บทที่ 5 สามีผู้เย็นชา
หม้อดินเผาที่เคยมีน้ำแกงไก่ป่าส่งกลิ่นหอมฉุยบัดนี้ว่างเปล่าไม่เหลือแม้แต่น้ำหยดเดียว เซียวจวิ้นวางชามกระเบื้องในมือลงบนโต๊ะด้วยความรู้สึกอิ่มเอมอย่างประหลาด ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนไปทั่วสรรพางค์กาย ขับไล่ความเหน็บหนาวและอาการปวดเมื่อยจากการตรากตรำล่าสัตว์ในป่าลึกมาตลอดหลายวันจนหมดสิ้น แม้แต่รอยแผลขีดข่วนตามแขนที่เกิดจากกิ่งไม้เกี่ยวก็คล้ายจะทุเลาความเจ็บปวดลงไปมาก
เขากวาดสายตามองเด็กแฝดทั้งสามที่นั่งลูบพุงกลมกางของตนเองอยู่บนเก้าอี้ไม้ ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยมองดูซีดเซียวและอมทุกข์กลับมีสีเลือดฝาดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เซียวเหิงที่มักจะมีอาการไอคอกแคกจากอากาศเย็นก็ไม่มีเสียงไอเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินเลยสักครั้ง อาหารมื้อนี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก สตรีผู้นั้นไปเอาสมุนไพรวิเศษจากที่ใดมาต้มแกงไก่กันแน่
"พวกเจ้ากินอิ่มแล้วก็พากันไปล้างหน้าบ้วนปาก แล้วเข้าไปนอนพักเสีย" น้ำเสียงของเซียวจวิ้นทุ้มต่ำและเด็ดขาด ทว่าแฝงไปด้วยความห่วงใย
"ขอรับท่านพ่อ" เซียวเยียนเป็นตัวแทนตอบรับ เขาดึงมือน้องชายทั้งสองให้ลุกขึ้นทำตามคำสั่งของบิดาอย่างว่าง่าย แม้ในใจของเด็กน้อยจะยังคงเต็มไปด้วยความสับสนระคนประหลาดใจกับอาหารมื้ออร่อยที่มารดามอบให้ แต่ความเหนื่อยล้าก็ทำให้พวกเขาอยากเอนกายลงนอนเต็มที
เมื่อเด็กทั้งสามเดินหายเข้าไปในห้องนอนแล้ว เซียวจวิ้นจึงลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่กำยำก้าวเดินออกไปที่ลานหน้าบ้าน ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัว เว่ยเหรายังคงนั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ แผ่นหลังบอบบางของนางตั้งตรง สายตาทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมาย ท่าทีเงียบสงบเช่นนี้ผิดวิสัยของสตรีที่มักจะโวยวายทำลายข้าวของเรียกร้องความสนใจอย่างสิ้นเชิง
เซียวจวิ้นเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง รังสีความเย็นชาและกดดันแผ่กระจายออกมาจากร่างของชายหนุ่มจนบรรยากาศรอบข้างดูหนักอึ้ง เขากอดอกจ้องมองใบหน้านวลที่กระทบแสงจันทร์ของภรรยา
แววตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวพยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอันเรียบเฉยนั้น
"เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่ เว่ยเหรา" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในเหมันต์ฤดู
"อาหารมื้อนี้คงไม่ได้ทำมาให้พวกข้ากินเปล่าๆ กระมัง เจ้าไปติดหนี้ร้านเครื่องประดับในเมืองมาอีกเท่าใด หรือว่าอยากจะได้เงินไปซื้อแป้งชาดตลับใหม่ พูดความต้องการของเจ้าออกมาตรงๆ เถิด ไม่ต้องมาเสแสร้งทำดีให้ข้าตายใจ"
นางเข้าใจดีว่าความน่าเชื่อถือของตนเองในสายตาเขานั้นติดลบไปนานแล้ว หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับสามี ดวงตากลมโตของนางใสกระจ่าง ไร้ซึ่งแววตาละโมบหรือเจ้าเล่ห์อย่างที่เขาคาดคิด
"ข้าไม่ได้ต้องการเงิน และไม่ได้ไปก่อหนี้สินที่ใด" เว่ยเหราตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มั่นคง "ข้าเพียงแค่ตระหนักได้ว่า ที่ผ่านมาข้าทำตัวเหลวไหลเพียงใด ตอนที่ข้าพลัดตกบันไดจนสลบไป ข้าได้เห็นความตายอยู่ตรงหน้า มันทำให้ข้าหวาดกลัวและคิดได้ หากข้าตายไปจริงๆ ลูกทั้งสามจะอยู่ต่ออย่างไร ท่านจะอยู่อย่างไร ข้าไม่อยากเป็นสตรีที่ทุกคนรังเกียจอีกต่อไปแล้ว"
เซียวจวิ้นแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ
“ช่างพูดสวยหรูจริง ๆ พวกนี้เจ้าไปจำมาจากงิ้วโรงใด เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะถูกหลอกด้วยน้ำตาและคำหวานของเจ้าเหมือนเมื่อก่อนหรือ สันดานคนเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นหรอก"
"ข้าไม่ได้ขอให้ท่านเชื่อข้าในตอนนี้" เว่ยเหราลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่โดยไม่หลบสายตา
"เวลาและการกระทำจะพิสูจน์ทุกอย่างเอง ท่านเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ เข้าไปนั่งพักเถอะ ข้าจะไปต้มน้ำร้อนให้ท่านอาบ"
กล่าวจบนางก็เดินเลี่ยงผ่านตัวเขาตรงเข้าไปในห้องครัวอย่างเงียบเชียบ เซียวจวิ้นมองตามแผ่นหลังบางด้วยความรู้สึกสับสนระคนประหลาดใจ นางไม่เรียกร้องเงินทอง ไม่ด่าทอตบตีเขา ทั้งยังอาสาต้มน้ำร้อนให้เขาอาบ ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยทำเลยตั้งแต่แต่งงานกันมา ชายหนุ่มหมุนตัวเดินตามนางเข้าไปในโถงบ้าน นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมเพื่อรอดูว่านางจะเล่นงิ้วบทนี้ไปได้อีกนานเท่าใด
ไม่นานนัก เว่ยเหราก็ยกกะละมังไม้ออกมาพร้อมกับน้ำร้อนที่ผสมน้ำเย็นจนได้อุณหภูมิพอเหมาะ นางวางมันลงบนพื้นข้างเก้าอี้ของเขา พร้อมกับนำผ้าสะอาดที่เพิ่งซักมาวางพาดไว้บนขอบกะละมัง
"น้ำพร้อมแล้ว ท่านล้างหน้าเช็ดตัวเสียหน่อยจะได้สบายตัว เสื้อผ้าชุดใหม่ข้าเตรียมไว้ให้ในตู้แล้ว" เว่ยเหรากล่าวจบก็หันกลับไปเก็บกวาดถ้วยชามบนโต๊ะอาหารต่อ ราวกับว่าสิ่งที่นางทำเป็นเพียงหน้าที่ปรกติของภรรยาทั่วไป
เซียวจวิ้นจ้องมองกะละมังน้ำร้อนตรงหน้า มือหนาล้วงเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะหยิบถุงผ้าเก่าๆ ใบหนึ่งออกมาโยนลงบนโต๊ะ
เสียงเหรียญทองแดงกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งดึงดูดสายตาของเว่ยเหราให้หันมามอง
"นี่คือเงินที่ข้าได้จากการขายหนังสัตว์เมื่อวันก่อน มีทั้งหมดสามร้อยอีแปะ" เซียวจวิ้นเอ่ยเสียงเรียบ
"เอาไปสิ นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการมาตลอดไม่ใช่หรือ หยิบมันไปแล้วเลิกเล่นละครเสียที"
เขาคาดหวังจะเห็นแววตาโลภทระนงและท่าทีตะครุบถุงเงินอย่างบ้าคลั่งของนางเหมือนทุกครั้ง ทว่าเว่ยเหรากลับเพียงแค่วางถ้วยชามลง เดินมาหยิบถุงเงินขึ้นมาเปิดดูคร่าวๆ ก่อนจะผูกปากถุงกลับตามเดิม
"เงินสามร้อยอีแปะนี้ ข้าจะเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน"
เว่ยเหราเอ่ยพลางเดินไปหยิบกล่องไม้เก่าๆ ออกมาจากชั้นวางของ นางใส่ถุงเงินลงไปในกล่องนั้นแล้วปิดฝา
"พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปซื้อข้าวสาร แป้งขัดขาว และเกลือเพิ่ม เสื้อผ้าของเด็กๆ ก็เก่าขาดหมดแล้ว ข้าจะซื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบมาตัดชุดใหม่ให้พวกเขาคนละชุด ส่วนเงินที่เหลือข้าจะเก็บไว้เป็นทุนสำรองยามจำเป็น ท่านเห็นชอบหรือไม่"
เซียวจวิ้นเบิกตากว้างเล็กน้อย แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาปรากฏร่องรอยของความตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด นางไม่เพียงแต่ไม่ฮุบเงินไว้ซื้อของส่วนตัว แต่ยังแจกแจงแผนการใช้จ่ายเพื่อคนในครอบครัวอย่างเป็นระบบระเบียบ
ชายหนุ่มจ้องมองสตรีเบื้องหน้าอย่างลึกซึ้ง ราวกับต้องการมองให้ทะลุถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ นางเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หรือเป็นเพียงแผนการที่แยบยลขึ้นกว่าเดิม เขาไม่อาจแน่ใจได้เลย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาสัมผัสได้ในคืนนี้คือ ความสงบสุขและอิ่มเอมใจที่เขาไม่เคยได้รับจากบ้านหลังนี้มาก่อน
"เรื่องในบ้าน เจ้าจัดการตามสมควรเถอะ" เซียวจวิ้นเอ่ยเสียงเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย ก่อนจะหยิบผ้าขึ้นมาชุบน้ำร้อนเพื่อเช็ดทำความสะอาดร่างกาย
"ข้าจะคอยดู ว่าเจ้าจะทำตามที่พูดได้นานสักเพียงใด"
เว่ยเหราเพียงแค่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก นางไม่โต้ตอบสิ่งใด
เพียงแค่ยกถ้วยชามกลับเข้าไปล้างในครัว ปล่อยให้ความเงียบสงบและไออุ่นของครอบครัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางราตรีอันมืดมิดนี้
