ตอนที่ 3 งานใหม่
ตอนที่ 3
ทั้งสองคนเดินออกจากร้านอาหารพลางเดินไปตามทางเดิน วีวี่ดูอารมณ์ดีกว่าทุกวันที่ผ่านมา คาเรียมองไปยังเธอก็สบายใจไปอีกเปราะ ไม่อย่างนั้นเธอคงเครียดกว่านี้แน่ ที่เป็นคนทำให้วีวี่โดนไล่ออกมาด้วย
"เรานี่โชคดีจังเลยเนอะ ผู้จัดการโรงแรมมาชวนไปทำงานด้วย" ตั้งแต่ออกจากร้านมา วีวี่ก็ยังไม่หุบยิ้มเลยสักวินาทีเดียว
"ขอโทษนะวีวี่ ฉันพาเธอซวยไปด้วยเลย"
"ขอโทษทำไมกันล่ะ เรียกโอกาสดีน่ะสิไม่ว่า ออกจากคนใจร้ายอย่างคุณดาหลา ไปเจอคนใจดีอย่างคุณไอดะ แบบนี้ยิ่งกว่าถูกหวยซะอีก" วีวี่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ถึงแม้จะไม่โดนไล่ออก เธอก็จะออกอยู่แล้ว โชคดีที่คราวนี้คาเรียได้ไปกับเธอด้วย
"อย่างที่ฉันเคยบอกไป เงินเดือนที่นั่นได้เยอะกว่าที่นี่เป็นไหนๆ ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีๆของเราสองคนนะคาเรีย"
"ฉันแค่รู้สึกไม่สบายใจ"
"อย่าโทษตัวเองเลย เธอไม่ได้ผิดอะไรสักหน่อย คนพวกนั้นต่างหากที่ผิด" ทั้งสองทิ้งตัวนั่งลงยังป้ายรถเมล์ วีวี่ดึงมือของเพื่อนสาวมากุมเอาไว้
"ฉันดีใจนะที่เราได้ไปทำงานด้วยกันแบบนี้ ถ้าเธอทำอยู่ที่ร้านอาหารนั่นคนเดียว ฉันคงเป็นห่วงเธอแย่เลย" คาเรียยิ้มออกมาพลางสูดลมหายใจเข้า
"ฉันจะเริ่มต้นใหม่ที่นั่น ฉันจะไม่สร้างปัญหาให้เธออีก"
"ต้องแบบนี้สิ" วีวี่ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะสวมกอดผู้เป็นเพื่อนแน่น ไม่นานนักรถโดยสารที่เธอรอก็มาถึง
"เอาไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ" คาเรียพยักหน้ารับก่อนจะโบกมือลา หญิงสาวนั่งรอรถอีกพักใหญ่ เมื่อรถโดยสารมาถึงเธอก็รีบขึ้นไปจับจองหาที่นั่ง ในเวลานี้บนรถแทบจะไม่มีคนเลยด้วยซ้ำ รถโดยสารแล่นเข้าตัวเมือง เมื่อรถวิ่งผ่านหน้าโรงแรมขนาดใหญ่ เธอก็อดที่จะมองไม่ได้ ใครจะคิดฝันว่าเธอจะได้ทำงานที่โรงแรมใหญ่โตขนาดนี้ ตึกสูงระฟ้า ถูกออกแบบอย่างทันสมัย สามปีแล้วที่เธอไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้
รถแล่นเลยผ่านไปนับสิบกิโลก็ถึงจุดหมาย คาเรียลงจากรถก่อนจะเดินเข้าไปยังซอยแคบ เท้าบางก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็ว จนมาหยุดที่ท้ายซอย ดวงตากลมมองไปยังห้องเช่าเล็กๆที่อยู่เบื้องหน้า ห้องเช่าห้าห้องท้ายซอยที่สภาพไม่ดีเท่าไหร่นัก เธอเดินไปยังห้องริมสุดซ้ายมือก่อนจะไขกุญแจเข้าไป ด้านในห้องมีเพียงที่นอนขนาดเล็ก และข้าวของอีกที่จำเป็นในการใช้ชีวิต เธออาศัยอยู่ที่นี่มานานนับสามปีได้ ตั้งแต่เธอสูญเสียผู้เป็นพ่อไป หญิงสาวทิ้งตัวนั่งลงยังที่นอน กระจกบานเล็กถูกหยิบขึ้นมาส่องยังใบหน้า รอยแดงเล็กๆที่ถูกวิเวียทำร้ายปรากฏขึ้นมา เธอหยิบยาขึ้นมาทาเบาๆพลางตกตะกอนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา ความยับยั้งและความขาดสติของเธอ เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด หากเธอยังไม่แก้นิสัยนี้ เธออาจจะหมดหนทางในการทำงานอื่นๆได้เลย
"หวังว่าจะไม่เจอกันอีกนะ...วิเวีย รัตติ" หญิงสาวเอ่ยราวกับภาวนา หากเจอกันครั้งหน้า เธอโดนเล่นงานหนักกว่านี้แน่!!!
เท้าบางบนรองเท้าส้นสูงกำลังเดินเข้าบ้านด้วยอารมณ์หงุดหงิดเต็มทน ใบหน้าของเธอบูดบึ้งพร้อมระเบิดอารมณ์ออกมาอยู่ตลอดเวลา
"เกิดอะไรขึ้นวิเวีย ทำไมเนื้อตัวมอมแมมแบบนี้" เกษม ชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปีเอ่ยถามหญิงสาวผู้เป็นลูก
"คุณพ่อต้องจัดการมันให้วิเวียนะคะ" เธอเอ่ยออกมาด้วยความหงุดหงิดก่อนจะเดินตรงดิ่งไปหาผู้เป็นพ่อ
"ใครกันกล้าทำแบบนี้" เมื่อเห็นลูกสาวโดนรังแก คนเป็นพ่ออย่างเขาหรือจะยอมง่ายๆ
"ก็คาเรียไงคะ มันทำงานอยู่ที่ร้านอาหาร แล้วมันก็เป็นคนทำให้หนูตกอยู่ในสภาพแบบนี้" วิเวียโวยวายตามแบบฉบับหญิงสาวที่เอาแต่ใจ ดวงตาของเธอยังคงแสดงซึ่งความโกรธอย่างเห็นได้ชัด
"คาเรีย...ลูกสาวของคายัคกับมาเรียน่ะหรอลูก" เกษมเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เพราะเขาไม่ได้ยินชื่อนี้มาหลายปีแล้วเช่นกัน
"ก็จะใครซะอีกล่ะคะ วันนี้ไอราชวนไปทานข้าวที่นั่นแล้วก็บังเอิญไปเจอมันที่นั่นอีก ซวยชะมัด"
"แล้วมันพูดอะไรรึป่าว"
"จะพูดอะไรล่ะคะคุณพ่อ พวกหนูก็แค่ถามเรื่องพ่อกับแม่มัน มันก็เอาไวน์มาราดหัวหนูแบบนี้"
"ใจเย็นน่าลูกรักของพ่อ คนแบบนั้นพ่อว่าอย่าไปยุ่งดีกว่านะ"
"คุณพ่อจะปล่อยมันไปง่ายๆหรอคะ"
"พ่อไม่ได้บอกว่าจะปล่อย พ่อจัดการให้ลูกแน่ แต่ลูกเองก็อย่าเพิ่งใจร้อน ไปล้างเนื้อล้างตัวแล้วลงมาทานอาหารเย็นกับพ่อดีกว่า พ่อมีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นอีกนะ"
"ถ้าไม่สำคัญอย่างที่พ่อว่าจริง หนูจะโกรธคุณพ่อแน่" วิเวียเดินขึ้นไปยังห้องตัวเองทันที เกษมมองดูลูกสาวอันเป็นที่รักก่อนจะกดโทรศัพท์โทรหาใครบางคนทันที
"สวัสดีครับท่าน ผมเกษมเองครับ"
"..."
"พอดีผมมีเรื่องอยากจะแจ้งให้ทราบหน่อย ท่านพอจะว่างเจอผมสักวันไหมครับ"
"..."
"ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ ก็แค่เรื่องของคาเรีย ลูกสาวคายัคน่ะครับ"
"..."
"ครับท่าน..ผมจะรอนะครับ" สายถูกตัดไป เกษมเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า ก่อนจะนั่งคิดอะไรบางอย่าง สีหน้าของเขาราบเรียบจนเดาไม่ออกว่ามีความรู้สึกอย่างไรอยู่ แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ช่วงเวลาอาหารเย็นมาถึง วิเวียเดินลงมาจากชั้นบนก่อนจะตรงไปที่โต๊ะอาหารที่มีผู้เป็นพ่อนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เธอส่งยิ้มให้กับพ่อก่อนจะนั่งลงยังฝั่งตรงข้าม
"อารมณ์ดีขึ้นแล้วสินะ"
"ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่พอมาคิดๆดู วิเวียค่อยหาทางเอาคืนทีหลังก็ยังไม่สาย" เธอว่าก่อนจะตักอาหารเข้าปาก
"เรื่องที่พ่อบอกสำคัญกว่า คือเรื่องอะไรคะ" หญิงสาวจ้องมองพ่อพลางเคี้ยวอาหารไปพลาง
"ลูกสาวและลูกชายของท่านอารัมจะกลับมาอาทิตย์หน้า" วิเวียได้ยินดังนั้นก็ตาโต เธอวางช้อนลงก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง
"คุณพ่อหมายถึง คุณฟารัมกำลังจะกลับมาอย่างนั้นหรอคะ แล้วนี่เขาจะกลับมาอยู่ที่นี่นานไหมคะ"
"ฟารัมจะกลับมาดูธุรกิจส่งออกรถยนต์ ส่วนลูกสาวของเขา ลีญาจะกลับมาดูในส่วนของธุรกิจเครื่องเพชร ดูเหมือนว่าสองคนนั้นจะกลับมาถาวรเลยล่ะลูก" วิเวียดีใจราวกับว่าเธอได้รับรางวัลใหญ่ ข่าวนี้น่าสนใจอย่างที่พ่อเธอบอกจริงๆ
"คุณพ่อรู้ใช่ไหมคะว่าหนูคิดยังไงกับคุณฟารัม"
"รู้สิ แล้วหนูรู้ใช่ไหมว่าหนูต้องทำอะไร"
"คุณพ่อไม่ต้องห่วงค่ะ หนูจะไม่ทำให้คุณพ่อต้องผิดหวัง" บรรยากาศบนโต๊ะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของสองพ่อลูก ดูเหมือนเรื่องเมื่อครู่จะสร้างความชื่นมื่นให้แก่เขาและลูกสาวเสียจริง วิเวียหยิบแชมเปญขึ้นมาจิบเบาๆ แค่นึกถึงสิ่งดีๆที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอก็มีความสุขมากกว่าสิ่งอื่นใดแล้ว
"ที่โรงแรมแกลลอรี่มีทั้งหมดยี่สิบห้าชั้น ห้องพักทั้งหมดหนึ่งร้อยห้อง ชั้นละห้าห้อง ที่นี่ออกแบบมาเพื่อให้ความสะดวกสบายแก่ผู้เข้าพัก ภายในห้องมีทุกอย่างครบครัน เพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ชั้นล่างสุดเป็นล็อบบี้ และพื้นที่ทำงาน ชั้นสองเป็นห้องอาหารทั้งหมด ชั้นสามเป็นที่สำหรับประชุมและงานสัมมนา ชั้นสี่เป็นยิมและสระว่ายน้ำ ชั้นห้าถึงชั้นยี่สิบสี่ เป็นห้องพักทั้งหมด ส่วนชั้นบนสุดเป็นที่พักของเจ้าของโรงแรมที่นี่" ลลิน หญิงวัยสามสิบห้าปี ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป กำลังอธิบายถึงโรงแรมแกลลอรี่ให้แก่พนักงานที่เพิ่งเข้าใหม่ได้เข้าใจ
"ทุกคนรู้หน้าที่ตัวเองอยู่แล้วว่าอยู่ส่วนไหน ฉันคงไม่ต้องอธิบายเพิ่ม" พนักงานใหม่นับสิบคนต่างพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
"ขอให้ทุกคนตั้งใจทำงาน หากมีเรื่องอะไรติดต่อฉันได้"
"รับทราบค่ะ" ทั้งหมดกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียง
"ฉันเกือบลืมไป เจ้าของโรงแรมจะมาถึงที่นี่ในวันพรุ่งนี้ ฉันอยากให้พวกเราทุกคนไปต้อนรับนายใหญ่ของเรา" ลลินส่งยิ้มหวาน ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของเธอไม่ได้มาง่ายๆ เธอมีประสบการณ์ด้านการโรงแรมสั่งสมมานานนับสิบปี
"เอาล่ะจ้ะ แยกย้ายกันไปที่หน่วยงานของตัวเองได้" พนักงานใหม่ต่างแยกย้ายกันไปอย่างเป็นระเบียบ เช่นเดียวกับคาเรียและวีวี่ เธอทั้งสองคนตรงไปยังชั้นสองห้องอาหารในทันที
"ข้างนอกว่าสวยแล้ว ข้างในสวยกว่าข้างนอกอีก" วีวี่ว่าด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้เธอยังคงนึกว่าตัวเองฝันอยู่ที่ได้ทำงานในโรงแรมสุดหรูแห่งนี้
"นั่นสิ ไม่ได้เจอบรรยากาศแบบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ" คาเรียมองไปรอบกายเธอเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
"ฉันขอเข้าห้องน้ำแปปนึงนะวีวี่" คาเรียว่าก่อนจะเดินแยกออกมาที่ห้องน้ำพนักงาน เธอมองตัวเองในกระจก เสื้อผ้าไหมแขนยาวที่มีสไบเฉียงสีฟ้าอ่อนๆ กับกระโปรงยาวถึงตาตุ่มสีเดียวกันนั้น ดูสวยอย่างทันสมัย ผมของเธอถูกเกล้าขึ้นมาพร้อมทัดดอกกล้วยไม้ที่ปักชื่อของเธอ มันช่างสวยงามเสียจริง ร่างเล็กหายใจเข้าจนเต็มปอด โอกาสมาถึงเธอแล้ว และเธอจะทำพลาดที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด หญิงสาวยิ้มให้ตัวเองในกระจกก่อนจะรีบเดินกลับมาหาผู้เป็นเพื่อน
"ไปกัน" ทั้งสองตรงไปยังห้องของผู้จัดการห้องอาหาร เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับหญิงสาวที่ดูอายุมากกว่าพวกเธอเล็กน้อยนั่งอยู่ในนั้น
"เธอสองคนเป็นพนักงานที่มาใหม่สินะ" คาเรียและวีวี่พยักหน้ารับในทันที
"ฉันชื่อมินตรา เป็นผู้จัดการห้องอาหาร...นั่งก่อนสิ" มินตราเชื้อเชิญให้สองสาวนั่งลงยังฝั่งตรงข้าม
"คาเรียกับวีวี่"
"สวัสดีค่ะ" ทั้งสองยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มเช่นเคย
"ฉันจะไม่พูดยืดเยื้อนะ ตั้งใจฟังให้ดี โรงแรมแกลลอรี่เป็นโรงแรมระดับลักชูรี่ มีห้องอาหารสี่ห้องใหญ่ ห้องแรกอาหารนานาชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวที่หลากหลายเชื้อชาติ ห้องที่สองเป็นอาหารไทย ห้องที่สามสำหรับวีแกนหรือเฮลท์ตี้ พวกเธอเคยมีประสบการณ์ร้านอาหารมากันหลายปีแล้ว ฉันจะไม่ขออธิบายให้มาก และสุดท้ายเป็นสปิริตบาร์ เหมาะกับลูกค้าที่ชื่นชอบเครื่องดื่มระดับพรีเมี่ยม เดี๋ยวพวกเธอจะเข้าใจทุกอย่างเอง"
"..."
"ห้องอาหารทั้งสามห้อง เปิดตั้งแต่ตีห้าจนถึงเที่ยงคืน ส่วนสปิริตบาร์ เปิดตั้งแต่บ่ายสามไปจนถึงตีสาม พวกเธอจะถูกเปลี่ยนเวรทุกๆ เดือน หวังว่าจะไม่มีปัญหานะ" ทั้งสองคนส่ายหน้า พวกเธอทั้งสองผ่านงานมานับไม่ถ้วน แค่นี้ถือว่าไม่มากนักหรอก
"แล้วพวกเราจะได้อยู่ที่ห้องอาหารไหนหรอคะ" วีวี่เอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะยังไม่มีใครแจ้งอะไรเธอสองคนเลย
"ในการทำงานเดือนแรก พวกเธอจะต้องผ่านห้องอาหารทั้งสี่ห้องก่อน หลังจากนั้นฉันจะพิจารณาเองว่าพวกเธอควรจะอยู่ที่ไหน" คาเรียและวีวี่ต่างมองหน้ากันพลางกลืนน้ำลายลงคอ
"ตอนนี้ฉันจัดสถานที่ให้พวกเธอแล้ว วีวี่ไปอยู่ที่ห้องอาหารไทย ส่วนเธอคาเรีย ไปอยู่ที่ห้องอาหารนานาชาติ จะมีคนสอนงานพวกเธอ และพรุ่งนี้จะเป็นการเริ่มงานแบบเต็มตัว" มินตราผายมือไปที่ประตูพร้อมรอยยิ้ม แม้จะเป็นรอยยิ้มธรรมดาก็สร้างความขนลุกให้กับสองสาวไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อออกมาจากห้องทั้งสองต่างมองหน้ากันก่อนจะจับมือให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
"มันอาจจะยากหน่อย ฉันเชื่อว่าเราจะผ่านได้" คาเรียส่งยิ้มให้กำลังใจ อย่างน้อยที่นี่ก็คงจะดีกว่าที่เดิม
"เอาไว้เจอกันตอนเลิกงานนะ" วีวี่ส่งยิ้มกลับก่อนทั้งสองจะแยกย้ายกันไปที่ห้องอาหารของตัวเอง คาเรียเดินมาที่หน้าห้องอาหารนานาชาติ หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้นหรือเพราะความกลัวกันแน่ หากเธอได้เวรดึก งานอีกที่เธอก็คงต้องหาเงินไปคืนและลาออก ที่นี่จะดีกับเธอแค่ไหนกันนะ และหากที่นี่รู้เบื้องหลังของเธอขึ้นมา เธอจะยังได้ทำงานที่นี่ต่อไปอีกรึป่าว มือบางเอื้อมไปจับลูกบิดประตู จู่ๆความกลัวก็เข้ามาเกาะกินหัวใจของเธอเสียอย่างนั้น
"มาใหม่หรอ" มือบางปล่อยลูกบิดประตูก่อนจะหันไปตามเสียง ก็พบกับชายหนุ่มร่างสูงในชุดพนักงานชายสีฟ้าอ่อนเหมือนเธอ
"อ่อ อือ"
"เข้าไปเถอะ ทุกคนที่นี่ใจดี ไม่ต้องกลัว" รอยยิ้มของคนตรงหน้าสร้างความอุ่นใจให้เธอไม่น้อย
"ฉันชื่อคาเรีย"
"ฉันชื่อเปเปอร์ เข้าไปข้างในกัน ฉันจะแนะนำคนอื่นๆให้รู้จัก" ร่างเล็กพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามเปเปอร์เข้าไปด้านใน ห้องอาหารด้านในมีโต๊ะอยู่ประมาณยี่สิบโต๊ะเท่านั้น ทั้งห้องถูกตกแต่งอย่างร่วมสมัย เธอไม่แปลกใจเลยทำไมที่นี่ถึงโด่งดังนักแม้เปิดใหม่
"ฉันจะเป็นคนสอนงานเธอเอง" เปเปอร์ว่าก่อนจะเริ่มอธิบายส่วนต่างๆและงานที่เธอจะต้องทำ ร่างเล็กตั้งใจฟังและจดจำเป็นอย่างดี งานใหม่ที่ใหม่เธอเองก็ต้องปรับตัวไม่ใช่น้อย
"ทั้งหมดก็ประมาณนี้ ส่วนนั่นพี่เจ พี่พัต แล้วชัญญา เป็นคนของกะเช้า แต่ละกะจะมีห้าคน เธอเองก็จะได้ทำในกะเช้านี้ก่อนนะ เริ่มงานตีห้าเลิกงานบ่ายสาม เข้าใจใช่ไหม"
"อือ เข้าใจ" หญิงสาวรีบพยักหน้ารับก่อนจะหันไปทักทายเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ
"ส่วนกฎอื่นๆ ฉันจะค่อยๆบอกไปก็ละกัน วันนี้ก็เรียนรู้ จดจำ แล้วพรุ่งนี้จะได้เริ่มงานเต็มตัว"
"ขอบคุณมากนะ" เปเปอร์ส่งยิ้มก่อนจะไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ คาเรียยืนประจำที่ในโซนที่เธอต้องรับผิดชอบ ดูเหมือนการเริ่มต้นที่นี่ จะไปได้ดีกว่าที่เธอคิดเอาไว้เสียอีกนะ
