บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 เด็กสามคนไม่ยอมเรียกท่านแม่

ห้องครัวของบ้านตระกูลเซียวมีสภาพไม่ต่างจากลานหน้าบ้าน มันทั้งซอมซ่อและสกปรกจนเว่ยเหราต้องลอบถอนหายใจ บนเตาดินเผามีคราบเขม่าดำเกาะหนา ในไหกระเบื้องมีแป้งข้าวโพดเนื้อหยาบเหลืออยู่เพียงก้นไห ส่วนในตะกร้าสานมีผักกาดหัวเหี่ยวเฉาสองหัวนอนกลิ้งอยู่

นี่คือเสบียงทั้งหมดที่ครอบครัวนายพรานมีอยู่หรือ หญิงสาวส่ายหน้าไปมา เจ้าของร่างเดิมช่างเป็นสตรีที่ใช้ไม่ได้อย่างแท้จริง สามีออกไปเสี่ยงชีวิตล่าสัตว์ในป่าเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว แต่นางกลับเอาเงินไปซื้อแป้งชาดและเครื่องประดับจนหมด ปล่อยให้ลูกชายทั้งสามคนต้องอดมื้อกินมื้อจนผอมโซ

เว่ยเหราตักน้ำจากโอ่งมาล้างทำความสะอาดเตาและหม้ออย่างรวดเร็ว จากนั้นนางก็นำแป้งข้าวโพดที่เหลืออยู่น้อยนิดมาผสมกับน้ำพุวิเศษที่แอบนำออกมาจากมิติ ทันทีที่น้ำพุใสกระจ่างสัมผัสกับแป้งหยาบกระด้าง กลิ่นหอมจางของธัญพืชก็ลอยแตะจมูก เนื้อแป้งที่เคยสากมือกลับเนียนนุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นางหั่นผักกาดหัวที่เหี่ยวเฉาเป็นชิ้นเล็ก นำไปล้างด้วยน้ำพุวิเศษอีกครั้ง น่าประหลาดที่ผักกาดหัวกลับมาเต่งตึงและมีสีสันสดใสราวกับเพิ่งเก็บมาจากสวนใหม่ๆ หญิงสาวนำผักกาดหัวไปผัดกับน้ำมันหมูที่เหลือติดก้นกระทะ เติมเกลือลงไปเล็กน้อย

ก่อนจะนำแป้งข้าวโพดที่ผสมน้ำพุวิเศษลงไปทอดจนกลายเป็นแผ่นแป้งสีเหลืองทองส่งกลิ่นหอมฉุย

กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยทะลุหน้าต่างห้องครัวเข้าไปถึงภายในห้องนอนที่เด็กแฝดทั้งสามกำลังหลบซ่อนตัวอยู่

เซียวหยาง แฝดคนกลางผู้รักการกินเป็นชีวิตจิตใจสูดจมูกฟุดฟิด ท้องที่ว่างเปล่าส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงอย่างหนัก เขาชะโงกหน้ามองไปทางประตูห้องด้วยดวงตาเป็นประกาย ทว่ามือเล็กกลับถูกเซียวเยียนดึงเอาไว้เสียก่อน

"อย่าออกไปนะ อาหยาง" เซียวเยียนเอ่ยเสียงเข้ม

ใบหน้าเล็กจ้อยแฝงไปด้วยความระแวดระวัง "นางต้องมีแผนร้ายแน่ ปรกตินางเคยทำอาหารให้พวกเรากินเสียที่ไหน"

"แต่ข้าหิว" เซียวหยางลูบท้องแบนราบของตนเอง ใบหน้าเล็กงอง้ำอย่างน่าสงสาร

"ข้าก็หิวเหมือนกันพี่ใหญ่" เซียวเหิง แฝดน้องผู้เงียบขรึมเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อนึกถึงรอยหวายที่มารดาเพิ่งฟาดลงมาบนหลังเมื่อวานนี้

เซียวเยียนกัดริมฝีปากแน่น เขารู้ดีว่าน้องชายทั้งสองหิวโหยเพียงใด ตัวเขาเองก็หิวจนตาลายเช่นกัน ทว่าความทรงจำอันเลวร้ายที่ผ่านมาสอนให้เขารู้ว่า สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดาผู้นั้นไม่มีทางมอบสิ่งดีงามให้พวกเขาโดยไม่หวังผลตอบแทน

"พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าครั้งก่อนที่นางทำดีด้วย นางแอบขโมยเงินของท่านพ่อไปซื้อปิ่นปักผมจนหมด แล้วยังตีพวกเราที่พยายามห้ามปรามอีก" เซียวเยียนกำหมัดแน่น

"นางไม่ใช่ท่านแม่ของพวกเรา นางคือหญิงใจร้ายที่อยากจะขายพวกเราไปเป็นทาสต่างหาก"

เด็กน้อยทั้งสองเงียบกริบ ความหวาดกลัวเข้ามาแทนที่ความหิวโหยในทันที พวกเขากอดกันแน่นราวกับลูกนกที่กำลังเผชิญหน้ากับพายุฝน

ในขณะที่เด็กทั้งสามกำลังหวาดระแวง ประตูห้องก็ถูกผลักให้เปิดออกเบาๆ เว่ยเหราเดินถือถาดไม้ไผ่ที่บรรจุแผ่นแป้งข้าวโพดทอดสีเหลืองทองและน้ำแกงผักกาดหัวร้อนๆ เข้ามาภายในห้อง กลิ่นหอมของอาหารทำให้เด็กทั้งสามเผลอกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกัน

หญิงสาววางถาดอาหารลงบนโต๊ะเตี้ยกลางห้อง ก่อนจะหันไปยิ้มให้เด็กชายที่กำลังยืนเบียดกันอยู่มุมผนัง

"อาหารเสร็จแล้ว พวกเจ้ามากินสิ ข้าทำแผ่นแป้งข้าวโพดทอดกับน้ำแกงผักกาดหัว รสชาติไม่เลวเลยนะ" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและนุ่มนวล แตกต่างจากเสียงตวาดเกรี้ยวกราดที่คุ้นเคย

ทว่าเซียวเยียนกลับก้าวออกมายืนขวางหน้าน้องชายทั้งสอง แขนเล็กๆ กางออกราวกับแม่ไก่ปกป้องลูกเจี๊ยบ ดวงตากลมโตจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความเกลียดชังและไม่ไว้วางใจ

"พวกเราไม่กิน ของของท่าน นางหญิงใจร้าย" เซียวเยียนตะโกนเสียงแข็ง

"ท่านคิดจะทำอะไรอีก จะวางยาพิษพวกเรา หรือจะหลอกให้พวกเรากินอิ่มแล้วจับไปขายในเมือง"

เว่ยเหราชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง คำเรียกขานว่า 'นางหญิงใจร้าย' ทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดในอกอย่างบอกไม่ถูก นางเพิ่งตระหนักได้ว่าบาดแผลที่เจ้าของร่างเดิมฝากไว้ในใจของเด็กเหล่านี้มันลึกหนาเกินกว่าจะเยียวยาได้ในวันเดียว

"ข้าไม่ได้ใส่อะไรลงไปทั้งนั้น และข้าก็ไม่มีวันขายพวกเจ้าด้วย" เว่ยเหราพยายามอธิบายอย่างใจเย็น "ข้าเป็นแม่ของพวกเจ้านะ"

"ท่านไม่ใช่ท่านแม่ของพวกเรา" เซียวเยียนสวนกลับทันควัน น้ำตาแห่งความอัดอั้นเอ่อคลอเบ้าตาแต่เขาฝืนกลั้นเอาไว้ไม่ยอมให้มันไหลลงมา

"ท่านแม่ที่ไหนจะตีลูกจนเลือดตกยางออก ท่านแม่ที่ไหนจะปล่อยให้ลูกอดอยากจนต้องกินดิน ท่านไม่ใช่ท่านแม่ ท่านเป็นแค่หญิงแพศยาที่เกลียดชังพวกเรา"

นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ก่อเอาไว้ลึกสุดใจ นางก้าวถอยหลังออกห่างจากโต๊ะอาหารเพื่อลดความกดดันให้เด็กๆ

"ข้ารู้ว่าพวกเจ้าโกรธแค้นและหวาดกลัวข้า ข้าไม่ขอให้พวกเจ้าเชื่อใจข้าในตอนนี้ และไม่ขอให้พวกเจ้าเรียกข้าว่าแม่ด้วย"

เว่ยเหราเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง "แต่พวกเจ้าต้องกินข้าว ร่างกายของพวกเจ้าผอมบางเกินไปแล้ว หากไม่กินอาหารพวกเจ้าจะไม่มีแรงเติบโตไปปกป้องตัวเอง"

นางชี้ไปที่ถาดอาหารบนโต๊ะ

"ข้าจะวางอาหารไว้ตรงนี้ หากพวกเจ้ากลัวว่าข้าจะวางยา ก็ลองแบ่งให้ข้ากินก่อนได้ แต่ถ้าพวกเจ้ายังดื้อดึงไม่ยอมกิน ข้าจะนั่งเฝ้าพวกเจ้าอยู่ตรงนี้จนกว่าพวกเจ้าจะกินมันเข้าไป"

พูดจบเว่ยเหราก็หยิบแผ่นแป้งข้าวโพดทอดชิ้นหนึ่งขึ้นมากัดกินต่อหน้าเด็กทั้งสาม นางเคี้ยวและกลืนลงคอเพื่อแสดงให้เห็นว่าอาหารนี้ปลอดภัย จากนั้นนางก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่มุมห้อง กอดอกจ้องมองเด็กทั้งสามอย่างสงบนิ่ง

เซียวเยียนลังเลใจ เขามองแผ่นแป้งทอดที่แหว่งไปส่วนหนึ่งสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของสตรีที่นั่งอยู่มุมห้อง กลิ่นหอมของอาหารเย้ายวนจนกระเพาะน้อยๆ ประท้วงอย่างหนัก ในที่สุดเซียวหยางก็ทนความหิวไม่ไหว เขาสลัดมือออกจากพี่ชายแล้ววิ่งไปหยิบแผ่นแป้งทอดเข้าปากอย่างรวดเร็ว

"อาหยาง" เซียวเยียนร้องห้าม แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว

แผ่นแป้งข้าวโพดทอดที่แสนธรรมดากลับมีรสชาติหวานอร่อยอย่างประหลาด เซียวหยางเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข ความหอมหวานแผ่ซ่านไปทั่วปากจนเขาต้องหยิบชิ้นที่สองเข้าปากตามไปติดๆ

เมื่อเห็นว่าน้องชายคนกลางกินอาหารได้อย่างปลอดภัยแถมยังไม่มีท่าทีเจ็บปวด

เซียวเหิงก็ค่อยๆ เดินตามไปหยิบแผ่นแป้งทอดมากินบ้าง รสชาติอร่อยล้ำทำให้น้ำตาของเด็กน้อยไหลรินลงมาเงียบๆ เขาไม่เคยกินอาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต

เซียวเยียนยืนกลืนน้ำลายมองน้องชายทั้งสองกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ในใจยังคงต่อต้านสตรีมุมห้อง ทว่าร่างกายกลับพ่ายแพ้ต่อความหิวโหย เขาเดินเข้าไปหยิบแผ่นแป้งทอดชิ้นสุดท้ายเข้าปาก แม้รสชาติจะอร่อยจนแทบกลืนลิ้น แต่เขาก็ยังคงส่งสายตาแข็งกร้าวไปให้เว่ยเหรา

ข้ากินอาหารของท่าน แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมรับท่านเป็นแม่ ข้าไม่มีวันเชื่อใจท่านเด็ดขาด

แววตาของเด็กชายสื่อความหมายเช่นนั้นอย่างชัดเจน เว่ยเหรามองสบตาเขาแล้วคลี่ยิ้มบางๆ ออกมา นางไม่รีบร้อนหรอก เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ให้เด็กเหล่านี้เห็นว่า นางคือมารดาที่จะปกป้องพวกเขาตลอดไป

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel