บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว

“พ่อหวังว่าพีทจะไม่ติดอะไรนะ ที่พ่อเลือกให้บริษัทMIIS เข้ามารับเหมาดูแลโครงการหมู่บ้านเฟส9ของเราที่หัวหิน พ่อมั่นใจฝีมือของบริษัทคุณรัชนีมากที่สุด”

“ก็...ผมจะติดอะไรได้ละครับในเมื่อคุณพ่อเลือกไปแล้ว”

“คุณพ่อเลือกอะไรผมก็เอาอันนั้นแหละครับ”

ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม สายตามองสบตากับบิดาเพียงครู่ก่อนจะเปลี่ยนไปมองดูภาพวิวท้องฟ้าด้านนอกกระจก มันก็ภาพท้องฟ้าเดิม ๆ ที่เขาเห็นในห้องทำงานของตัวเอง เห็นทุกวัน บางวันก็มีเมฆมาก บางวันก็มีเมฆน้อย ก็ถือว่าเป็นข้อดีของการเลือกห้องทำงานที่อยู่บนชั้นสูงสุดของตึก

พีรภัทร (พี-ระ-พัด) ศิลษฐานุกุล (สิน-ละ-สะ-ฐา-นุ-กุน) หรือ พีท อายุ34ปี เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาชนิดที่ใครเห็นก็ต้องพูดว่า ลูกรักพระเจ้า รูปหล่อชวนหลงแต่ปากหนักใช่เล่น บางครั้งก็ใจดี บางครั้งก็ดุและพูดจาขวานผ่าซากเพราะเขาไม่ชอบอะไรที่ต้องอ้อมค้อม

ด้วยนิสัยที่ตัวเองเป็นคนชัดเจนคิดอะไรก็จะพูดออกมาตรง ๆ ชอบคือชอบ ไม่ชอบคือไม่ชอบทำให้คนที่ต้องร่วมงานด้วยส่วนมากจะพากันเกร็งเวลาที่ต้องเสนองานให้พีรภัทรอนุมัติ ถ้าถามถึงนิสัยอ่อนโยนก็มีบ้างและอยู่ที่ว่าเขาอยากจะอ่อนโยนกับใครแต่ส่วนใหญ่มุมนี้น้อยคนที่จะได้เห็น เพราะพีรภัทรเคยอ่อนโยนแล้วถูกหักหลัง มันเจ็บเกินกว่าจะบรรยาย เจ็บจนไม่อยากเป็นคนใจดีให้ใครอีกแล้ว

ปัจจุบันพีรภัทรดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ศิลษฐานุกุล ดีเวลลอปเม้นท์ โดยมีบิดาของเขาเป็นที่ปรึกษาข้างกาย อันที่จริงเขาบังคับให้พ่อมาเป็นมากกว่า

พีรภัทรคิดว่าต่อให้เขาจะเป็นผู้บริหารที่เก่งและฉลาดมากแค่ไหน แต่ประสบการณ์ในวงการธุรกิจของเขายังถือว่าน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับพจีพัฒน์ผู้เป็นบิดา เขาอยากเป็นผู้บริหารให้เก่งได้เหมือนที่บิดาเป็น

“แล้วจะติดอะไรไหมถ้าคนที่จะเดินทางมาทำงานกับพีทตั้งแต่เริ่มต้นจนจบโครงการคือ...หนูปราย”

“...” ปราย ชื่อนี้ทำให้ลมหายใจของชายหนุ่มติดขัด

ชื่อที่เขาไม่เคยเอื้อนเอ่ยออกจากปากของตัวเองมาตลอดสามปี ชื่อที่เขาอยากจะลืมอยากจะลบออกไปจากชีวิต ชื่อที่ทำให้เขาเกือบเสียผู้เสียคน และถ้าเขาไม่มีบิดาคอยพูดจาเตือนสติพีรภัทรคงไม่ได้กลับมาเป็นผู้เป็นคนแล้วขึ้นรับตำแหน่งประธานบริษัทได้เหมือนทุกวันนี้

“เฟส9ของเราเป็นโครงการขนาดกลาง คุณรัชนีไม่เห็นต้องใช้งานลูกสะใภ้ตัวเองเลยนะครับ ให้คนอื่นมาทำแทนก็ได้” ไม่ได้มีปัญหาที่จะร่วมงานกับเธอคนนั้นนะ

“อดีต ต้องพูดว่าอดีตลูกสะใภ้ ไปอยู่ที่ไหนมาถึงได้ตกข่าวเรื่องที่หนูปรายกับแดนจบสถานะสามีและภรรยากันแล้ว เขาเลิกกัน นี่แกไม่ได้คุยกับแดนบ้างเลยเหรอ”

“ถ้าไม่จำเป็นผมไม่คุยกับมัน...” พีรภัทรเค้นเสียงลอดไรฟันเมื่อนึกถึงใบหน้าของเพื่อนทรยศ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เขาตัดขาดความเป็นเพื่อนกับดนุวิทย์พร้อมๆ กับตัดเยื่อใยที่เขามีต่อผู้หญิงคนนั้น หญิงก็ร้ายชายก็เลว เกลียดแสนเกลียดไม่คิดเลยว่าจะต้องได้กลับมาเจอกันอีก

“สองคนนั้นเลิกกันตั้งแต่ย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลีย แต่ที่ยังอยู่ด้วยกันก็เพราะ...”

“จะเลิกจะอยู่ มันก็ไม่ใช่เรื่องของผมครับ” พีรภัทรรีบพูดแทรกบิดาขึ้นมาทันที เขาไม่ได้ต้องการที่จะรับฟังชีวิตที่ผ่านมาของคนที่เคยทำร้ายหัวใจของเขา จะอยู่จะตายทำไมเขาต้องสนใจ ตอนรวมหัวกันหักหลังเขาก็ไม่เห็นมีใครมาสนใจว่าเขาจะเจ็บเจียนตายขนาดไหน

“เอาเป็นว่า ผมไม่ติดปัญหาอะไรที่จะต้องทำงานร่วมกับปะ...” กระดากปากเหลือเกินที่จะต้องเอ่ยชื่อผู้หญิงคนนั้น ถ้าไม่จำเป็นจะไม่พูดชื่อนี้ให้เปลืองน้ำลาย

“ผมไม่ติดอะไรที่จะต้องทำงานร่วมกับ ปราย”

“แน่ใจนะพีท” พจีพัฒน์อดถามออกไปไม่ได้เมื่อแอบสังเกตเห็นลูกชายของตนแสดงอาการบอบช้ำออกมา แม้แววตาของพีรภัทรจะทอแสงหม่นหมองเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นปกติเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่คนเป็นพ่อเห็นแค่ปราดเดียวก็รู้แล้วว่าชื่อปรายยังมีผลต่อความรู้สึกของพีรภัทรอยู่ไม่มากก็น้อย

“แน่ใจครับ ปรายไม่ได้มีความหมายอะไรกับผมอีกแล้ว เราจะทำงานร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงานเท่านั้น”

ก็แค่ทำงานร่วมกันและเขาเป็นคนที่แยกแยะได้ว่าอันไหนเรื่องงานอันไหนเรื่องส่วนตัว อีกอย่างผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีค่าอะไรมากพอที่จะทำให้เขาต้องเสียเวลาไปใส่ใจ

“ถ้าไม่ไหวก็บอกพ่อนะพีท”

บาดแผลที่ฝังลึกในหัวใจเมื่อสามปีก่อนมันยากที่จะลบเลือนให้หายสนิทได้โดยง่าย คนเป็นพ่ออย่างเขาเข้าใจลูกชายดี ในวันที่พีรภัทรแหลกสลายไม่เป็นผู้เป็นคน พจีพัฒน์เองก็อยู่ตรงนั้นกับลูกชาย

“ผมมันไม่ดีตรงไหนครับ ทำไมครับคุณพ่อ ทำไมปรายต้องทำแบบนั้นกับผม” สองมือหนายกกำปั้นของตัวเองขึ้น ทุบเข้าที่ขมับทั้งสองข้างหนัก ๆ รัว ๆ จนเกิดเสียงดัง ตุบ ตุบ

ทุบซ้ำ ๆ ลงจุดเดิมเพื่อหวังให้ความเจ็บปวดที่เขากำลังทำร้าย ตัวเองอยู่นี้จะสามารถลดความทรมานที่เกิดขึ้นในหัวใจลงไปได้บ้าง แต่ก็ไม่เลย ยิ่งเขาทำร้ายตัวเองแรงขึ้นเท่าไหร่ภาพที่สร้างความเจ็บปวดก็ยิ่งฉายชัดมากขึ้นเท่านั้น

“พอแล้วพีท พอแล้วลูก”

คนเป็นพ่อทนมองภาพนั้นต่อไปไม่ไหวเมื่อเห็นลูกชายกำลังทำร้ายร่างกายของตัวเอง จนต้องทรุดตัวนั่งลงตรงหน้าพีรภัทร ยกสองมือขึ้นป้องศีรษะของพีรภัทรเอาไว้เพื่อไม่ให้ขมับทั้งสองข้างถูกกำปั้นหนาทุบซ้ำลงที่เดิมอีก มือของพ่อจะเจ็บเท่าไหร่ก็ยอมได้ แต่จะให้ทนเห็นลูกชายเจ็บตัวอันนี้พ่ออย่างเขาทนต่อไปไม่ไหวจริงๆ

“คุณพ่อ...”

เมื่อเริ่มรับรู้ว่าความเจ็บและแรงกระแทกนั้นเบาลง ในวินาทีนั้นเองที่สติของพีรภัทรกลับคืนมา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เพื่อมองใบหน้าของบิดาและทันทีที่ได้เห็นว่าสีหน้าของคนเป็นพ่อเจ็บปวดมากเพียงใด ดวงตาของท่านมีน้ำตาเจิ่งนองมากแค่ไหนแต่ถึงกระนั้นริมฝีปากก็ยังคงเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนมาให้

ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของพีรภัทรหนักอึ้งมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว น้ำตาที่ยังไหลลงมาเป็นสายน้ำกลับไหลออกมามากกว่าเดิมยิ่งกว่าทำนบแตก

‘เขาไม่ได้เจ็บปวดคนเดียว’

เมื่อคิดได้ดังนั้น สองมือที่กำเข้าหากันแน่นได้คลายกำปั้นออกแล้วเปลี่ยนเป็นทาบทับลงบนฝ่ามือของผู้เป็นพ่อ ปิดเปลือกตาของตัวเองลงแล้วบีบเค้นให้หยาดน้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินลงมา วันนี้เขาเจ็บช้ำมามากพอแล้วและถ้าเขายังจมอยู่กับความเสียใจอยู่แบบนี้ จะไม่ได้มีแค่ตัวเขาที่เจ็บปวดแต่เขากำลังทำให้คนเป็นพ่อ คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตต้องเจ็บปวดไปกับเขาด้วย

เพราะฉะนั้น พอ! น้ำตาที่เสียไปให้กับผู้หญิงคนนั้นมันควรหยุดได้แล้ว

“ผมขอโทษครับ” เอ่ยคำขอโทษออกไปแม้จะยังเป็นเสียงสะอื้น ทว่า กลับหนักแน่น สายตาที่ก่อนหน้านี้สิ้นหวังเปลี่ยนเป็นดุดัน เขาจะไม่อ่อนแออีก

“จำวันที่แม่แกเสียได้ไหมพีท วันนั้น แม่ของแกพูดว่าอะไร จงเข้มแข็ง แม้ในวันที่หัวใจของลูกอ่อนล้า”

“ความรักของแม่จะอยู่กับผมเสมอ...” วันที่สูญเสียมารดาอันเป็นที่รักในตอนนั้นเขาพึ่งจะ10ขวบ วันนั้นเป็นวันที่โศกเศร้าเกินกว่าที่เด็กอายุเท่านั้นจะบรรยายออกมาได้ และคำพูดสุดท้ายก่อนที่เขาจะสูญเสียมารดาไปตลอดกาล คือคำว่ารักจากแม่

แม้ในวันนี้เขาจะถูกผู้หญิงที่เขารักมากทำร้ายหัวใจ แต่เขาจะยังมีความรักของแม่และพ่อที่ห่อหุ้มก้อนเนื้อในอกนี้ให้มีแรงสู้ต่อ อย่าให้ค่าคนที่ไม่รักเรา จงมองคุณค่าจากความรักของคนที่เขารักเรา จำไว้พีท...

“สบายมากครับ” ก็อย่างที่บอกไป เธอ คนนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเขาอีกแล้ว

“พ่อเห็นพีทเป็นแบบนี้พ่อก็สบายใจ” ลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ลูกชายก่อนจะวางมือลงบนบ่าหนา

“ไม่ไหวก็บอกพ่อนะไอ้ลูกหมา พ่อไม่อยากเห็นเด็กขี้แย”

“คุณพ่อ วุ้ย”

“พ่อแก่แล้ว นั่งดื่มเหล้าเป็นเพื่อนแกไม่ไหวหรอก”

“คุณพ่อ...” ทำเสียงขู่ ฮึม ๆ ในลำคอ เขาจะเสียการปกครองเพราะพ่อตัวเองนี่แหละ ชอบทำเหมือนว่าเขาเป็นเด็กอยู่เรื่อยเลย ยังดีที่พนักงานยังให้ความเกรงใจตำแหน่งประธานบริษัทของเขาอยู่ แต่ก็นั่นแหละนะ ถ้าไม่มีบิดาคนนี้เขาคงไม่ได้เป็นท่านประธานที่พนักงานให้ความเคารพได้เหมือนทุกวันนี้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel