ตอนที่4 กลับมาจุดเดิมของนิยาย
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหันไปเห็นเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่นั่งอยู่ไม่ไกลออกไป นางจึงบอกจื่อหลานและจื่อลู่ว่าควรต้องไปทักทายตามมารยาทที่ดี พวกนางจึงประคองท่านย่ามายังกลุ่มขององค์รัชทายาท
“ถวายบังคมไทเฮา ถวายบังคมองค์รัชทายาท ถวายบังคมชินอ๋องเพคะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนเอ่ยทำความเคารพอย่างนอบน้อม ไทเฮาหันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวสบายดีนะ นั่นหลานสาวของเจ้าสินะหน้าตาช่างงดงามเสียจริง”
“พวกนางเป็นหลานสาวของหม่อมฉันเองเพคะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยตอบออกมาอย่างภาคภูมิใจ
รัชทายาทปรายตามองไปที่เซียวจื่อหลานที่ยามนี้ไม่มองหน้าเขาเลยสักนิด ใจเขาเริ่มรู้สึกวูบโหวงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ นางตัดใจจากเขาแล้วจริง ๆ หรือ เหตุใดนางถึงตัดใจได้ง่ายดายเพียงนี้ ฮึ! สตรีใจโลเลรักง่ายหน่ายเร็วเสียจริง
ชินอ๋องใช้ดวงตาที่คมกริบมองสำรวจสองพี่น้องตระกูลเซียวอย่างพิจารณา พวกนางงดงามมากจริง ๆ คนพี่งดงามดั่งดวงจันทร์ที่สว่างไสวในยามค่ำคืน ส่วนคนน้องงดงามดั่งดวงตะวันที่เจิดจ้าและมีพลัง
เขามองเซียวจื่อลู่อยู่นานจนนางรู้สึกได้จึงหันมามองเขาทันที ดวงตากลมโตงดงามเป็นประกาย จ้องมองเขากลับอย่างไม่หวาดหวั่น มองมามองกลับไม่โกง
คนผู้นี้น่าจะเป็นชินอ๋องพี่ชายต่างมารดาขององค์รัชทายาท หล่อเหลาสง่างามแต่ดูเย็นชาเกินไป ดวงตาดำขลับที่แฝงเอาไว้ซึ่งความดุดัน โดยร่วมถือว่าหน้าตาดีมาก แต่นางและพี่สาวควรออกให้ห่างจากตัวเอกในนิยาย เพราะในนิยายก็บอกว่าชินอ๋องก็หลงรักนางเอกเช่นกัน
ชินอ๋องที่เห็นนางมองสำรวจเขาเช่นกันก็ยกยิ้มมุมปาก นางดูมีความใจกล้าและมั่นใจดี สตรีทั่วไปไม่กล้าแม้แต่มองหน้าเขา แต่นางกลับกล้าประสานสายตาอย่างไม่หวั่นเกรงเลยสักนิด ฮึ…ช่างน่าสนใจ
“หม่อมฉันต้องขอตัวก่อนเพคะ” ฮูหยินผู้เฒ่ารีบเอ่ยลาเพราะหลานสาวบอกนางว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับรัชทายาทอีกต่อไป เพราะเขาคือดาวเคราะห์ของนาง ซึ่งฮูหยินผู้เฒ่าก็เชื่ออย่างสนิทใจ
จางอวี้หลันเก็บความไม่พอใจเอาไว้อย่างมิดชิด งดงามมากแล้วอย่างไรเป็นแค่นางร้าย สุดท้ายจุดจบก็ไม่ได้ใครเลยสักคน แถมตอนจบนางร้ายฆ่าตัวตาย แถมครอบครัวพังพินาศจากการกระทำของนางร้ายเอง ในเมื่อบทนิยายมันมาแบบนี้แล้ว นางก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะนางคือนางเอกของเรื่องนี้
เมื่อกลับมาถึงจวนสองพี่น้องนางร้ายก็พากันมานั่งปรึกษากันอีกครั้ง
“หากว่าไม่ยุ่งกับพระเอกในเรื่อง แล้วเรื่องราวในนิยายจะเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่านะ” จื่อหลานเอ่ยขึ้น
“ก็คงจะเปลี่ยนแต่ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปแบบใด แต่ข้าดูจากสายตาพวกเขาแล้วมันแปลก ๆ ชอบกล ไม่น่าไว้วางใจเลยเจ้าค่ะ”
“ข้าคิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“คุณหนูมีบัตรเชิญมาจากในวังเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ!!” จื่อหลานและจื่อลู่ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ ดูเหมือนเรื่องราวจะพยายามดึงให้นางกลับไปอยู่ยังจุดเดิมของนิยาย จื่อหลานหันไปมองจื่อลู่อย่างหนักใจ นางหยิบบัตรเชิญมาเปิดอ่านด้วยใจอันเต้นรัว
“เรียนเชิญคุณหนูเซียวจื่อหลาน คุณหนูเซียวจื่อลู่ ให้เข้าร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาที่จะจัดขึ้นในอีกสองวัน” พอนางอ่านจบก็ถอนใจออกมา
“เอาอย่างไรดี?” จื่อลู่รีบหยิบบัตรเชิญจากมือพี่สาวมาอ่าน
“หรือว่าเราจะเปลี่ยนเนื้อหาของนิยายไม่ได้?” จื่อลู่เอ่ยขึ้นมาอย่างวิเคราะห์
“หากเปลี่ยนไม่ได้ก็ต้องเผชิญหน้า”
“เผชิญหน้าก็ไม่ต้องกลัวมีข้าอีกคน หนึ่งคนหัวหายสองคนเพื่อนตาย เราช่วยกันคิดช่วยกันแก้เรื่องราวตอนจบอาจจะไม่แย่ขนาดนั้น อีกอย่างหากว่าต้องร้ายก็ต้องร้ายอย่างมีเหตุผล ไม่ทำตัวไร้สาระเหมือนนางร้ายในอดีต ข้าว่าเรื่องราวต้องเปลี่ยนไปแน่นอน”
“ได้เอาตามนั้น”
“เราไปห้องครัวกันเถอะ ข้าทนกินอาหารรสชาติจืดชืดไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ” จื่อลู่เอ่ยขึ้น
สองสาวจับมือกันเดินไปที่ห้องครัวอย่างร่าเริง ชิงอีและชิงเยียนมองตามนายสาวอย่างเอ็นดู ดูเหมือนว่าพวกนางจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ขอบคุณเง็กเซียนฮ่องเต้ที่มาเข้าฝันพวกนาง
เมื่อบ่าวในห้องครัวเห็นพวกนางมาที่ห้องครัวก็พากันตกใจ ภายในใจเริ่มหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้ว่าพวกนางบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ว่าใครจะไปรับประกันได้ อารมณ์ร้าย ๆ ของพวกนางจะไม่กลับมาอีก
ลู่จื่อเห็นสีหน้าพวกเขาก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ทุกอย่างต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เพราะร่างเดิมของสองพี่น้องร้ายกาจเอาแต่ใจจนบ่าวรับใช้หวาดกลัว คงต้องใช้เวลาสักพักการกระทำสำคัญกว่าคำพูด เมื่อพวกเขาเห็นก็จะเปลี่ยนความคิดไปได้เอง
ลู่จื่อเดินไปดูของในครัวว่ามีอะไรที่พอจะทำได้บ้าง นางเห็นลูกฝักผลใหญ่ก็นึกถึงต้มจืดขึ้นมาทันที ส่วนจื่อหลานก็เดินสำรวจดูของเช่นกัน นางเห็นผักกาดดองจึงคิดว่าจะผัดใส่ไข่ เพราะเป็นอาหารที่นางชอบมาก
พวกนางเริ่มชวนบ่าวรับใช้พูดคุย ไม่นานผ่านไปบรรยากาศที่ตึงเครียดก็เริ่มผ่อนคลาย จากนั้นเสียงหัวเราะก็เริ่มตามมา คราวนี้ทุกคนต่างช่วยกันทำอาหารอย่างสนุกสนาน เพราะความเป็นกันเองของนายสาว
สองวันต่อมาก็ถึงงานเลี้ยงชมบุปผา แม่งานในวันนี้คือฮองเฮาและพระสนมกุ้ยเฟย ฮองเฮามีพระโอรสสองพระองค์ คือองค์รัชทายาทเว่ยจางหมิ่นและองค์ชายสามเว่ยจางหย่ง นางยังมีองค์หญิงอีกหนึ่งพระองค์นามว่าเว่ยอวิ๋นเยว่
พระสนมกุ้ยเฟยมีโอรสหนึ่งพระองค์คือชินอ๋องเว่ยหลิวหยางและองค์หญิงหนึ่งพระองค์นามว่าเว่ยรั่วซี
ส่วนพระสนมเสียนเฟยมีโอรสสององค์ คือองค์ชายสี่เว่ยซีซวนและองค์ชายห้าเว่ยซีห่าว
วันนี้ฮองเฮาและพระสนมกุ้ยเฟยจัดการเลี้ยงขึ้นในอุทยานวังหลวง ที่ยามนี้มีดอกไม้มากมายกำลังออกดอกบานสะพรั่ง สระบัวขนาดใหญ่มีดอกบัวมากมายกำลังออกดอกเบ่งบานเช่นกัน บรรยากาศในอุทยานยามนี้จึงร่มรื่นและงดงามเป็นอย่างมาก
บรรดาคุณหนูคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ต่างถูกเชิญให้เข้าร่วมงานกันอย่างล้นหลาม เพราะเหล่าเชื้อพระวงศ์ยังไม่ได้เลือกใครเป็นคู่ครองเลยสักคน แต่ทางฮองเฮาและพระสนมก็ได้มองและหมายตาเอาไว้บ้างแล้ว ซึ่งในบรรดาคุณหนูเหล่านั้นย่อมไม่มีคุณหนูตระกูลเซียว เพราะชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ ถึงความร้ายกาจเอาแต่ใจจนเป็นที่ประจักษ์จึงทำให้ฮองเฮาและพระสนมมองผ่านไปโดยทันที
