บทที่ 4
ตรงกันข้ามไม่เพียงเขาจะไม่แสดงท่าทีใดๆ แล้ว รอยยิ้มของเขากลับกว้างขึ้นกว่าเดิม เขาล้วงมือเข้าไปหยิบถุงเงินจากนั้นส่งให้นาง
หญิงสาวรับมาพร้อมกับมองเขานิ่ง ในถุงมีเงินสิบตำลึงที่แลกมาพร้อมใช้ นับว่าเป็นบุรุษผู้มั่งคั่งทั้งยังไม่ตระหนี่ เขาหันไปสั่งคนของตนให้ออกสำรวจความเสียหายพร้อมจ่ายเงินให้หลงจู๊โรงเตี๊ยมตามสมควร
“หากไม่รังเกียจเพราะอย่างไรห้องก็พังไปแล้ว ท่านอยากดื่มชาหรือไม่เราจะได้สนทนากัน”
“สนทนา? ยังมีสิ่งใดต้องสนทนา ข้าช่วยท่าน ท่านจ่ายเงิน เราไม่ติดค้าง”
เขายิ้ม “ข้าต้องเดินทางไปยังเมืองหลวง อย่างที่จอมยุทธ์หญิงเห็นแล้วว่ามีคนหมายเอาชีวิตข้า หากจอมยุทธ์หญิงจะช่วยคุ้มกันข้ากลับไปยังเมืองหลวง ท่านเรียกร้องเงินเท่าไรข้าล้วนยินดีจ่าย”
นางหรี่ดวงตามองเขาเพราะข้อเสนอนี้ตรงกับที่นางกำลังหาหนทางไปเมืองหลวงพอดี มองดูคนคุ้มกันของเขาซึ่งก็ถือว่ามีฝีมือไม่น้อย “หากจะให้ข้าคุ้มกัน ข้าก็ต้องรู้ถึงฐานะของท่านเสียก่อน”
เขายังคงยิ้มล้วงป้ายหยกออกมาจากอกเสื้อ ป้ายหยกที่มีตราของราชสำนัก แกะสลักลายด้วยอักษรฉี ‘琪 ’ “ข้าเป็นคนของจวนแม่ทัพฉี เป็นบุตรชายบุญธรรมของแม่ทัพฉีเหยียน ตัวข้ามีนามว่าเฟิงเยี่ยน”
“ฉีเฟิงเยี่ยน” นางพึมพำชื่อของเขาแผ่วเบา นึกอย่างไรก็มั่นใจว่าไม่เคยได้ยินนามนี้มาก่อน หลายปีเดินทางพเนจรไปมาสามแคว้น แคว้นซย่าเทียนมีแม่ทัพใหญ่อย่างแม่ทัพฉีคอยปกป้องเรื่องนี้นางพอจะได้ยินมาบ้าง เรื่องของตระกูลฉีค่อนข้างวุ่นวายเพราะแม่ทัพฉีมีอนุหลายคน ทว่านามฉีเฟิงเยี่ยนคล้ายไม่เคยผ่านเข้ามาในความทรงจำ
หรือไม่อาจเพราะเขาเป็นบุตรบุญธรรม...
“ข้ายินดีจ่ายหนึ่งร้อยตำลึงทอง ขอเพียงจอมยุทธ์หญิงยอมคุ้มกันข้ากลับไปถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย หรือหากจอมยุทธ์หญิงยินดีข้าก็อยากให้ท่านเป็นองครักษ์ข้างกายข้าชั่วระยะหนึ่ง จนกว่า...”
“จนกว่าอะไร”
“จนกว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่จะขึ้นครองบัลลังก์ ไม่นานหรอก ข้ารับรองว่าคงไม่เกินสามเดือน”
นางเลิกคิ้วมองเขาด้วยนึกไม่ถึงว่าเขาจะบอกความลับใหญ่หลวงนี้ให้รับรู้ เรื่องการแก่งแย่งระหว่างองค์ชายไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ทว่าการที่บุตรชายบุญธรรมของแม่ทัพฉีกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของราชสำนักอยากตรงไปตรงมาเช่นนี้ มิใช่กำลังเผยความลับที่สามารถเอาชีวิตของเขาได้เลยหรอกหรือ
หญิงสาวจ้องเขานิ่งทว่าบุรุษตรงหน้ากลับสุขุมเยือกเย็นเหลือเกิน นางมองไม่ออกสักนิดว่าเขากำลังโกหกหรือกำลังเล่นตลกอะไรอยู่ “คำถามสุดท้าย ผู้ใดต้องการเอาชีวิตท่าน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “ฮองเฮากับองค์รัชทายาท”
อ้อ เช่นนั้นองค์ชายที่เขาสนับสนุนคงไม่ใช่รัชทายาทสินะ... ก็ในเมื่อเขาบอกว่าบัลลังก์กำลังจะเปลี่ยนมือในอีกสามเดือนข้างหน้า
แต่...นั่นไม่เกี่ยวกับนางเพราะเป้าหมายของนางคือองค์ชายเก้า ขอเพียงนางกำจัดต้นตอข่าวลือที่ทำให้นางไม่อาจอยู่บนโลกมนุษย์อย่างอิสระ ผู้ใดจะครองบัลลังก์แคว้นซย่าเทียนนางล้วนไม่แยแสทั้งสิ้น
“ข้าเสวียนเหยา อย่าเรียกข้าว่าจอมยุทธ์หญิง ฟังแล้วน่ารำคาญ” นางกล่าวออกมาเสียงเรียบและนั่นนับเป็นตอบรับคำเชิญของเขาเรียบร้อยแล้ว
ระหว่างการเดินทางมีมือสังหารจริงดังที่เขาบอก ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้เข้าใกล้ขบวนรถม้า เสวียนเหยาที่คร้านจะคำนวณความเสียหายจนทำให้การเดินทางล่าช้า นางได้ลอบออกจากรถม้าพร้อมจัดการมือสังหารเหล่านั้นจนหมด
มองใบหน้าขาวซีดของฉีเฟิงเยี่ยนนางให้สงสัย “ท่านป่วยมาแต่กำเนิดหรือ”
เขาชะงักมองนาง “เหตุใดคิดเช่นนั้น”
“โรคที่ท่านเป็นไม่คล้ายอาการป่วยธรรมดา ไม่ใช่อาการของคนถูกพิษ หากมิใช่ป่วยจากโรคที่ได้รับมาจากบิดามารดาก็คล้าย...”
