาวคุกเข่าลงตรงหน้าชายชรา พร้อมทั้งยกน้ำชาเพื่อให้เสร็จสิ้นพิธีการ

นับตั้งแต่นั้น หญิงสาวก็พากเพียรร่ำเรียน จดจำทุกสิ่งที่ชายชราอดีตหัวหน้าหมอหลวงสั่งสอน ตลอดสามปีที่ผ่านมา เสิ่นเล่อเหยียนเรียนรู้ทั้งศาสตร์การแพทย์ การปรุงยา ฝังเข็ม และการใช้สมุนไพรจากอาจารย์อวี๋ นางตั้งใจฝึกฝนทุกวันจนสามารถรักษาโรคทั่วไปได้ด้วยตนเอง

บ่อยครั้ง ชายชรามักกล่าวกับนางเสมอว่า

“หมอที่แท้จริง มิใช่ผู้รักษาเพียงร่างกาย แต่ต้องรักษาใจคนได้ด้วย” คำสอนนั้นฝังแน่นอยู่ในใจของเสิ่นเล่อเหยียนตลอดมา และเป็นเหตุผลที่ทำให้นางไม่ลังเลเลยที่จะช่วยเหลือผู้คน ไม่ว่าจะยากจนหรือมั่งมี เพราะสำหรับหญิงสาวแล้ว การได้ช่วยชีวิตผู้อื่น ทำให้นางกลายเป็นคนที่มีคุณค่า

หลังจากรักษาท่านย่าจวงเสร็จแล้ว เสิ่นเล่อเหยียนก็กลับมายังเรือนของตน เพื่อชำระกาย เพราะคืนนี้นางจะไปค้างที่เรือนสกุลจางแสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มอ่อนแรง ลมจากภูเขาพัดกลิ่นดินชื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าลอยมาแตะจมูก

หญิงสาวผลักประตูไม้เข้าไปในเรือนเบาๆ กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยออกมาต้อนรับทันที แม่นมหลี่กำลังจัดโต๊ะอยู่พอดี

“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ รีบล้างมือเถิด อาหารพึ่งทำเสร็จใหม่ๆ”

เสิ่นเล่อเหยียนยิ้มบางๆ แล้วเดินไปล้างมือที่อ่างไม้ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามแม่นมหลี่ บนโต๊ะมีอาหารเรียบง่ายสามอย่าง และตรงกลางมีขนมวางอยู่ กลิ่นหอมของมันแตกต่างจากขนมทั่วไป ที่พบเห็นในหมู่บ้าน

“แม่นม นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ” ร่างบางชี้ไปยังจานขนมกุ้ยฮวาที่วางอยู่เบื้องหน้า

“อ๋อ มู่หลิงหลิงเอามาฝาก บอกว่าพึ่งได้มาจากในเมือง นางมาที่นี่ก่อนหน้านี้ เห็นว่าคุณหนูชอบกิน แต่พอรู้ว่าท่านออกไปช่วยคน นางก็กลับไปก่อน” แม่นมหลี่ตอบพลางยิ้มอ่อนโยน

เสิ่นเล่อเหยียนพยักหน้าเบาๆ

“นางช่างมีน้ำใจจริงๆ” นางพูดพลางตักอาหารใส่ชามของแม่นมหลี่ ก่อนทั้งสองจะเริ่มทานอย่างเงียบๆ

ภายในเรือนมีเพียงเสียงช้อนกระทบถ้วยดังแผ่วเบา ความเงียบเหงาแผ่ซ่านอยู่ในอากาศ แม่นมหลี่เหลือบมองหญิงสาวตรงหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ

“หลายวันแล้วนะเจ้าคะ ที่ท่านอาจารย์อวี๋ของคุณหนูยังไม่กลับมา” เสิ่นเล่อเหยียนวางตะเกียบลงชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มบางๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel