บทที่ 3 คนเดิมที่ไม่เหมือนเดิม
“สวัสดีครับคุณปรีชญา” เสียงเรียกชื่อที่ไม่คุ้นหูดังมาจากผู้ชายที่กำลังก้าวเดินเข้ามาหาปรีชญา เขาเป็นชายเลยวัยกลางคนร่างสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดห้าสิบเซนติเมตร ใบหน้าของเขาดูไม่เป็นพิษเป็นภัยเท่าไหร่นักทำให้ปรีชญายอมยิ้มทักทายตอบกลับไป
“สวัสดีค่ะ คุณคือ...”
“ผมชื่อสุชาติครับเป็นคนขับรถของท่านประธาน” สุชาติแนะนำตัวเพื่อให้ปรีชญาลดความกังวลลง เขาไม่แปลกใจหากเธอจะมีท่าทีระแวดระวังเขาเพราะสุชาติก็คือคนแปลกหน้าที่ปรีชญาได้พบเจอเป็นครั้งแรก
“ท่านประธาน?”
“คุณพีรภัทรครับ ผมเป็นคนขับรถของคุณพีรภัทร ประธานบริหารบริษัท ศิลษฐานุกุล ดีเวลลอปเม้นท์”
“อ้อ...” คุณสุชาติคือคนขับรถของพี่พีท งั้นก็แปลว่าเขาให้คนขับรถของตัวเองมารับเธออย่างนั้นใช่ไหม ถ้าใช่ก็แปลว่า ‘พี่พีทยังเป็นคนใจดีเหมือนเดิมเลยนะคะ’
“ท่านประธานให้ผมมารอรับคุณปรีชญาที่สนามบินครับ” สุชาติรายงานตามหน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายมาให้ทำและโค้งศีรษะของตัวเองเล็กน้อยเพื่อเป็นการขออนุญาตรับหน้าที่ดูแลกระเป๋าเดินทางของปรีชญาต่อ
“มีใบเดียวถูกต้องไหมครับ” สุชาติถามเพื่อความแน่ใจเนื่องจากเขาเห็นหญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางออกมาเพียงแค่ใบเดียวเท่านั้น ขนาดของกระเป๋าไม่ใหญ่มากออกจะดูเล็กเกินไปด้วยซ้ำสำหรับคนที่ต้องเดินทางมาทำงานในต่างประเทศเป็นระยะเวลาเกือบครึ่งปี
“มีแค่ใบเดียวค่ะ ปรายไม่อยากขนอะไรมาเยอะ ถ้ามีอะไรขาดก็ว่าจะหาซื้อที่นี่แทน” เธอขนมาแค่เสื้อผ้าและของใช้จำเป็นเท่านั้นเพราะเธอต้องอยู่อีกนานจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องขนของเหมือนจะย้ายบ้าน อย่างอื่นค่อยมาหาซื้อใหม่ที่ไทยก็ได้
“เชิญครับ” เมื่อได้ยินคำยืนยันแล้วสุชาติก็ไม่เซ้าซี้ถามอะไรต่อ เขาผายมือไปตามเส้นทางที่จะตรงไปยังรถก่อนจะเดินนำหน้าปรีชญาไป
ทั้งสองใช้เวลาเดินมายังรถไม่ถึงสิบนาทีสุชาติก็มาหยุดอยู่ที่รถยนต์สี่ประตูสีดำสนิท ดำแม้กระทั่งฟิล์มของรถ มืดสนิทชนิดที่ไม่สามารถมองเห็นคนที่นั่งอยู่ภายในรถได้ สุชาตินำกระเป๋าเดินทางของปรีชญาไปเก็บไว้ที่ด้านหลังของรถให้เรียบร้อยก่อนจะเดินมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้ปรีชญาเดินเข้าไปนั่งข้างในก่อน
“ขะ ขอบคุณค่ะ”
ยอมรับเลยว่าไม่ชินกับการที่จะต้องมีคนมาเปิดและคอยปิดประตูรถให้แบบนี้ เป็นการได้รับการดูแลราวกับลูกคุณหนู เป็นอะไรที่ปรีชญาเกรงใจมากและเพื่อไม่ให้คุณสุชาติต้องยืนเปิดประตูรถนาน เธอจึงรีบขอบคุณเขาและก้าวเข้าไปนั่งอยู่ในรถอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่าบนรถคันหรูนี้มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ประตูรถข้างปรีชญาถูกปิดลง สุชาติเดินกลับมายังที่ประจำของคนขับเพื่อทำการพาเจ้านายและแขกของเจ้านายไปยังจุดหมายปลายทาง
“ปรายพักที่...”
“โรงแรมมารีญา บูทีค คุณสุชาติเขารู้อยู่แล้ว”
กึก! เสียงนี้
ปรีชญาอ้าปากค้างเมื่อมีเสียงอันคุ้นเคยพูดชื่อที่พักที่เธอจองไว้สำหรับคืนนี้ แต่ที่ตกใจคือเธอพึ่งจะรู้ตัวว่าเขานั่งอยู่ข้าง ๆ กัน ‘ถึงว่า...กลิ่นน้ำหอมคุ้นมาก’
“พี่พีท”
“พี่ต้องดีใจหรือเปล่าที่ปรายยังจำชื่อพี่ได้”
ไม่รู้ว่าเสียงบนรถเงียบเกินไปหรือเพราะอะไร ตอนนี้ปรีชญากำลังได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้น หัวใจของเธอเต้นเป็นจังหวะที่เร็วมาก เต้นรัวราวกับมีคนนำกลองชุดเข้าไปนั่งรัวจังหวะเพลงร็อคอยู่ในอกของเธออย่างไรอย่างนั้น ใจสั่นจนเกินควบคุม
“...”
ดวงตาสองคู่หันมาสบเข้าหากันแล้วนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นเหมือนกำลังสำรวจดวงตาของอีกฝ่าย
เขายังคงเป็นพี่พีทที่หล่อมากเหมือนเดิม กาลเวลาไม่สามารถทำอะไรผู้ชายคนนี้ได้เลยจริง ๆ ใบหน้าคมเข้มและรับรู้ได้ว่าเขาบำรุงผิวหน้าของตัวเองดีขนาดไหน ผิวนอกร่มผ้าของเขาดูสว่างขึ้นมาหนึ่งหรือไม่ก็สองระดับเมื่อเทียบกับเมื่อสามปีก่อน
ผิวหน้าของเขาขาวใสจนสามารถมองเห็นตอหนวดเป็นสีเทาจาง ๆ ได้ ทรงผมก็ถูกเซตมาเป็นอย่างดี ยิ่งอยู่ในชุดสูทที่เข้าชุดกันทั้งตัวแบบนี้ยิ่งทำให้พี่พีทในสายตาของปรีชญาหล่อเหลาราวกับพระเอกในละคร เขาดูเป๊ะดูเนี้ยบขึ้นมากดูภูมิฐาน ต่างจากเมื่อก่อนที่เธอมักจะเห็นเข้าใส่แค่เสื้อเชิ้ตพับแขน ผมเผ้าก็ปล่อยธรรมชาติไม่ได้จัดให้ดูเป็นทางการอะไรมากนักแต่ยังดูดีเสมอ
พอได้กลับมาเจอเขาอีกครั้ง ได้มองในระยะที่เกือบจะใกล้ชิดขนาดนี้ ปรีชญาต้องยอมรับเลยว่าเขาหล่อและมีออร่าเหมาะสมกับการเป็นท่านประธานมากจริงๆ
“พี่พีท สบายดีไหมคะ”
เธอก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย ปรีชญาแอบชมตัวเองที่กล้าถามเขาก่อน ทั้งที่มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบ ใบหน้าร้อนผะผ่าวและหัวใจดวงน้อยก็ยังคงไม่ลดระดับความตื่นเต้นเลย ‘สู้สิปราย เรากลับมาก็เพื่อมาเจอพี่พีท อย่าไปกลัว!’
“หลังจากที่ปรายทำพี่เกือบตาย พี่ก็คงต้องตอบว่า พี่สบายดี” ประโยคที่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ฟังแล้วเหมือนกับว่าเขาก็แค่พูดตอบกลับว่าเขาสบายดี แต่ไม่รู้ทำไมหัวใจของปรีชญาถึงได้เปลี่ยนจากเต้นแรงเป็นกระตุกวูบเหมือนมีคนมากระชากข้อเท้าของเธอให้ทรุดลงไปกองอยู่บนพื้น เขาพูดนิ่ง ๆ แต่เธอจุกไปทั่วทั้งอกและไม่กล้าถามอะไรเขาอีกเลย
เขายังไม่ลืม แน่ล่ะ ใครมันจะไปลืมเรื่องราวที่แสนจะเจ็บปวดไปได้ภายในระยะเวลาแค่สามปี และเธอต้องขอบคุณเขานะที่ในตอนนี้เขายังใจดีหันมาตอบคำถามเธอแม้ใบหน้าของเขาจะปราศจากรอยยิ้มก็ตาม
‘เขาไม่ด่าก็ดีแล้วปราย’ เธอเองก็ควรรู้ตัวว่าจะคาดหวังให้เขายิ้มต้อนรับก็คงไม่ได้ แค่เขาไม่แสดงออกว่าเกลียดชังเธอย่างชัดเจนก็มากพอแล้ว
“โรงแรมอยู่ห่างจากสนามบินเหรอคะคุณสุชาติ”
เมื่อคนที่นั่งข้าง ๆ ทำเหมือนไม่ได้อยากจะสนทนาหรืออยากจะถามสารทุกข์สุกดิบกับเธอ ทำให้ปรีชญาเลือกถามคนที่ทำหน้าที่ขับรถแทนเนื่องจากเธอเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ถึงเส้นทางที่ควรจะต้องเดินทางไปที่โรงแรม
ปรีชญาจำได้ว่าตอนที่เธอกดจองห้องพักที่เธอเลือกโรงแรมนี้ก็เพราะโรงแรมกับสนามบินอยู่ไม่ห่างกันมาก ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่นี่เธอนั่งอยู่บนรถมาเกือบจะชั่วโมงหนึ่งแล้ว ทำไมยังไม่ถึงสักทีนะ สังเกตดูการจราจรข้างนอกก็ไม่เห็นว่ารถจะติดหนักขนาดนั้นเลย
“เราไม่ได้จะไปโรงแรมที่ปรายจองไว้” เป็นอีกครั้งที่คนข้าง ๆ พูดขึ้นหลังจากที่เขานั่งเงียบก้มหน้าสนใจแต่โทรศัพท์ในมือของตัวเอง
“ตะ แต่ว่าปรายต้องไปเช็คอินก่อนเที่ยงนะคะ” ก้มมองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรง
เธอไปเช็คอินสายแล้ว!
“พี่รู้”
แล้ว? เขารู้แต่ยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนแบบนี้เนี่ยนะ เธอกำลังจะเสียค่าจองห้องพักนะและกว่าจะหาห้องได้มันไม่ง่ายด้วย ปรีชญาไม่ได้เป็นคนเรื่องมากแต่เธอพึ่งจะกลับมาประเทศไทยหลังจากไม่ได้มาเยือนบ้านเกิดเลยตลอดสามปี พอจะได้กลับมาเธอจึงขอเลือกโรงแรมที่ได้มาตรฐานมีรีวิวที่น่าเชื่อถือ ที่ต้องเลือกเยอะขนาดนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง
“ท่านประธานต้องการไปดูงานที่หัวหินก่อนครับ แล้วจะพาคุณปรีชญาไปส่งที่พักหลังจากนั้น” สุชาติเป็นคนเลือกที่จะตอบให้แขกหรือจะต้องพูดว่าเพื่อนร่วมงานของท่านประธานได้หายข้องใจและแอบสงสารปรีชญาอยู่เหมือนกัน เธอพึ่งเดินทางมาถึงแท้ ๆ แต่คุณเจ้านายก็ขยันเกินไปอยากพาเพื่อนร่วมงานไปเริ่มงานตั้งแต่วันแรก
