บทที่ 4 ครอบครัว
บรรยากาศบริเวณลานหน้าบ้านตกอยู่ในความเงียบงันจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ เซียวจวิ้นยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นราวกับภูผาน้ำแข็ง ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองเว่ยเหราอย่างประเมินและจับผิด ปรกติแล้วทุกครั้งที่เขากลับมาจากการล่าสัตว์ สตรีผู้นี้จะต้องปรี่เข้ามาทุบตีระบายอารมณ์ใส่เขา ด่าทอที่เขาเป็นเพียงนายพรานยากจนหาเงินได้ไม่มากพอให้นางไปซื้อเครื่องประดับ และลงท้ายด้วยการค้นตัวเขาเพื่อริบเงินทุกอีแปะไปจนหมดสิ้น
ทว่าวันนี้ทุกอย่างกลับผิดแผกไปจากเดิม เว่ยเหราเพียงแค่ยืนมองเขาด้วยสายตาราบเรียบ
แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความรังเกียจและเกรี้ยวกราดกลับเลือนหายไป กลายเป็นความสงบนิ่งที่เขาไม่คุ้นเคย
"ท่านกลับมาแล้วหรือ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไม่ได้ตะโกนตวาดเหมือนเช่นทุกวัน
เซียวจวิ้นขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ความระแวดระวังตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ สตรีผู้นี้เพิ่งคิดแผนร้ายอันใดขึ้นมาอีก นางแสร้งทำตัวอ่อนโยนเพื่อหลอกล่อสิ่งใดจากเขากันแน่ ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยตอบคำถามของนาง เขาสะบัดมือโยนซากไก่ป่าสองตัวและกระต่ายป่าลงบนพื้นดินอย่างแรงเพื่อดูท่าทีของนาง
"ท่านพ่อ"
เสียงเรียกใสแจ๋วที่สั่นเครือเล็กน้อยดังขึ้นจากในเรือน เซียวเยียน เซียวหยาง และเซียวเหิง วิ่งกรูกันออกมาจากห้องนอนราวกับลูกนกที่เพิ่งหาแม่พบ เด็กชายทั้งสามพุ่งเข้ามากอดขาของบิดาเอาไว้แน่น น้ำตาที่กลั้นเอาไว้มาตลอดทั้งวันไหลรินลงมาอาบแก้มมอมแมม สำหรับพวกเขาทีต้องทนอยู่กับมารดาใจร้าย การได้เห็นบิดากลับมาบ้านเปรียบเสมือนการได้เห็นแสงสว่างแห่งความหวัง
ดวงตาเย็นชาของเซียวจวิ้นอ่อนแสงลงทันทีที่เห็นลูกชาย เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง ลูบศีรษะเล็กๆ ของพวกเขาด้วยมือที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธอย่างอ่อนโยน สายตาของคนเป็นพ่อกวาดมองสำรวจร่างกายของเด็กทั้งสามอย่างรวดเร็วเพื่อหารอยแผลใหม่
เมื่อพบว่าไม่มีร่องรอยการถูกเฆี่ยนตีเพิ่มขึ้นในวันนี้ เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าแววตาหวาดกลัวที่เด็กๆ ลอบมองไปทางมารดา ทำให้เขารู้ว่าก่อนหน้านี้ต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแน่
"ข้าจะเอาไก่ป่าไปทำอาหารเย็นให้พวกท่านก็แล้วกัน ท่านเหนื่อยมาทั้งวัน ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนเถอะ" เว่ยเหราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นางก้มลงหยิบซากไก่ป่าขึ้นมาหนึ่งตัวด้วยท่าทีทะมัดทะแมง ไม่หลบสายตาดุดันที่เซียวจวิ้นตวัดมองมา นางรู้ดีว่าความหวาดระแวงของสามีไม่ได้น้อยไปกว่าเด็กแฝดทั้งสามเลย เผลอๆ อาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
เซียวจวิ้นไม่ได้เอ่ยปากห้าม เขามองตามแผ่นหลังบางที่เดินหายเข้าไปในครัวด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย สตรีที่จับเพียงแป้งชาดและไม่เคยยอมหยิบจับงานบ้าน วันนี้กลับอาสาถอนขนไก่และทำอาหารเย็นด้วยตนเอง ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ภายในห้องครัว เว่ยเหราลงมือจัดการไก่ป่าอย่างคล่องแคล่ว นางต้มน้ำร้อนเพื่อถอนขน ทำความสะอาดเครื่องใน และสับไก่เป็นชิ้นพอดีคำ จากนั้นนางก็หยิบกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำพุวิเศษออกมา เทน้ำพุใสกระจ่างลงไปในหม้อดินเผาจนท่วมเนื้อไก่ เติมเกลือและสมุนไพรป่าที่มีอยู่ติดก้นครัวลงไปเล็กน้อยเพื่อดับคาว
ทันทีที่น้ำแกงในหม้อเดือดพล่าน กลิ่นหอมหวานของเนื้อไก่ที่ผสานกับความบริสุทธิ์ของน้ำพุวิเศษก็ระเหยขึ้นมาเตะจมูก
มันเป็นกลิ่นหอมที่เข้มข้นและเย้ายวนใจยิ่งกว่าอาหารเหลาใดๆ ที่เคยมีมา กลิ่นอาหารลอยฟุ้งทะลุประตูครัวออกไปถึงลานหน้าบ้าน ทำให้เซียวหยางที่เพิ่งหยุดร้องไห้ถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก แม้แต่เซียวจวิ้นเองยังต้องหันขวับไปมองทางห้องครัวด้วยความประหลาดใจ
ไม่นานนัก เว่ยเหราก็ยกชามน้ำแกงไก่ป่าควันฉุยออกมาวางบนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้องโถง พร้อมกับแผ่นแป้งย่างร้อนๆ อีกหลายแผ่น น้ำแกงในถ้วยมีสีเหลืองทองอร่าม เนื้อไก่เปื่อยกำลังดีดูน่ากินเป็นอย่างยิ่ง
เด็กแฝดทั้งสามเดินมานั่งล้อมโต๊ะด้วยสายตาละห้อย พวกเขาหิวอีกแล้ว แต่เมื่อเห็นมารดายืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่มีใครกล้าขยับตัว
เซียวจวิ้นเดินเข้ามานั่งที่หัวโต๊ะ เขามองอาหารตรงหน้าสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของภรรยา มือหนากำหมัดแน่นก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
"เจ้าใส่อะไรลงไปในอาหาร"
เว่ยเหราชะงักมือที่กำลังจะตักน้ำแกงแจกจ่าย นางเงยหน้าสบตากับสามีตรงๆ
"ข้าเพียงแค่ต้มแกงไก่ใส่เกลือ ไม่ได้ใส่อะไรอื่น"
"เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อหรือ?" เซียวจวิ้นตบโต๊ะเสียงดังจนเด็กทั้งสามสะดุ้ง
"ปรกติเจ้าไม่เคยแม้แต่จะก่อไฟ วันนี้กลับทำอาหารหน้าตาดีเช่นนี้มาให้พวกเรากิน เจ้าคิดจะวางยาสลบข้าเพื่อขโมยเงิน หรือคิดจะวางยาพิษพวกเราให้ตายไปให้พ้นหูพ้นตาเจ้ากันแน่!"
เซียวเยียนรีบดึงน้องชายทั้งสองให้ถอยห่างจากโต๊ะอาหารทันที แววตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ตอกย้ำคำพูดของบิดา
เว่ยเหราถอนหายใจยาว นางไม่ได้โกรธเคืองที่เขาคิดเช่นนั้น เพราะวีรกรรมของเจ้าของร่างเดิมมันเกินกว่าจะให้อภัยได้จริงๆ หญิงสาวไม่ต่อล้อต่อเถียง นางหยิบตะเกียบและชามกระเบื้องขึ้นมา คีบเนื้อไก่และซดน้ำแกงให้ทุกคนดูต่อหน้า นางกินแผ่นแป้งย่างคำโต เคี้ยวและกลืนลงคออย่างเปิดเผย เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ
"ข้ากินให้ดูแล้ว หวังว่าพวกท่านจะวางใจได้ อาหารมื้อนี้ปลอดภัย ข้าทำเพื่อทุกคนจริงๆ"
เว่ยเหราวางตะเกียบลง "หากพวกท่านยังไม่เชื่อใจข้า ข้าจะออกไปรอข้างนอก พวกท่านกินกันให้อิ่มเถอะ"
นางหมุนตัวเดินออกไปนั่งที่ม้านั่งหน้าเรือน ปล่อยให้สี่พ่อลูกอยู่ในห้องเพียงลำพัง
เซียวจวิ้นมองตามร่างบางที่เดินจากไปด้วยแววตาสับสน เขาหันกลับมามองชามแกงไก่ตรงหน้า กลิ่นหอมของมันยั่วน้ำลายจนยากจะต้านทาน ชายหนุ่มตัดสินใจตักน้ำแกงขึ้นมาชิมหนึ่งคำเพื่อทดสอบ
ทันทีที่น้ำแกงสีทองสัมผัสปลายลิ้น รสชาติหวานกลมกล่อมและความอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความเหนื่อยล้าจากการเดินป่ามาทั้งวันราวกับถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น
เนื้อไก่นุ่มละมุนแทบจะละลายในปาก มันอร่อยเสียจนเขาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่มิใช่อาหารธรรมดาแล้ว ฝีมือการทำอาหารของนางยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เมื่อเห็นว่าบิดากินอาหารได้อย่างปลอดภัย เด็กแฝดทั้งสามก็ไม่รอช้า พวกเขารีบคว้าตะเกียบและแผ่นแป้งขึ้นมากินอย่างตะกละตะกลาม รสชาติอาหารมื้อนี้จะตราตรึงอยู่ในใจของพวกเขาไปอีกแสนนาน ทว่าในใจของเซียวจวิ้นกลับมีคำถามมากมายก่อตัวขึ้น สตรีที่นั่งอยู่หน้าเรือนผู้นั้น ใช่เว่ยเหราคนเดิมที่เขารู้จักจริงๆ หรือ?
