4
พิศเพลิน เด็กสาววัยสิบเก้าผู้ต้องมาใช้เวลาช่วงปิดเทอมที่ต่างจังหวัดในหมู่บ้านที่เรียกได้ว่าห่างไกลความเจริญที่สุดเท่าที่เธอเคยใช้ชีวิตมา ที่นี่เป็นสวนมังคุดของปู่แท้ ๆ ของเธอ ที่ที่พ่อกับแม่จะบังคับให้เธอมาใช้ชีวิตช่วงปิดเทอมอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือนทุก ๆ ปี แต่ปีนี้ต่างออกไปตรงที่พ่อกับแม่จะตามมาทีหลัง ซึ่งหมายความว่าเธอต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดสองสัปดาห์โดยไม่มีรถยนต์ที่จะสามารถขับเข้าไปห้างในเมืองได้ ครั้นจะให้ขับกระบะคันเก่งของปู่ที่ใช้งานมาตั้งแต่สมัยไดโนเสาร์ยังเดินไปมาอยู่บนโลก เธอก็ดันขับไม่เป็นน่ะสิ
“นังหนู!” เสียงของศักดิ์ผู้เป็นปู่ดังขึ้นมาจากด้านล่าง ทำให้พิศเพลินที่นั่งแกร่วเพราะสัญญาณมือถือเข้าไม่ค่อยจะถึงสะดุ้ง เด็กสาวเหลือบมองย่าที่ยังนอนหลับอยู่โถงกลางบ้านเพราะพิษไข้ ก่อนทำหน้ามุ่ยแล้วขยับตัวลุกออกไปตามเสียงเรียก
“จ๋า ปู่มีไรหรือเปล่า?” เธอร้องถามไปก่อนตัว พอออกมาถึงหน้าชานบ้านของบ้านที่ใต้ถุนยกสูง ก็พบว่าปู่ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว ข้างกันนั้นยังมีชายรูปร่างสูง ผมสีดอกเลาของเขาถูกตัดแต่งไว้อย่างประณีต ขณะที่ตอหนวดเคราที่สีขาวที่แซมด้วยสีดำล้อมกรอบริมฝีปากที่กำลังเปิดยิ้มส่งมาให้
“ลงมานี่หน่อยสิ” พิศเพลินทำหน้างุนงง แต่ก็ยอมเดินลงไปหาผู้เป็นปู่โดยไม่อิดออด เพราะรู้สึกคุ้นหน้าคนที่มากับปู่อย่างน่าประหลาด เหมือนเคยเจอกันมาก่อน แต่เธอนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่นี่ พอเดินมาถึง ปู่ของเธอก็เริ่มแนะนำคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ให้ได้รู้จัก “นี่... จำปู่ไกรได้ไหม?”
“ปู่ไกร?” เด็กสาวรื้อลิ้นชักความทรงจำของตัวเองเป็นการด่วน สายตาจับจ้องสำรวจใบหน้าที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน
“ไม่เอาน่าไอ้ศักดิ์ หลานจะไปจำได้ยังไง เราเคยเจอกันตั้งแต่ตอนที่ยัยหนูแปดขวบเอง”
เหมือนประโยคนั้นจะไปกระตุ้นความทรงจำของพิศเพลินได้เป็นอย่างดี “อ๋อ! ปู่ไกรนั่นเอง!”
เธอพอจะมีความทรงจำเลือนรางว่า คนตรงหน้าชื่อเกรียงไกร เป็นเพื่อนสนิทของปู่ตั้งแต่สมัยเรียนประถมด้วยกัน แม่ของปู่เกรียงไกรเลิกกับสามีที่ชาวต่างชาติและเลี้ยงลูกด้วยการทำอาชีพชาวสวนนับจากนั้น จากคำบอกเล่าของปู่ศักดิ์ซึ่งเป็นปู่แท้ ๆ ของเธอ เธอจำได้ราง ๆ ว่า พอทั้งปู่และปู่เกรียงไกรเรียนจบประถม แม่ของปู่เกรียงไกรก็แต่งงานกับนายทหารยศใหญ่คนหนึ่ง และพาเขาย้ายไปอยู่ที่จังหวัดอื่น นาน ๆ จะกลับมาเยี่ยมบ้านสวนของตัวเอง
“ว่าแต่... ปู่ไกรไม่คิดจะแก่ลงบ้างเลยเหรอคะ? ดูปู่หนูสิหง่อมเชียว ยืนข้างกันหนูนึกว่าลุงกับหลานมากกว่าเพื่อน โอ๊ย!” เด็กสาวร้องเสียงหลงเป็นการจบคำพูด เพราะโดนมะเหงกของปู่เคาะเข้าที่หัวอย่างจัง
“หึ ๆ” เสียงหัวเราะทุ้มนุ่มดังมาอย่างเอ็นดูปนขบขันที่เด็กสาวโดนคนเป็นปู่ลงโทษ ฐานที่โดนเอามาเปรียบเทียบกับเพื่อนรักที่ดูจะหนุ่มแน่นกว่าทั้งที่อายุเท่ากัน
พิศเพลินมองรอยยิ้มอบอุ่นและสายตาพราวระยับที่มองมาด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไป อะไรบางอย่างในตัวเพื่อนของปู่ทำให้เธอรู้สึกวูบวาบในช่องท้อง ลามไปถึงตรงกึ่งกลางกาย อาจเป็นรอยยิ้มนั้น ดวงตาคู่นั้นที่มองมา หรืออาจจะเป็นร่างกายกำยำสูงใหญ่ แผงอกกว้าง ๆ ภายใต้เสื้อยืดตึงกระชับตัวนั้น
หรืออะไรบางอย่างที่ต่ำลงไปอีกนิด...
“มาหลอกด่าปู่อย่างนี้ได้ไงไอ้หลานคนนี้!?” สุ้มเสียงกึ่งไม่พอใจกึ่งเอ็นดูของปู่ศักดิ์ เรียกสติที่ล่องลอยไปไกลให้กลับเข้ามาสู่กายอีกครั้ง พิศเพลินออกจะตกใจกับความร้อนวูบวาบที่แล่นไปทั่วสรรพางค์แค่เพียงได้เห็นรอยยิ้มภายในกรอบตอหนวดเคราแสนเซ็กซี่นั้น
“หนูพูดความจริงต่างหาก” เด็กสาวเรียกสติตัวเองกลับมาได้ก็ไม่วายเถียงปู่
“เอาน่า ๆ อย่าไปว่ายัยหนูมันนักเลย” เกรียงไกรตบบ่าเพื่อเบา ๆ เป็นการหย่าศึกระหว่างปู่กับหลาน “เดี๋ยวข้าจะขอตัวก่อนกลับไปจัดการสวนก่อน วันนี้ขอบใจเอ็งมากที่ไปช่วยข้าดูพวกปุ๋ย”
