บทที่ 5
“คล้ายบุรุษที่ปราณถูกทำลาย” เขากลับกล่าวออกมาโดยง่าย “ใช่ ตอนอายุยี่สิบปราณของข้าถูกทำลาย ดังนั้นแม้เป็นบุรุษทั้งยังเป็นคนของจวนแม่ทัพ แต่ข้ากลับไม่อาจฝึกวรยุทธ์หรือฝึกการต่อสู้”
“อายุยี่สิบ? ตอนนี้ท่านอายุเท่าไหร่?” นางค่อนข้างประหลาดใจเพราะเขาดูอายุยังน้อย
“ปีนี้ครบยี่สิบห้า”
นางเงียบไปไม่ได้กล่าวอะไรอีก ในใจนึกถึงทวยเทพที่หากถูกเลาะกระดูกเซียน ก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ธรรมดา เพียงแต่มีอายุขัยยืนยาวกว่า ส่วนมนุษย์หากถูกทำลายปราณ ก็จะคล้ายคนพิการที่ต้องล้มป่วยเจ็บออดๆ แอดๆ ทั้งยังไม่อาจฝึกวรยุทธ์หรือฝึกการต่อสู้ไปตลอดชีวิต
ถึงอย่างนั้นยังมีข้อแตกต่างระหว่างมนุษย์และเซียนอยู่เล็กน้อย เพราะหากเซียนถูกทำลายปราณก็จะกลายเป็นมนุษย์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่อาจมีอายุขัยยืนยาวเช่นที่ควรเป็น
การเดินทางไปยังเมืองหลวงครั้งนี้อาจกินเวลามากกว่าสิบวัน ทั้งนี้ก็เพราะขบวนรถม้าต้องคอยหลบเร้นจากมือสังหาร เสวียนเหยาพบว่าระหว่างทางฉีเฟิงเยี่ยนมีท่าทีราวกับไม่แยแสแม้ว่าตัวเขาจะเป็นเป้าหมายของผู้อื่นก็ตาม
การพักแรมบางครามีโรงเตี๊ยมบางคราก็ต้องนอนในป่า ทว่าบุรุษผู้นี้ก็ยังคงมีท่าทีสง่างาม ทุกอิริยาบถของเขาน่ามอง ใบหน้าหล่อเหลาแม้ขาวซีด แต่ดวงตาคมกริบและรอยยิ้มหล่อเหลากลับน่ามองยิ่ง
หญิงสาวรับน่องไก่ที่เขาส่งมาให้จากนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย ตอนกินก็ลอบมองเขาไปด้วย
...ขนาดแทะน่องไก่มันแผล็บเขาก็ยังน่ามองอยู่ดี
เฮ้อ ไม่รู้เพราะอะไรนางจึงรู้สึกว่าตัวเขาช่างน่าดึงดูดใจเหลือเกิน ทั้งใบหน้าหล่อเหลา ทั้งกิริยาท่าทางสุภาพอ่อนโยน ผิดก็แต่ท่าทางอ่อนแอนั่นที่ดูขัดหูขัดตาอยู่บ้าง
“เช็ดมือหรือไม่” เขาส่งผ้าเช็ดหน้ามาให้ หญิงสาวมองผ้าเช็ดหน้าปักลายด้วยความประณีตนั้นแล้วส่ายหน้า ตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินไปล้างมือข้างลำธาร
“ข้าถามได้หรือไม่” นึกไม่ถึงว่าเขาจะเดินตามมา
“ถามเรื่องใด”
“ท่านกำลังจะไปที่ใดหรือ”
“จริงๆ แล้วข้ากำลังชั่งใจว่าจะไปเมืองหลวงหรือไปทางตะวันออก”
“ตะวันออก?”
“ใช่ ข้าเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้า ขึ้นเหนือลงใต้จากนั้นไปตะวันออกและต่อด้วยตะวันตก ข้าเพิ่งลงมาจากแดนเหนือเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสงคราม”
เขาพยักหน้าจุ่มมือลงล้างในลำธารเช่นกันกับนาง “ชายแดนเหนือกำลังคุกรุ่นด้วยไฟสงครามจริงๆ แต่เมืองหลวงก็วุ่นวายไม่ต่างกัน”
“ก็อาจเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าที่ใดยิ่งมากคนก็ยิ่งมากด้วยปัญหา” นางเห็นด้วยทว่าตอนกำลังยืนขึ้นคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น “กลับไปที่รถม้า!” เพิ่งพูดจบมือสังหารก็จู่โจมเข้ามาทันที
ลูกธนูมากมายพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง เสวียนเหยาผลักฉีเฟิงเยี่ยนหลบทว่าเขากลับลื่นตกลงไปในลำธาร นางควานมือลงไปดึงสาบเสื้อเขาพร้อมลากขึ้นมาจากน้ำ ครั้งนี้จำนวนมือสังหารมีมากกว่าสามสิบ ในขณะที่นางกับองครักษ์รวมกันมีเพียงแปดคนเท่านั้น นับว่าเสียเปรียบอยู่มากจริงๆ
เสวียนเหยานับเป็นยอดยุทธ์หญิงเมื่อเทียบกับมนุษย์ ด้วยนางเป็นเซียนที่ฝึกตนมาเป็นเวลานาน ทั้งฝีมือ ความคล่องแคล่ว บวกกับพลังจากของวิเศษอย่างหยกอันอวี่ มือสังหารมากมายล้วนตายตกไปภายใต้กระบี่ที่นางแย่งมาจากมือสังหารเหล่านั้น
หญิงสาวกันฉีเฟิงเยี่ยนเอาไว้ด้านหลัง คุ้มครองเขาอย่างสุดความสามารถ กระทั่งเวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูปมือสังหารเริ่มล่าถอย...
“ข้าว่าท่านไม่เป็นไรแล้ว...”
เพิ่งพูดจบเบื้องหลังกลับเจ็บแปลบกระทั่งความเจ็บไล่ลามไปทั่วเรือนกาย เสวียนเหยาก้มลงมองหน้าอกด้านขวาที่ปลายกระบี่คมกริบแทงทะลุออกมาเล็กน้อย
อา...ร่างกายคล้ายถูกเปลวไฟแผดเผา ความเจ็บปวดแล่นลามไปยังแขนขาจนรู้สึกชาไม่อาจขยับ ร่างทั้งร่างค่อยๆ ล้มหงายหลังจากกระบี่เล่มนั้นถูกดึงออกอย่างแรง
นางได้แต่มึนงงสับสน แต่เมื่อผู้รู้ว่าที่ลงมือกับนางก็คือฉีเฟิงเยี่ยน “เจ้า!!!”
